หน้าแรก การเมือง สถาปนิก ลั่น ...

สถาปนิก ลั่น ‘อาคารรัฐสภา’ คือเสาส่งสัญญาณ ‘ปฏิรูปการเมือง’ ตั้งใจดีไซน์สื่อสารปชช.

9.07.25 | 17:04 น.

‘สถาปนิก’ ยัน การเมืองต้องมีศีลธรรม เปิดแนวคิดออกแบบ ‘สัปปายะสภาสถาน’ หวังตั้งเสาส่งสัญญาณวาทกรรม ปักหมุดหมาย ‘ปฏิรูปการเมือง’ – สื่อสารปชช. ‘เลือกผู้แทนให้ดี’

เมื่อวันที่ 9 กรกฎาคม เวลา 12.30 น. ที่ห้องประชุม 402-403 ชั้น 4 อาคารรัฐสภา คณะอนุกรรมาธิการด้านศิลปะสร้างสรรค์ ในคณะกรรมาธิการการศาสนา คุณธรรม จริยธรรม ศิลปะ และวัฒนธรรม จัดเสวนาวิชาการ เรื่อง “สัปปายะสภาสถาน : ศิลปกรรมของชาติ”

บรรยากาศเวลา 12.30 น. มีการนำเยี่ยมชมบริเวณอาคารเรือนยอด ชั้น 11 ของอาคารรัฐสภา ท่ามกลางสมาชิกรัฐสภา ศิลปินผู้ออกแบบ ที่ปรึกษาอนุกรรมาธิการ ตลอดจนผู้ทรงคุณวุฒิ ผู้มีประสบการณ์ในการใช้อาคารรัฐสภา และนักวิชาการ ร่วมรับฟังการบรรยายอย่างลงลึก ก่อนกล่าวเปิดเวทีโดย นายมงคล สุระสัจจะ ประธานวุฒิสภา, นางเอมอร ศรีกงพาน ประธานคณะกรรมาธิการการศาสนา คุณธรรม จริยธรรม ศิลปะและวัฒนธรรมวุฒิสภา

ต่อมาเวลา 14.00 น. เข้าสู่เวทีเสวนาแลกเปลี่ยนเรียนรู้ หัวข้อ “สัปปายะสภาสถาน : ศิลปกรรมของชาติ” โดย นายสุนทร พฤกษพิพัฒน์ สมาชิกวุฒิสภา ผู้แทน นายชวน หลีกภัย, นายชาตรี ลดาลลิตสกุล หัวหน้าสถาปนิกโครงการออกแบบอาคารรัฐสภา ศิลปินแห่งชาติ พ.ศ.2562, นายสิงห์ชัย ทุ่งทอง ผู้ทรงคุณวุฒิด้านสถาปัตยกรรม ในฐานะ ตัวแทนจากสภาสถาปนิก และ ศ.ดร.ชาญณรงค์ พรรุ่งโรจน์ ประธานคณะอนุกรรมาธิการด้านศิลปะสร้างสรรค์ วิทยากรและผู้ดำเนินรายการ

Advertisement

ในตอนหนึ่ง นายชาตรี หัวหน้าสถาปนิกโครงการออกแบบอาคารรัฐสภา กล่าวว่า การก่อสร้างรัฐสภา เป็นโครงการเจ้าปัญหา แต่ส่วนตัวไม่เคยมาพูดเลยตลอด 10 ปี เชื่อว่ามีหลายท่านได้เห็นตนตั้งแรกตอนที่ออกมาคัดค้าน เพราะว่าจริงๆ แล้วมันมีเรื่องที่ซับซ้อนและปัญหาเยอะ เหมือนสังคมไทยเราที่เป็นวิบากกรรมของชาติ

ตนขอเล่าแนวคิด จากการเป็นหัวหน้าที่ออกแบบซึ่งมีศิลปินแห่งชาติ อีก 3 ท่านทำงานร่วมกับเกือบ 20 องค์กร มีอินทีเรีย 4 ราย และผู้เชี่ยวชาญ 4 สาขา

“จริงๆ อาคารรัฐสภา เป็นอาคารประหยัดพลังงาน ที่ใช้ผู้เชี่ยวชาญระดับประเทศทั้งหมด เราดีไซน์ For All อาคารที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ได้รางวัลประหยัดพลังงานดีเด่น ของกระทรวงพลังงาน คนที่ทำคือ อาจารย์ไตรรัตน์ จารุทัศน์ ถือเป็นมือหนึ่งของไทยที่ผลักดันเรื่องคนพิการตลอดมา ทำเรื่องความปลอดภัยของอาคาร ท่านจำเรื่อง ‘ซานติก้าผับ’ ได้หรือไม่ คนตะกายออก ตายเป็นเบือ ในเขาวงกตของผม มีประตูอยู่ 6,000 บาน ถ้าเปิดผิดด้าน หรือออกแบบผิดเพียงบานเดียว หรือการซ่อมอย่างไม่มีความเข้าใจ อาจเกิดโศกนาฏกรรมได้ เป็นเรื่อง very serious”

ผมตั้งใจจริงๆ ว่า จะเล่าออกแบบยังไง อาคารหลังนี้ชนะแบบการประกวด จาก 131 ทีม เราส่งมาแบบเดียว เข้ารอบมาเรื่อยๆ มีชื่อทีมว่า ‘สงบ 1051’ ความหมายคือ ตั้งใจว่าจะเข้ารอบ 10 ทีม และเขารอบ 5 ทีม และเราจะเอาที่ 1 บังเอิญว่ามันเป็นจริง เป็นการคิดแบบเดอะซีเคร็ต

ตอนเราทำแบบ ที่สถาปนิกนั่งในห้องประมาณ 20 คน กระบวนการมี 4 ขั้นตอนเท่านั้น เหมือนร่างรัฐธรรมนูญเลย คือ 1.การวิเคราะห์ 2.การตั้งเป้าหมาย 3.แนวคิด และ 4.ภาษาสถาปัตยกรรม

ตอนนั้นตั้งใจรวบความหมาย เป็นคำว่า ‘รัฐสภาในฝัน’ ขึ้นบนกระดาน ให้แต่ละคนในห้องแสดงความเห็น ซึ่งหลายคนบอกว่า ต้องสะท้อนถึงความเป็นชาติไทย สงบ สง่างาม เป็น Destination ของโลก แสดงถึงระบอบประชาธิปไตย อำนาจประชาชน

แต่มีคำหนึ่งที่ขึ้นมาซ้ำๆ เหมือนตอนเราลงคะแนนในหน่วยเลือกตั้ง คือคำว่า ‘รัฐสภาต้องไม่โกง’ พวกเราก็อึ้งว่า ทำไมเราเป็นสถาปนิก ถึงมีความคิดนี่ผุดขึ้นมา คือช่วงนั้นมีการทำแบบสอบถามประชาชนว่า ให้ ส.ส.คอร์รัปชั่นได้เกินครึ่ง แต่ขอให้ทำเพื่อประชาชน ซึ่งตอนนั้นเราอึ้งมาก ว่าสภาเป็นสถานที่แบบไหน คนถึงยอมรับว่าโกงได้ ? ชวนให้เรานึกถึงวัด เป็นสถานประกอบกรรมดี แต่พระทำไม่ดีนิดเดียว มีรถหรู เราโกรธ แต่ทำไมเราไม่โกรธผู้แทนที่โกง ทำให้เกิดคอนเซ็ปต์ เอาอย่างนี้แล้วกัน สถานที่นี้เป็น ‘สถานประกอบกรรมดี’ สืบค้นไปพบคำว่า ‘สัปปายะสภาสถาน’

“อย่างโบสถ์ วิหาร เวลาที่เราโกนหัวบวช เขาจะให้ท่องบท ปะฏิรูปปัง คือพระพุทธศาสนาเชื่อว่าคนปฏิรูปได้ ท่องอยู่ในโบสถ์คือ ‘สัปปายะสภาสถาน’ กล่าวคือโบสถ์วิหาร มี 3 ความหมายคือ 1.ปฏิรูปอมนุษย์ ให้เป็นมนุษย์ 2.ปฏิรูปสังคมไปสู่สังคมกัลยาณมิตร 3.ปฏิรูปมนุษย์ไปสู่ โลกุตระ

ข้อสุดท้ายเป็นเรื่องของศาสนา เรามองว่าไม่เกี่ยว เรากำลังทำเรื่องการเมืองการปกครอง ซึ่งเป็นเรื่อง ‘โลกียะ’ แต่เราก็เกิดความคิดว่า ถ้าออกแบบให้เหมือนวัดดีไหม จะได้รีคอล (recall) สิ่งที่เกิดขึ้นเหล่านี้ แต่เราก็มีปัญหาว่าระหว่าง ‘โลกียะ กับโลกุตระ’ ในสังคมไทยเป็นยังไง สืบค้นไปเราพบว่า จริงแล้วๆ ในสังคมไทย ‘โลกุตระ ควบคุมโลกียะมาตลอด’ เราสร้างบ้านเมือง สร้างวังที่ไหน ก็มักจะสร้างวัดประกบอยู่เสมอ ตั้งแต่อยุธยา รัตนโกสินทร์เป็นต้นมา เราจะเห็นเป็นแพทเทิร์นเดียวกันหมด เราเลยคิดว่า เรื่องนี้น่าจะทำได้” นายชาตรีกล่าว


นายชาตรีกล่าวต่อว่า เวลาบ้านเมืองมีปัญหา เจอวิกฤต ในอดีตคนโบราณจะทำ ‘บังอบายเบิกฟ้า’ คือปิดความชั่ว ฟื้นขวัญของประชาชนขึ้นมา เราจึงคิดจะทำ ‘มณฑลศักดิ์สิทธิ์’

“สมัยก่อนเราเคยสงสัยใน คุณภาพผู้แทน ว่าทำไมบางคน พูดตรงๆ มีศีลธรรมต่ำ แล้วคนที่เลือกศีลธรรมต่ำไหม? พอสืบค้นก็พบว่า ประชาชนเราศีลธรรมสูง ทำไมคนที่มีศีลธรรมสูงถึงเลือกคนที่มีศีลธรรมต่ำกว่ามาเป็นตัวแทน เพราะการเลือกคนดีเข้าสภา ไม่ได้ description อย่างแท้จริง สรุปแล้วในที่สุด เราคิดจะทำสิ่งนี้ (ในช่วงสมัย ร.9) ให้เป็นมณฑลศักดิ์สิทธิ์ อาคารที่สำคัญที่สุดในรอบ 100 ปี เราเป็นคนหัวสมัยใหม่ ไม่ได้เชื่อแบบโบราณ แต่จะรีคอลขวัญของประชาชนในช่วงวิกฤตนั้น”

“เราจึงไปหา ‘ภาษาสถาปัตยกรรม’ เราไปค้นพบ ไตรภูมิ ก่อนค้นพบ คณะที่ชนะการประกวด เราไปเที่ยวหลวงพระบาง เดินๆ อยู่ ที่ข้างบนมีพระธาตุพูสี ผู้ใหญ่คนนึงถามขึ้นมาว่า รู้ไหมทำไมถึงอยู่ที่นั่น เพราะคนหลวงพระบางสัญญาว่า ‘จะอยู่ร่วมกันด้วยความดี’ ผมก็นึก เหมือนบ้านนอกของผมเลย ผมเป็นคนเชียงใหม่ รอบๆ อยู่ร่วมกับประชาคมที่เป็นคนดี เราเลยนึกขึ้นมาได้ว่า ที่จริงเมืองไทยเราอยู่กันมาอย่างดีมาก่อน” นายชาตรีกล่าว และว่า


ไตรภูมิ เป็นการพูดจากวิบากย้อนมากรรม จากจิตใต้สำนักของคน เวลาเห็นนครวัด โบสถ์ วิหาร เจดีย์ คนนึกถึงเรื่องทำดีได้ดีทำชั่วได้ชั่วโดยอัตโนมัติ เราจึงคิดจะตั้งเสาสัญญาณนี้ขึ้น เพื่อพูดกับประชาชน ผู้ที่มีสิทธิ์จะเลือก มันไม่มีทางอื่น ต้องแก้ด้วย ‘คนที่มีสิทธิตัดสินใจเลือก’ นอกจากเลือกคนที่มีความสามารถแล้ว ประเทศก็จะดีขึ้น

“ผมตัดสินใจร่าย ‘คาถาไตรภูมิ’ ครูช่างของเรา ได้นำ คติไตรภูมิทำตัวสถาปัตยกรรม ’เจดีย์คือเขาพระสุเมรุ ตัวโถงวิหารคือชมพูทวีป‘ ภาษาสถาปัตยกรรมเราสืบทอดสิ่งเหล่านี้มาเรื่อยๆ ไม่เคยเปลี่ยน คนอาจไม่รู้ว่า ‘ไตรภูมิ มีความสัมพันธ์ต่อศิลปวัฒนธรรมของเราทุกอณู’ ไม่เพียงคติ การสร้างบ้านแปลงเมือง สร้างวัด เพาะปลูก การละเล่น ทำถนน มันคือรากของศิลปะวัฒนธรรมของเรา ถ้าจะแสดงสิ่งที่เป็น DNA ความเป็นชาติของเรา สิ่งนี้จะมาทันที

พอเราร่ายคาถาไตรภูมิ ความเป็นชาติก็มา ความเป็นไทยก็มา ความสงบและสง่างาม ความศักดิ์สิทธิ์ก็ปรากฏขึ้นพร้อมกัน เพราะเราใช้ภาษาที่เป็นภูมิปัญญาของบรรพบุรุษ” นายชาตรีชี้

นายชาตรีกล่าวต่อว่า สุดท้ายถามว่าเราคิดอะไร เราเป็นคนออกแบบ แต่เราทะเยอทะยาน ที่จะให้สถาปัตยกรรมนี้มีความสำคัญต่อเรื่องชาติบ้านเมือง

“เราคิดจะตั้ง ’เสาสัญญาณ’ เพื่อส่งไป (ถึงประชาชน) ข้างบนเห็นไหม เสาสัญญาณมันถี่ยิ่งกว่า ถ้ามีคนรับสัญญาณได้ 10 เปอร์เซ็นต์ เลือกคนดีเข้ามา บ้านเมืองก็ดีขึ้นได้ 10 เปอร์เซ็นต์ ที่จริงเราต้องการให้สถาปัตยกรรมนี้เป็นหมุดหมายส่วนหนึ่งของกระแสการปฏิรูปการเมือง บนฐานแนวคิด ’การเมืองต้องมีคุณธรรม ประชาธิปไตย ต้องมีธรรมาธิปไตย‘ ตอนที่เราเริ่มความ คิดนี้ใหม่ๆ อาจารย์บางท่านถึงกับทุบโต๊ะ ตอนหลังท่านเห็นด้วยกับเรา

นี่คือความคิดที่อยู่เบื้องหลัง ว่าสถาปัตยกรรมนี้มันถูกสร้างขึ้นด้วย ‘กุศลเจตนา’ มันต้องการแค่สร้างวาทกรรม ‘เลือกคนดีเขาสภา’ แต่ในโลกปัจจุบันพูดถึงคนดี (ย์) แล้วทัวร์ลงทันที แต่ผมยังยืนยันว่า คณะของเราทุกคน ยังเห็นตรงกันว่า การเมืองต้องมีศีลธรรม” นายชาตรีกล่าว