“ถ้าไม่ยุบสภา ประเทศพัง!” อดีตเลขาฯ หอการค้าอีสานเตือน ‘เพื่อไทย’ เสี่ยงล้มทั้งเครือข่าย
วันที่ 2 กรกฎาคม ที่ อ.เมืองนครราชสีมา จ.นครราชสีมา นายทวิสันต์ โลณานุรักษ์ อดีตเลขาธิการหอการค้าภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ได้ออกมาแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับสถานการณ์การเมืองของไทยในขณะนี้ ว่า เห็นว่าบทบาทของศาลรัฐธรรมนูญและองค์กรอิสระต่างๆ มีความสำคัญอย่างมากต่ออนาคตของประเทศ โดยเฉพาะเมื่อศาลรัฐธรรมนูญ มีมติ 9 ต่อ 0 รับคำร้อง และ 7 ต่อ 2 ให้ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร หยุดปฏิบัติหน้าที่นายกรัฐมนตรี ซึ่งเรื่องนี้ส่งผลกระทบในวงกว้าง ทั้งการบริหารราชการแผ่นดินที่เกิดความปั่นป่วน มติ ครม. ถูกตั้งข้อสงสัยถึงความชอบธรรม และการถวายสัตย์ปฏิญาณ ในวันที่ 3 กรกฎาคม 2568 ก็กลายเป็นที่ถกเถียงว่า นายกฯ ที่ถูกตัดสิทธิควรเข้าร่วมหรือไม่ เพราะพิธีดังกล่าวเป็นเรื่องสำคัญต่อสถาบันพระมหากษัตริย์
นายทวิสันต์ กล่าวว่า อีกทั้งผลพวงจากคำสั่งให้หยุดปฏิบัติหน้าที่ของนายกฯ มีผลกระทบด้านความน่าเชื่อถือในเวทีต่างประเทศ มีข่าวว่า สหรัฐอเมริกาโดยเฉพาะฝั่งของโดนัลทรัมป์ อาจปฏิเสธที่จะเจรจาการค้ากับผู้แทนที่ได้รับมอบหมายจากนายกฯ “อุ๊งอิ๊ง” ขณะเดียวกัน ตลาดหลักทรัพย์กลับปรับตัวขึ้น 1.8% หลังจากคำสั่งหยุดปฏิบัติหน้าที่ ซึ่งเป็นสัญญาณสะท้อนมุมมองของนักลงทุนบางส่วน ที่อาจเชื่อว่าความเปลี่ยนแปลงจะนำไปสู่เสถียรภาพมากกว่าเดิม
“แต่สิ่งที่น่ากังวล คือ ภาพรวมขององค์กรอิสระในระบบการเมืองไทย ซึ่งตนมองว่า ยังมีความคลุมเครือในเรื่องความเป็นอิสระที่แท้จริง เนื่องจากการเข้าสู่ตำแหน่งขององค์กรอิสระเหล่านี้ ต้องผ่านการรับรองของวุฒิสภา ซึ่งหากสมาชิกวุฒิสภามีความลำเอียง หรือฝักใฝ่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง ก็จะเป็นอุปสรรคในการทำหน้าที่อย่างโปร่งใสและเป็นกลาง” นายทวิสันต์ กล่าว
นายทวิสันต์ ยังกล่าวถึง เครือข่าย ตระกูลชินวัตร โดยตั้งข้อสังเกตว่า ในช่วง 20 ปีที่ผ่านมา นายกรัฐมนตรีถึง 5 คน จากสายเครือข่ายนายทักษิณ ชินวัตร ที่ถูกสั่งยุติบทบาท ได้แก่ นายสมัคร สุนทรเวช, นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์, นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร, นายเศรษฐา ทวีสิน และนางสาวแพทองธาร ชินวัตร ซึ่งล้วนแล้วแต่มีปัญหาทางกฎหมายและการใช้อำนาจหน้าที่ ตนจึงมองว่า พรรคเพื่อไทยควรทบทวนการเสนอชื่อบุคคลที่มีความเชื่อมโยงกับเครือข่ายทักษิณให้มาเป็นผู้นำประเทศ เพราะในที่สุดก็เหมือนกับการถูก เช็กบิล ทั้งพรรคทั้งตระกูล การเมืองในปัจจุบันไม่ได้แยกออกจากครอบครัวอย่างแท้จริง โดยเฉพาะบทบาทของบุคคล อย่างนางสาวพินทองทา ชินวัตร ที่ปรากฏตัวที่ทำเนียบรัฐบาล ทำให้เกิดกระแสข่าวลือเรื่องการสืบทอดตำแหน่งนายกรัฐมนตรีในเครือญาติ ตนจึงมองว่า หากมีเหตุการณ์ผิดพลาดหรือเกิดคดีใดๆ ขึ้นมา มันจะกระทบเป็นลูกโซ่ทั้งครอบครัวและทั้งพรรค
นายทวิสันต์ กล่าวว่า สถานการณ์ในสภาผู้แทนราษฎร ปัจจุบันก็วิกฤตไม่แพ้กัน ตนเห็นว่า สภาฯ ขาดความชอบธรรมและไม่สามารถขับเคลื่อนกลไกทางการเมืองได้ ฝ่ายค้าน เช่น พรรคภูมิใจไทย เตรียมอภิปรายไม่ไว้วางใจ แต่กลับไม่ได้รับความร่วมมือจากพรรคก้าวไกล ขณะที่ฝ่ายรัฐบาลเองก็มีความแตกแยก ไม่พอใจการจัดสรรตำแหน่งรัฐมนตรี ซึ่งสะท้อนความไร้เอกภาพทั้งในฝ่ายบริหารและนิติบัญญัติ ดังนั้น ตนจึงเห็นว่า ทางออกที่เหมาะสมคือการยุบสภา เพราะหากปล่อยให้สถานการณ์ยืดเยื้อกันต่อไป ผู้ที่เสียหายที่สุดคือประชาชนและประเทศไทย
นายทวิสันต์ กล่าวว่า เรื่องการลงทุนก็เริ่มมีผลกระทบ นักลงทุนต่างชาติลังเลและไม่มั่นใจ เพราะขาดผู้นำที่ชัดเจนและนโยบายที่แน่นอน ในด้านของนายทักษิณ ตนย้ำว่า ขณะนี้นายทักษิณกำลังเผชิญคดี ตามมาตรา 112 ซึ่งจะมีการสอบพยานต่อเนื่องตลอดเดือนกรกฎาคม หากผลสอบไม่เป็นคุณ อาจส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อทั้งพรรคเพื่อไทยและตระกูลชินวัตร ตนเตือนว่า หากไม่มีการวางแผนที่รัดกุม ก็อาจเกิดสถานการณ์ “ล้มทั้งกระดาน” และทำให้พรรคร่วมรัฐบาลกลายเป็นจำเลยของสังคมไปด้วย”
นายทวิสันต์ ยังได้กล่าวถึงบทบาทของ “คุณเซ็น” หรือฮุน เซน อดีตนายกรัฐมนตรีกัมพูชา ว่า “เป็นผู้ที่เข้าใจการเมืองไทยอย่างลึกซึ้ง และมีข้อมูลสำคัญที่สามารถนำมาโจมตีประเทศไทยในเวทีระหว่างประเทศ โดยเฉพาะในกรณีการปลดนายอนุทิน ชาญวีรกูล ออกจากตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ซึ่งนำไปสู่การร้องเรียนโดยสมาชิกวุฒิสภา 36 คน
“โดยสรุปผมเห็นว่า สถานการณ์การเมืองไทยในขณะนี้มีความไม่แน่นอนสูง และอาจนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญ หากไม่มีการบริหารจัดการที่เหมาะสมก็อาจสร้างความเสียหายทั้งต่อพรรคการเมืองและประเทศโดยรวม” นายทวิสันต์ฯ กล่าว

