สมาคมนักกม.สิทธิ เรียกร้องสภา-ส.ว. รับร่างนิรโทษฉบับประชาชน ขอให้นักโทษคดี 112 ได้กลับบ้าน ช่วยกันร่วมยืนยันระบอบประชาธิปไตยต้องไม่มีนักโทษทางความคิด
เมื่อวันที่ 10 กรกฎาคม สมาคมนักกฎหมายสิทธิมนุษยชน ออกแถลงการณ์กรณีสภาผู้แทนราษฎรได้พิจารณาร่างพระราชบัญญัตินิรโทษกรรมจำนวน 5 ฉบับ เมื่อวันที่ 9 กรกฎาคม ซึ่งมีเพียงร่างนิรโทษกรรมประชาชนที่ภาคประชาชนเสนอเพียงฉบับเดียวที่นิรโทษกรรมคดีมาตรา 112 โดยมีกำหนดอภิปรายสรุปและลงมติต่อในวันที่ 16 กรกฎาคม 2568
ขณะที่ น.ส.พูนสุข พูนสุขเจริญ ทนายความผู้ร่วมก่อตั้งและผู้จัดการฝ่ายวิจัยกฎหมาย ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน (TLHR) ในฐานะตัวแทนเครือข่ายนิรโทษกรรมประชาชน ได้ชี้แจงต่อที่ประชุมสภา (9 ก.ค.) เกี่ยวกับร่างกฎหมายฉบับนี้ และเมื่อพิจารณาจากคำชี้แจงแล้วพบว่า มีหลักฐานชัดเจนที่บ่งชี้ว่าคดีตาม มาตรา 112 แห่งประมวลกฎหมายอาญา มีลักษณะเป็นคดีทางการเมืองอย่างไม่อาจปฏิเสธได้ หลักฐานสำคัญประการหนึ่งคือการที่คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ซึ่งทำการรัฐประหารเมื่อปี พ.ศ.2557 ได้กำหนดให้คดีมาตรา 112 เป็นหนึ่งในคดีที่ต้องขึ้นศาลทหาร ซึ่งเป็นการแสดงให้เห็นถึงเจตนาในการใช้กฎหมายนี้เพื่อควบคุมสถานการณ์ทางการเมือง
นอกจากนี้ ในวันที่ 19 พฤศจิกายน 2563 พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีในขณะนั้น ได้ประกาศใช้กฎหมายทุกบททุกมาตรากับผู้ชุมนุม ซึ่งในขณะนั้นกฎหมายอื่นๆ มีการบังคับใช้อยู่แล้ว เว้นแต่มาตรา 112 ที่ถูกนำกลับมาใช้เพื่อจัดการกับการชุมนุมทางการเมืองโดยเฉพาะ ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงการตีความและการนำไปใช้ในบริบททางการเมืองอย่างชัดเจน
ในการดำเนินคดีมาตรา 112 ที่ผ่านมา พบปัญหาหลายประการที่ส่งผลกระทบต่อสิทธิของจำเลยและหลักการพิจารณาคดีอย่างเปิดเผย ได้แก่ จำเลยในคดีมาตรา 112 มักไม่ได้รับสิทธิในการประกันตัว ซึ่งทำให้ต้องถูกคุมขังระหว่างการพิจารณาคดี ส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อชีวิตและโอกาสในการต่อสู้คดี การต่อสู้คดีในศาลมีความยากลำบาก
มีกรณีที่ศาลบ่ายเบี่ยงการเรียกพยานหลักฐาน มีการตัดพยาน ทำให้การนำเสนอข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานเพื่อพิสูจน์ความบริสุทธิ์เป็นไปได้ยาก หรือแม้จะไม่มีคำสั่งให้พิจารณาคดีลับอย่างเป็นทางการ แต่กลับมีข้อจำกัดในการนำเรื่องราวภายในห้องพิจารณาคดีไปเผยแพร่ต่อสาธารณะ รวมถึงการอ่านคำพิพากษาในห้องเวรชี้ ซึ่งทำให้ประชาชนทั่วไปไม่สามารถเข้าฟังได้ ส่งผลให้กระบวนการพิจารณาคดีกลายเป็นการลับโดยปริยาย
จากข้อมูลที่รวบรวมโดยศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน พบว่ามี 32 ฐานความผิด ที่ถูกนำมาใช้กับผู้ที่ออกมาเคลื่อนไหวทางการเมือง และปัจจุบัน มีผู้ถูกคุมขังในเรือนจำจากคดีการเมืองทั้งหมด 51 คน โดยในจำนวนนี้เป็นคดีตามมาตรา 112 จำนวน 31 คดี เป็นที่ชัดเจนว่าคดีเหล่านี้ล้วนมีลักษณะเป็นคดีทางการเมือง
หากมีการนิรโทษกรรมโดยยกเว้นคดีมาตรา 112 จะส่งผลให้ผู้คนอีกกว่า 60 เปอร์เซ็นต์ ที่ถูกคุมขังในคดีนี้ยังคงต้องอยู่ในเรือนจำ ซึ่งจะกลายเป็นการนิรโทษกรรมให้แก่คนส่วนน้อยเท่านั้น และไม่ได้เป็นการแก้ไขปัญหาภาพรวมของนักโทษทางการเมืองอย่างแท้จริง
เมื่อพิจารณาการกระทำของผู้ที่ถูกดำเนินคดีนั้น แท้จริงแล้วล้วนเป็นการใช้สิทธิตามรัฐธรรมนูญ ไม่ว่าจะเป็นการปราศรัยถึงสถานะและบทบาทของสถาบันกษัตริย์ในระบอบประชาธิปไตยระหว่างการชุมนุมทางการเมือง หรือการแสดงความคิดเห็นต่อประเด็นความเปลี่ยนแปลงสถานะและบทบาทของสถาบันกษัตริย์ที่เกิดขึ้นจากการออกกฎหมายหลายฉบับ ซึ่งล้วนเป็นปัญหาทางการเมืองที่อยู่ในความสนใจของสาธารณะ
ดังนั้น การแสดงความคิดเห็นในประเด็นเหล่านี้จึงเป็นการแสดงออกทางการเมืองโดยแท้จริง อย่างไรก็ตาม การกระทำเหล่านี้กลับถูกนำมาตรา 112 มาใช้ดำเนินคดี ส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อชีวิตของผู้ต้องหาจำนวนมาก ทั้งๆ ที่ผู้ถูกดำเนินคดีส่วนใหญ่เป็นเพียงประชาชนทั่วไปที่ไม่ได้มีเจตนาในการล้มล้างการปกครองแต่อย่างใด
ด้วยเหตุผลที่กล่าวมาทั้งหมดนี้ จึงปฏิเสธไม่ได้ว่าคดีตามมาตรา 112 มีลักษณะทางการเมืองอย่างชัดเจน
เพื่อยืนยันหลักการอำนาจสูงสุดเป็นของประชาชนตามหลักการประชาธิปไตย รัฐสภาในฐานะผู้แทนปวงชนชาวไทยไม่มีเหตุอันใดที่จะคัดค้านเจตจำนงของประชาชนต่อร่างกฎหมายนี้ ร่างกฎหมายนิรโทษกรรมของประชาชนฉบับนี้ ไม่เพียงเรียกร้องให้นักโทษทางความคิดหรือนักโทษทางการเมืองได้กลับบ้านเท่านั้น หากแต่เพื่อยืนยันว่าในประเทศที่ปกครองในระบอบประชาธิปไตยต้องไม่มีนักโทษทางความคิดหรือนักโทษทางการเมือง หากประเทศไทยมีนักโทษทางการเมืองย่อมสะท้อนความอ่อนแอของระบอบประชาธิปไตยของประเทศไทย
สมาคมนักกฎหมายสิทธิมนุษยชนจึงขอเรียกร้องให้สภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภา มีมติรับร่างกฎหมายนิรโทษกรรมประชาชน เพื่อเป็นจุดเริ่มต้นในการคืนสิทธิเสรีภาพให้แก่ประชาชน และยุติความขัดแย้งที่ยืดเยื้อยาวนานกว่า 2 ทศวรรษด้วยกลไกรัฐสภาตามระบอบประชาธิปไตยอันมีอารยะต่อไป
สมาคมนักกฎหมายสิทธิมนุษยชน

