สภาวุ่นก่อนลงมติถอน-ไม่ถอนร่างคอมเพล็กซ์ ข้องใจคลิป ‘อิ๊งค์-อังเคิล’ มีกาสิโนอยู่ในดีลหรือไม่ ฝ่าย พท.เสนอปิดอภิปราย เจอ ภท.รุมโวยอย่าใช้นิสัยเดิมปิดปาก ‘เท้ง’ เย้ยบวกลบคูณหารเสียง รบ.แล้ว วาระ 1 ถูกคว่ำแน่
เมื่อวันที่ 9 กรกฎาคม ที่รัฐสภา ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร เป็นการพิจารณาตามระเบียบวาระคือ ร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) การประกอบธุรกิจสถานบันเทิงครบวงจร พ.ศ. … หรือ เอ็นเตอร์เทนเมนต์คอมเพล็กซ์ ที่คณะรัฐมนตรี (ครม.) เป็นผู้เสนอ
นายภราดร ปริศนานันทกุล ส.ส.อ่างทอง พรรคภูมิใจไทย ลุกขึ้นย้ำขอเสนอญัตติ เนื่องจากไม่เห็นด้วยกับ ครม.จะถอนร่าง พ.ร.บ.ฉบับดังกล่าวออกไปว่า เมื่อฟัง นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รมช.คลัง ตัวแทน ครม. ตอบคำถามของ นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ ส.ส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคประชาชน ในฐานะผู้นำฝ่ายค้าน ที่พยายามถามหาถึงเหตุผล และพยายามให้รัฐมนตรียืนยันกับสภาแห่งนี้ หมายความว่าคือการยืนยันกับประชาชนว่าท่านจะไม่นำร่างนี้กลับเข้ามาแล้วใช่หรือไม่ ซึ่งท่านก็ตอบว่าท่านตอบไม่ได้ เพราะฉะนั้น จึงจำเป็นที่จะต้องสอบถามรัฐมนตรี เนื่องจากเมื่อฟังคำตอบของรัฐมนตรีแล้ว ไม่แน่ใจในท่าทีของ ครม.ต่อแนวทางเอ็นเตอร์เทนเมนต์คอมเพล็กซ์ที่มีกาสิโนรวมอยู่ด้วย วันหนึ่งท่านบอกท่านจะเอา จะเป็นจะตายต้องเอาให้ได้ ต้องผลักดันเข้าสู่วาระการประชุมโดยเร่งด่วน ข้ามทุกระเบียบวาระ

“พรรคภูมิใจไทยในขณะนั้นได้แสดงความไม่เห็นด้วยและคัดค้านกับร่างฉบับนี้ แล้วท่านบอกพวกผมภูมิใจขวาง ประชาชนลงถนนเป็นม็อบ นั่นแสดงความไม่เห็นด้วยกับท่าทีของรัฐบาล แล้วรัฐบาลก็บอกว่าพวกนี้หน้าเดิม พวกนี้คือพวกที่ไม่เห็นด้วยกับรัฐบาลมาแต่ไหนแต่ไรแล้ว วันที่ท่านไม่เอาคือวันนี้” นายภราดรกล่าว
ข้องใจคลิป ‘อิ๊งค์-อังเคิล’ มีกาสิโนอยู่ในดีลหรือไม่
นายภราดรกล่าวต่อว่า ย้อนฟังคำให้สัมภาษณ์ของนายจุลพันธ์ที่บอกว่าจะถอนเรื่องนี้ออก เพราะยังมีปัญหาเรื่องอื่น ที่ประชาชนให้ความสนใจมากกว่า คือการแก้ไขปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชา ฟังแล้วต้องมาฟังซ้ำใหม่ว่ากาสิโนเกี่ยวอะไรกับการปัญหากัมพูชา ทำไมเอาปัญหากาสิโนไปเกี่ยวพันกับกัมพูชา หรือเป็นเพราะคลิป เป็นดีลลับ ระหว่าง น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกฯ กับ อังเคิล ที่ไปบอกว่าจะเอาอะไรขอให้บอก ต้องถามว่าคืออะไร อยู่ในดีลด้วยหรือไม่
นายภราดรกล่าวต่อว่า ส่วนการปรับเปลี่ยนสัดส่วน ครม.และพรรคร่วมรัฐบาลนั้น ทั้ง รมว.คลังและ รมช.คลัง ที่เป็นต้นเรื่องเสนอเรื่องนี้เข้าสู่สภาก็ยังอยู่เหมือนเดิม ไม่เปลี่ยนเลย เปลี่ยนอยู่อย่างเดียวคือ 8 คน ในสัดส่วนของพรรคภูมิใจไทย ออกจาก ครม. เปลี่ยนอย่างเดียวคือไม่มี 69 เสียงของพรรคภูมิใจไทยอยู่ในฟากฝั่งรัฐบาลแล้ว นี่คือการเปลี่ยนแปลงตามที่ท่านพูด จะเห็นว่าเหตุผลต่างๆ ไม่มีประชาชนเข้ามาอยู่ในสมการของการถอยของท่านเลย นี่คือเหตุผลทางการเมืองล้วนๆ ท่านถอนทำไม ในเมื่อท่านยืนยันเมื่อสักครู่ว่า เป็นนโยบายเรือธงของรัฐบาล ที่จะกระตุ้นเศรษฐกิจ ที่จะผลิตรายได้ให้กับประเทศเป็นแสนล้านบาท แล้วท่านถอนทำไม
“ผมจึงไม่แน่ใจในท่าที เพราะท่านบอกว่าชะลอเพื่อเอากลับไปแล้วจะเสนอใหม่ในเวลาที่เหมาะสม ผมขอถามว่า เวลาที่เหมาะสมของท่านคืออะไร ความเหมาะสมของท่านคืออะไร หรือเหมาะสมหมายถึงเสียงในสภาที่เมื่อท่านไปดีลกับหงูเห่าเรียบร้อย ท่านถึงจะเอากลับมาเพื่อให้แน่ใจว่าเสียงในสภาแห่งนี้ จะเพียงพอที่จะผ่านร่างให้ท่านหรืออย่างไร ท่านต้องตอบ” นายภราดรกล่าว
นายภราดรกล่าวด้วยว่า อย่าบิดเบือนเจตนารมณ์ของพวกตน ว่าพวกตนไม่เห็นด้วยกับการกาสิโน แล้วพวกตนจะให้มีการพิจารณาในวันนี้ทำไม ทำไมพวกตนจึงไม่ยอมให้รัฐบาลถอนออกไป ตนขอยืนยันตามจุดยืนเดิมของพวกตนว่า พวกตนไม่เห็นด้วยกับกาสิโน และไม่มีวันเห็นด้วย ตนขอแสดงจุดยืนให้เห็นว่า การถอนออกไปไม่เท่ากับการยกเลิก ตนอยากเห็นการยกเลิก ไม่อยากเห็นนโยบายนี้ เข้ามาอยู่ในสภานี้อีกต่อไป ตนจึงจำเป็นต้องเดินหน้าพิจารณาเพื่อนลงมติ ไม่เห็นด้วย เพื่อถอนรากถอนโคน กฎหมายฉบับนี้ นี่คือเหตุที่ไม่อยากให้เลื่อนเพื่ออะไร มากไปกว่านั้น นโยบายกาสิโนยังส่งผลกระทบต่อการท่องเที่ยวของประเทศไทย โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวจีนเป็นอย่างมาก เชื่อว่าครม.ก็ทราบดี นายกฯก็ทราบดี วันที่ไปเยือนจีน นาธิบดีสี จิ้นผิง ก็เคยได้รับคำเตือนจากประธานาธิบดีจีนด้วย ว่าเขาไม่เห็นด้วยกับนโยบายนี้ ซึ่งเป็นข่าวโดยนายอนุทิน ชาญวีระกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย เล่าให้ฟัง เชื่อว่าเรื่องนี้ประธานสภาฯสามารถที่จะยืนยันได้ถึงแนวคิดของประเทศจีน เพราะประธานฯเพิ่งไปเยือนประเทศจีนเมื่อไม่กี่วันมานี้ ว่าเขาจะไม่ให้คนจีนมาลงทุนกาสิโน ในต่างประเทศ ไม่ให้คนจีนมาบริหาร และไม่สนับสนุนคนจีนไปเล่นการพนันในต่างประเทศ
“พรรคภูมิใจไทยไม่ต้องการเห็นนโยบายนี้เดินหน้าอีกต่อไป ผมจะเห็นด้วยกับท่านรัฐมนตรีในการถอนร่างนี้ก็ได้ ถ้าท่านรัฐมนตรีสามารถยืนยันจะต่อสภาแห่งนี้ และยืนยันกับพี่น้องประชาชนว่า ในสภาชุดที่ 26 นี้ ท่านจะไม่มีการพิจารณาเรื่องกาสิโน เอนเตอร์เทนเมนต์คอมเพล็กซ์ ในสภาชุดนี้อีก ผมไม่ติดใจ ผมยินยอมให้ท่านถอนโดยดี แต่ถ้าผิดไปจากนี้ ผมจำเป็นจะต้องขอมติจากสภาแห่งนี้ และหลังจากนี้ ลงสู่สนามเลือกตั้ง ท่านจะไปหาเสียงเชิญครับ ว่าท่านต้องการกาสิโน เลือกพรรคเพื่อไทย ไม่ต้องการกาสิโนเลือกพรรคนู้นพรรคนี้ แล้วท่านกลับมาได้ กลับมาชนะ ท่านมาเสนออีกครั้ง ผมก็ไม่ว่าอะไร” นายภราดรกล่าว
‘จุลพันธ์’ สวน ท่านก็รู้ร่างจะกลับมาเมื่อไหร่ ‘ผมตอบไม่ได้ ผมเป็นแค่ รมต.คนหนึ่ง’
ด้านนายจุลพันธ์ชี้แจงว่า เรื่องนี้ไม่มีดีลลับในการพูดคุย สำหรับการทำเอ็นเตอร์เทนเมนต์คอมเพล็กซ์ โดยเฉพาะที่นายกฯพูดคุยทางโทรศัพท์กับทาง สมเด็จฯฮุน เซน และถูกอัดเทป เราเห็นได้ชัด หากฟังด้วยใจเป็นกลางก็จะรู้ว่าไม่มีความเสียหายใดๆ เกิดขึ้นกับประเทศ แม้แต่ประเด็นเดียว การไปแอบกินข้าวคุยกัน ตนเองไม่รู้ว่าคุยอะไรกัน แต่ในกรณีนี้ไม่มี
นายจุลพันธ์กล่าวต่อว่า สิ่งที่ตนเองได้ตอบไป หากฟังจะรู้ว่าสมการนี้มีประชาชนอยู่ตลอด เพราะบอกชัดเจนว่าสถานการณ์ที่ประชาชนยังมีความขัดแย้ง ยังมีความไม่เข้าใจในตัวกฎหมาย จึงเป็นสาเหตุหนึ่งที่พวกเราตัดสินใจว่าจะถอนกฏหมายนี้ออกไป ครม.ในส่วนกระทรวงการคลังยังครบถ้วนเหมือนเดิมทั้ง 3 คน แต่ครม.ใหม่ก็มีจำนวนมากจริง ๆ และคนเหล่านั้นควรมีสิทธิ์ในการทบทวนกฎหมาย ซึ่งถือเป็นเรื่องปกติ กฎหมายบางฉบับที่มีค้างอยู่ในขั้นตอนของครม.หรือสภาฯหากมีการเปลี่ยนตัว โดยเฉพาะเปลี่ยนรัฐมนตรีประจำกระทรวง หลายครั้งก็เห็นว่ามีการถอนกลับไปเพื่อทบทวนอีกครั้ง เช่นเดียวกับกฎหมายนี้ ที่มีความจำเป็นจะต้องนำกลับไปพิจารณาให้มีความรอบคอบ

“ส่วนจะกลับเมื่อไหร่ จะมาให้ผมตอบ ผมตอบไม่ได้ ท่านก็รู้ ท่านเป็นรองประธานสภามาก่อน ท่านต้องมีความรู้เพียงพอว่าจะมาให้ตอบในเรื่องที่มันตอบไม่ได้เพราะมันเป็นเรื่องของครม. ท่านอาจจะอ้างว่าเสนอญัตติไม่ให้ถอนเพื่อพิจารณาให้ตกเลย ท่านสามารถทำได้ แต่เอาข้อเท็จจริงมาพูดกัน กฎหมายตก มันก็ตกอยู่ในสมัยประชุมนี้ สมัยประชุมหน้าก็ยื่นได้อีก ไม่ได้หมายความว่าหากมีการพิจารณาจบสิ้นไปแล้วจะไม่สามารถนำเสนอได้อีกตลอดชีวิต ตลอดชาติ มันไม่มี ก็รู้เท่ากัน ฉะนั้นเหตุผลอย่างนั้นไม่ควรยกมาอ้าง” นายจุลพันธ์กล่าว
นายจุลพันธ์กล่าวอีกว่า หากจะตัดสินใจทางการเมืองเพื่อที่จะให้เกิดการลงมติที่ขัดแย้งกันนั่นถือเป็นสิทธิ์ของสมาชิกทุกท่าน ลงมติกันได้เลย เป็นสิทธิทุกคน สามารถทำได้ ในส่วนที่มีการกล่าวอ้าง โดยเฉพาะเมื่อคืนนี้ นายอนุทิน มีการโพสต์เฟสบุ๊คในเรื่องของการพูดคุยกับผู้นำระหว่างประเทศ ตนไม่ได้อยู่ในที่นั้น แต่โดยมารยาทปกติการพูดคุยกับผู้นำระดับประเทศ เขาไม่นำออกมาจากที่ลับมาพูดในที่แจ้ง ตนก็ไม่รู้ว่าการพูดคุยนั้นเป็นอย่างไร แต่เราคงไม่บริหารประเทศ โดยอาศัยพิจารณาจากประเทศใด ๆ ที่ไม่ใช่ประเทศไทยเป็นหลัก พวกตนบริหารประเทศเอาประชาชนคนไทย เอาสภาไทยเป็นหลัก พวกท่านเห็นชอบ หรือไม่เห็นชอบ ก็ลงมติกันตามนั้น แต่ไม่ได้พิจารณาจากปัจจัยภายนอก อย่างที่ท่านพยายามนำเสนอ
นายจุลพันธ์กล่าวว่า กฎหมายฉบับนี้เสนอเข้ามาหลายเดือนแล้ววันที่เข้ามาไม่องค์ประกอบ ครม.จะมีความแตกต่าง และมีบางพรรคการเมืองถอนตัว บางพรรคการเมืองยังคงอยู่ด้านในของ ครม. และรัฐบาลเหมือนเดิม แต่ที่นำเสนอเข้ามาเสนอเข้ามาพรรคท่านก็เสนอมาด้วย ผู้บริหารของท่านก็อยู่ในครม. แม้จะบอกว่าไม่มีการเห็นด้วยตั้งแต่ต้น แต่มีการนำเสนอผ่านสื่อมวลชนว่าเห็นดีเห็นงามทุกครั้งไป วันนี้มีการปรับเปลี่ยนรัฐบาล ท่านตัดสินใจเปลี่ยนความคิด ตนยอมรับ
“ระยะเวลาเปลี่ยน กาลเวลาเปลี่ยน มันก็จะเปลี่ยนแปลงไป แต่ผมไม่เข้าใจว่าทำไมวันนั้นถึงบอกว่าสนับสนุน เพียงเพื่อจะอยู่ในรัฐบาล ในตำแหน่งรัฐมนตรี แต่ไม่เห็นด้วยกับกฎหมาย แล้วมายกมือให้อย่างนั้นหรือ ผมไม่เชื่อ ถ้าไม่เห็นด้วย วันนั้นก็ถอนตัวจากรัฐบาลไปแล้ว แต่วันนี้มาปรับเปลี่ยนแนวความคิด ก็ยอมรักันได้ เวลาเปลี่น คนเปลี่ยน ก็ยิ่งเป็นสาเหตุที่วันนี้พวกผมเอาเข้ามาในสภา เพื่อบอกว่ากฎหมายฉบับนี้ลองถอยมาสักก้าว และมาพิจารณาอีกครั้ง หากถามว่าจะกลับมาเมื่อไหร่ ท่านก็รู้เท่ากับผมว่ามันตอบไม่ได้ ผมไม่ใช่ ครม. ผมเป็นรัฐมนตรีหนึ่งคนในองค์คณะ” นายจุลพันธ์กล่าว
‘ไอติม’ ถามหาความจริงใจ รบ.ถอนร่างคอมเพล็กซ์ จะไม่เสนอกลับเข้ามาอีก
จากนั้น นายพริษฐ์ วัชรสินธุ ส.ส.บัญชีรายชื่อ โฆษกพรรคประชาชน อภิปรายว่า ตนและพรรคประชาชนไม่เห็นชอบกับการเสนอร่างกฎหมายดังกล่าวเข้าสู่สภา เพราะไม่มีรายงานผลการศึกษาที่ละเอียดรอบคอบเพียงพอ ส่วนประเด็นผลกระทบต่อนักท่องเที่ยวจีน ตนไม่ได้บอกว่าเราต้องซ้ายหันขวาหันตามประเทศอื่น แต่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเคยยอมรับว่า ไม่ได้คำนึงถึงความเสี่ยงเรื่องนี้
นายพริษฐ์กล่าวว่า สำหรับจำนวนผู้เล่นคนไทยที่รัฐบาลคาดว่าจะมีเข้าไปเล่นกาสิโน นายพริษฐ์ชี้ว่า คำตอบของรัฐบาลแต่ละครั้งไม่เคยเหมือนกัน รายงานที่รัฐบาลอ้างอยู่บนสมมุติฐานและการคำนวณว่าจะมีคนไทยเข้าไปเล่นในกาสิโนสูงถึง 21 ล้านครั้งต่อปี แต่พอวันถัดมา รัฐมนตรีกลับแสดงข้อมูลคาดการณ์ว่า จะมีคนไทยเข้าไปเล่น 7.4 แสนครั้งต่อปี ส่วนสำนักงานเศรษฐกิจการคลังคำนวณว่า ในเมื่อคนไทยที่เข้าไปเล่นได้ ต้องมีเงินในบัญชีเกิน 50 ล้านบาทต่อเนื่อง 6 เดือน ผลจึงออกมาว่ามีคนไทยเข้าไปเล่น 5 หมื่นครั้งต่อไป จะเห็นว่าตัวเลขแต่ละครั้งแตกต่างกันมาก สำหรับมาตรการป้องกันปัญหาติดการพนัน และป้องกันการฟอกเงิน แต่หลายมาตรการ ไม่ระบุในตัวกฎหมาย แต่บอกว่าให้เป็นหน้าที่ของคณะกรรมการนโยบาย แล้วจะแน่ใจได้อย่างไรว่า เมื่อถึงวันที่มีการตั้งคณะกรรมการนโยบายขึ้นมา ซึ่งท่านอาจไม่ได้เป็นรัฐบาลแล้ว
“ผมเข้าใจดีว่ารัฐบาลสามารถดำเนินบางนโยบายได้โดยไม่ได้หาเสียงไว้กับประชาชน แต่รัฐบาลกลับเร่งรีบนำกฎหมายนี้แซงคิวกฎหมายอื่นหมดเลย แล้วจะให้เราไว้วางใจได้อย่างไร” นายพริษฐ์กล่าว

นายพริษฐ์กล่าวว่า การเสนอถอนร่างครั้งนี้ ไม่ใช่การถอนบนพื้นฐานของความจริงใจ ที่อ้างว่า ครม.องค์ประกอบเปลี่ยนไป จึงต้องถอนออก ซึ่งฟังแล้วก็งง เพราะกฎหมายอีก 7 ฉบับ ที่ ครม.เสนอเข้ามาจะถอนด้วยหรือไม่ ส่วนเหตุผลว่าต้องการเวลารับฟังความเห็นของประชาชนเพิ่มขึ้น ฟังแล้วก็ยิ่งตลก เพราะที่ผ่านมารัฐมนตรีเคยตอบว่าฟังความเห็นมาพอแล้ว ซึ่งขอเสนอว่าแม้เสียงไม่พอก็ไม่ต้องชี้นิ้วมาที่ฝ่ายค้าน เพียงรับปากว่ รัฐบาลชุดนี้จะไม่เสนอกฎหมายที่มีปัญหาดังกล่าวกลับมาอีก ฝ่ายค้านพรัอมสนับสนุน
“ถ้าท่านยังไม่พร้อมจะให้คำยืนยันกับพวกเราว่าท่านถอนไปแล้วท่านจะไม่นำร่างดังกล่าวที่มีปัญหากลับมาเสนอในสภาชุดนี้อีก ก็ชัดเจนว่าท่านไม่พร้อมจะพิสูจน์ความจริงใจของท่าน และถ้าเป็นเช่นนั้นก็จำเป็นต้องมาพิสูจน์ว่าข้อสันนิษฐานของผมว่าเสียงของท่านไม่เพียงพอ เป็นความจริงหรือไม่” นายพริษฐ์กล่าว
ส.ส.ภท.อัดเจ็บ นับถือใจ พท. ย้อนวันเลื่อน กม.คอมเพล็กซ๋ ท่ามกลางเหตุแผ่นดินไหว ยังดันเป็นหัวแถวได้
ต่อมา นายวรศิษฎ์ เลียงประสิทธิ์ ส.ส.สตูล พรรคภูมิใจไทย อภิปรายว่า รัฐบาลต้องพูดความจริงกับประชาชนและทุกคนที่อยู่ในสภาแห่งนี้ ย้อนกลับไปเมื่อเดือน เม.ย. ครม.เร่งรัดทำทุกวิถีทางให้ได้เข้าสภา ท่ามกลางเสียงวิจารณ์ ไปดูผลโพลผลสำรวจที่เขารวบรวมมาก็ได้ 60-80% ถือว่าเป็นตัวเลขที่สูงมาก ขณะนั้นรัฐบาลก็บอกว่าได้มีการพูดคุยทำความเข้าใจกับประชาชนแล้ว และบอกว่าร่าง พ.ร.บ.ฉบับนี้ดีอย่างนั้นอย่างนี้ ควรจะเอามาพิจารณาเพื่อแก้ปัญหาเศรษฐกิจให้กับประเทศ ปัญหาคือไม่ทันใจ มันช้าจังเลย ก็ต้องเลื่อนระเบียบวาระมาอยู่ลำดับแรก
“ผมเชื่อว่าทุกท่านจำได้ดี เกิดแผ่นดินไหวในพม่าและส่งผลกระทบมาที่ประเทศไทย หลังจากนั้นเราได้มีการเปิดประชุมสภากัน ในขณะที่ทุกคนกำลังตกใจ กำลังกลัว กำลังโกลาหลกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ผมนับถือใจที่ท่านยังเสนอเลื่อนพระราชบัญญัติฉบับนี้ขึ้นมาพิจารณาเป็นอันดับหนึ่ง จากท้ายแถวขึ้นมาสู่หัวแถว ท่านก็ใช้ทุกวิถีทาง กระเสือกกระสนที่จะเอามาจนสุดท้ายก็เอาขึ้นมาได้ ผมก็เลยบอกว่าพระราชบัญญัติฉบับนี้มีความสำคัญจริงๆ แต่สำคัญสำหรับท่าน ไม่ใช่สำหรับพวกผมและประชาชนทั้งประเทศ เพราะพวกเราไม่ได้อยากได้” นายวรศิษฎ์กล่าว

นายวรศิษฎ์กล่าวต่อว่า วันนี้รัฐบาลบอกว่าจะถอน สาเหตุหนึ่งที่บอกคือพี่น้องประชาชนบางกลุ่มยังไม่เข้าใจ ต้องทำความเข้าใจเพิ่ม
“อ้าว ไม่เข้าใจอีกแล้ว พอจะเอาเข้า เข้าใจดี ดีอย่างนั้น ดีอย่างนี้ สนับสนุนเต็มที่ วันนี้ไม่เข้าใจแล้ว นี่คือการบริหารประเทศนะครับ ไม่ใช่การเล่นขายของ ที่นึกอยากจะทำอะไรก็ทำ อยากจะเข้าก็เข้า อยากจะออกก็ออก สิ่งที่ต้องยอมรับคือวันนี้ถ้าท่านคำนึงถึงพี่น้องประชาชนจริงๆ แล้วท่านถอน ท่านจะไม่ถอนในวันนี้ ท่านจะต้องถอนก่อนหน้านี้ มาตั้งนานแล้ว เพราะตลอดระยะเวลา 4-5 เดือนที่ผ่านมา มีเสียงคัดค้านอย่างหนาหูมาโดยตลอด” นายวรศิษฎ์ระบุ
นายวรศิษฎ์กล่าวต่อว่า เป็นเรื่องของการเมือง เพราะกลัวที่จะโหวตแพ้ ทุกท่านที่นั่งอยู่ในห้องนี้รู้ดีว่าวันนี้เสียงในฟากฝังรัฐบาลไม่ได้มีเสถียรภาพอย่างในอดีต อย่าว่าแต่การโหวตกฎหมายสำคัญเลย แค่การรักษาองค์ประชุมที่ทำให้การประชุมดำเนินต่อไปได้ เปิดมาครั้งแรกเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา โดนเทสระบบ ระบบล่ม ปิดประชุม แล้วจะหวังอะไรกับกฎหมายที่สำคัญ และที่สำคัญมีสมาชิกในฟากฝังรัฐบาลอยากกอดเก้าอี้เอาไว้ แต่ถามว่าพร้อมจะโหวตให้ร่าง พ.ร.บ.นี้หรือไม่ ก็ไม่พร้อม บางพรรคเองถึงขนาดออกแถลงการณ์มาบอกว่าไม่เห็นด้วยด้วยซ้ำ เพราะฉะนั้น นี่คือสาเหตุที่ทำไมท่านถึงกลัว
นับองค์ประชุมรอบแรก แสดงตนเกินกึ่งหนึ่งแค่ 7 เสียง หลัง ส.ส.พท.เสนอปิดอภิปราย ฝั่ง ภท.ฉะแค่ชั่วโมงเดียว รบ.อดทนไม่ได้หรือ อย่าใช้นิสัยเดิม-ปิดปาก
เวลา 12.18 น. ระหว่างที่นายพิเชษฐ์ ซึ่งทำหน้าที่เป็นประธานการประชุมในขณะนั้น ได้แจ้งที่ประชุมถึงรายชื่อผู้อภิปรายที่เหลือ
โดย นายวัชระพล ขาวขำ ส.ส.อุดรธานี พรรคเพื่อไทย ลุกขึ้นเสนอให้ประธานวินิจฉัยข้อที่ 74 อีกครั้ง พร้อมกล่าวว่า ไม่ได้มีปัญหาว่าเพื่อนสมาชิกมีความเห็นอย่างไร แต่ส่วนตัวเห็นว่าใช้เวลาพอสมควรแล้ว จึงขอให้วินิจฉัย เพื่อปิดการอภิปราย ตามข้อ 73(2) ให้ที่ประชุมลงมติ
ขณะที่ นายวรศิษฎ์ ส.ส.สตูล พรรคภูมิใจไทย กล่าวว่า การที่เพื่อนสมาชิกเสนอให้มีการปิดอภิปราย ตนจึงอยากขอเหตุผล เพราะเพิ่งมีการอภิปรายไปเพียงแค่ 5-6 คนเท่านั้น ไม่ได้รบกวนเวลาขนาดนั้น เข้าใจว่าท่านคือเสียงข้างมาก ถึงจะโหวตท่านก็ชนะอยู่แล้ว ตนเชื่อแบบนั้น แต่ท่านไม่คิดถึงภาพที่จะออกไป หรือความเห็นของประชาชนที่รอฟังอยู่บ้างหรือ
นายวัชระพลจึงกล่าวย้ำถึงเหตุผลที่รัฐมนตรีได้มีการตอบไปแล้ว ซึ่งเนื้อหาที่สมาชิกอภิปรายทั้งหมดวนเวียนซ้ำซากอยู่ที่เดิม ไม่เกี่ยวข้องกับเรื่องที่เราคุยกันเลย เพราะญัตติคือถอนหรือไม่ถอน
ขณะที่ นายพลพีร์ สุวรรณฉวี ส.ส.นครราชสีมา พรรคภูมิใจไทย อภิปรายว่า เราอภิปรายไปได้แค่ประมาณครึ่งชั่วโมง ฝั่งรัฐบาลรอไม่ได้หรือแค่ 49 นาที สมาชิกพรรคภูมิใจไทย โดยเฉพาะชาวมุสลิม อยากจะท้อนว่า กฎหมายนี้ไม่ดีอย่างไร
“ทนหน่อยสิครับ รัฐมนตรีก็อยู่กันเต็มสภาไปหมด ทำไมรอชั่วโมงเดียวไม่ได้ ทุกคนจะออกไปข้างนอกหรืออย่างไร” นายพลพีร์ระบุ
ทำให้ น.ส.แนน บุณย์ธิดา ส.ส.อุบลราชธานี พรรคภูมิใจไทย กล่าวว่า ถ้ามีสมาชิกเสนอให้ปิดการอภิปราย ตนก็ขอเสนอให้มีการอภิปรายต่อ เพราะสิ่งที่สำคัญที่สุด การจะวินิจฉัยว่าสมาชิกท่านใดอภิปรายแบบไหน เป็นหน้าที่เป็นประธาน เมื่อประธานไม่ได้มีการทักท้วง ก็สามารถให้สมาชิกอภิปรายได้
“ขอความกรุณาเถอะค่ะ อย่าใช้นิสัยเดิมๆ ในการปิดปาก ไม่ให้มีการพูดกันในสภาแบบเมื่อสมัยก่อนๆ” น.ส.แนนกล่าว

จากนั้นได้มีการถกเถียงกัน ระหว่าง ส.ส.ของพรรคภูมิใจไทยและพรรคเพื่อไทยอีกระยะหนึ่ง กระทั่งนายพิเชษฐ์ได้กดออดเรียกสมาชิกเข้าแสดงตนในห้องประชุมอีกหลายครั้ง
นายครูมานิตย์ สังข์พุ่ม ส.ส.สุรินทร์ พรรคเพื่อไทย ลุกขึ้นกล่าวว่า ขอความกรุณาประธานใจเย็นนิดนึง ในการตรวจสอบองค์ประชุม เพราะตอนนี้ก็เวลาเที่ยงคนอยู่เยอะ ผู้สูงอายุที่เหนือกว่าตนเดินเข้ามาในห้องประชุมยาก บางคนอยู่ในห้องประชุมกรรมาธิการก็อาจจะมาช้า ไม่ได้คิดว่าจะมีการตรวจสอบองค์ประชุมไวขนาดนี้ จึงขอเวลาอีกสักนิด
สุดท้ายเมื่อนายพิเชษฐ์ปิดการแสดงตน พบว่ามีองค์ประชุมอยู่ 253 เสียง ซึ่งถือว่าเกินกึ่งหนึ่งมาเพียง 7 คน โดยผลการลงมติจากจำนวนสมาชิก 259 เสียง เห็นด้วย 251 เสียง ไม่เห็นด้วย 3 เสียง งดออกเสียง 1 เสียง ไม่ลงคะแนนเสียง 4 เสียง เป็นอันว่าที่ประชุมเห็นชอบให้มีการปิดอภิปราย
‘ณัฐพงษ์’ เย้ย บวกลบคูณหารเสียงรัฐบาลแล้ว วาระ 1 ถูกคว่ำแน่
เวลา 12.40 น. นายไชยชนก ชิดชอบ ส.ส.บุรีรัมย์ พรรคภูมิใจไทย (ภท.) กล่าวปิดการอภิปรายว่า การที่นายจุลพันธ์ระบุว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล ส.ส.บัญชีรายชื่อและหัวหน้าพรรค ภท. นำข้อมูลการประชุมลับของผู้นำประเทศมาเปิดเผยนั้น ยืนยันว่าไม่ใช่การประชุมลับ เป็นการประชุมอย่างเปิดเผย มีตัวรายงานออกมาชัดเจน ส่วนที่บอกว่าพรรค ภท.เวลาเปลี่ยนความเห็นก็เปลี่ยนนั้น ยอมรับว่าพรรค ภท.เปลี่ยน แต่เป็นการเปลี่ยนตั้งแต่เป็นรัฐบาล เพราะจุดยืนของพรรคคือทำเพื่อชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
นายไชยชนกกล่าวว่า เรื่องเอ็นเตอร์เทนเมนต์คอมเพล็กซ์มีเสียงค้านจากประชาชนและองค์กรศาสนาอย่างชัดเจน ดังนั้น พรรค ภท.ทำเพื่อชาติ ศาสนา จึงต้องเปลี่ยนความคิด แต่ทำไมพวกท่านไม่คิดเปลี่ยน ไม่ฟังเสียง ชาติ ศาสนาบางหรือ หากเรื่องนี้ยังอยู่ในสภา ประชาชนจะตัดสินใจลงถนนอย่างแน่นอน

ขณะที่นายณัฐพงษ์ ส.ส.บัญชีรายชื่อและหัวหน้าพรรคประชาชน (ปชน.) กล่าวว่า ดูเสียงที่ลงมติให้ปิดการอภิปราย เสียงของรัฐบาลที่เสนอให้ปิดการอภิปราย บวก ลบ คูณ หารดูแล้ว ได้ข้อสรุปตรงกันว่าหากรัฐบาลนำเรื่องเข้าสู่วาระ 1 จะถูกคว่ำอย่างแน่นอน
สภามีมติถอนร่าง กม.คอมเพล็กซ์ เสียงปริ่ม 253 ต่อ 66
กระทั่งเวลา 12.55 น. นายพิเชษฐ์ ซึ่งทำหน้าที่เป็นประธานการประชุมในขณะนั้น ได้ขอมติที่ประชุมว่าจะยินยอมให้ถอนร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) การประกอบธุรกิจสถาบันเทิงครบวงจร หรือเอ็นเตอร์เทนเมนต์คอมเพล็กซ์ ออกจากระเบียบวาระการประชุมหรือไม่
ผลปรากฏว่า จากจำนวนสมาชิก 318 เสียง เห็นด้วย 253 เสียง ไม่เห็นด้วย 66 เสียง งดออกเสียง 0 เสียง ไม่ลงคะแนนเสียง 0 เสียง
เป็นอันว่าที่ประชุมมีมติยินยอมที่จะถอนร่าง พ.ร.บ.ฉบับนี้ ออกจากเบียบวาระการประชุม


