หน้าแรก การเมือง ‘ทักษิณ’ ออกโ...

‘ทักษิณ’ ออกโรง หนุนรบ.ฝ่ามรสุม รับศึกใน-ศึกนอก

13.07.25 | 12:16 น.

‘ทักษิณ’ออกโรง  หนุนรบ.ฝ่ามรสุม  รับศึกใน-ศึกนอก

การออกมาเคลื่อนไหวสื่อสารต่อสาธารณะผ่านเวที ผ่าทางตันประเทศไทย Exclusive Talk ของ ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 9 กรกฎาคมที่ผ่านมา นับเป็นเวลาเกือบ 2 เดือน ที่อดีตนายกฯ คนที่ 23 

ออกมาสื่อสารทุกภาคส่วน โดยเฉพาะผู้ที่เกี่ยวข้องในภาคการเมือง ผ่านคำยืนยันนัยว่าพร้อมจะเป็น “สทร.” ช่วยรัฐบาลพรรคเพื่อไทยและประเทศชาติต่อไป ซึ่งเป็นนัยของการเดินหน้า ประกาศสู้ต่อ ในห้วงที่ รัฐบาลแพทองธาร ชินวัตร อยู่ในสภาวะตั้งรับทั้งศึกในและศึกนอก ที่มีปัจจัยทางการเมืองและเศรษฐกิจเข้ามาเกี่ยวข้อง 

ประเด็นทางการเมืองที่ “ทักษิณ” สื่อสารยืนยันว่า แม้ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม จะถูกศาลรัฐธรรมนูญรับคำร้องตรวจสอบกรณีคลิปเสียงสนทนากับ สมเด็จฯฮุน เซน ประธานวุฒิสภากัมพูชา เกี่ยวกับสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา ที่มีการพาดพิงการทำหน้าที่ของแม่ทัพภาคที่ 2 พร้อมกับสั่งหยุดปฏิหน้าที่นายกฯ จนกว่าศาลรัฐธรรมนูญจะมีคำวินิจฉัย รัฐบาลยังสามารถเดินหน้าบริหารงานต่อได้ เนื่องจากมีรักษาราชการแทนนายกฯอย่าง ภูมิธรรม
เวชยชัย
รองนายกฯและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ทำหน้าที่อยู่ พร้อมกับย้ำว่าการเมืองยังไม่เข้าสู่ทางตันและยังเดินหน้าได้ 

โดยเตรียมไว้ 3 แนวทางคือ แนวทางที่ 1 หาก น.ส.แพทองธาร พ้นคดี ก็สามารถกลับมามีอำนาจเต็มในฐานะนายกฯ โอกาสที่รัฐบาลจะไปต่อจนครบเทอมมีสูง แนวทางที่ 2 หากศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยให้พ้นหน้าที่นายกฯ พรรคเพื่อไทย (พท.) พร้อมที่จะเสนอชื่อ “ชัยเกษม นิติสิริ” แคนดิเดตนายกฯ ลำดับที่ 3 ให้ที่ประชุมสภาโหวตเลือกนายกฯคนใหม่ และแนวทางที่ 3 หากเสียงในสภาไม่สามารถเดินหน้าต่อได้ อาจจะต้องยุบสภา เพื่อให้มีการเลือกตั้งกันใหม่ 

ณะเดียวกัน “ทักษิณ” ยังออกมาชี้แจงถึงจุดยืนและความสัมพันธ์ทางการเมือง ระหว่างพรรคเพื่อไทย (พท.) กับพรรคภูมิใจไทย (ภท.) รวมทั้งพรรคประชาชน (ปชน.) ที่เปรียบเป็นเหมือน 3 เฉดสีคือ แดง น้ำเงิน และ ส้ม ด้วยว่า การเมืองเป็นเรื่องของตัวเลขในสภา เป็นคณิตศาสตร์ทางการเมือง ทุกคนเก่งคณิตศาสตร์หมด ไม่มีอะไรเกินกว่าจะสามารถแก้ไขได้ ขอบอกเลยว่าการเมืองยังไม่ถึงทางตัน ส่วนที่หลายฝ่ายวิเคราะห์สมการทางการเมือง หากสีแดงผสมกับสีส้มจะเป็นสีแสด ซึ่งสีแสดมันแรงไป อย่างที่บอกว่ายังไม่มีความจำเป็นที่จะจับมือกับสีส้ม แต่การจะทำงานกับใคร เราต้องมั่นใจว่าไปด้วยกันได้ และไม่ขัดนโยบายหลักๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องสถาบัน ส่วนสีน้ำเงินกับสีส้มมีโอกาสจับมือกันได้หรือไม่นั้น มองว่าหากจะจับ ก็จับหลวมๆ เพราะเป็นปลาคนละน้ำ อย่างไรก็ตาม การเมืองไทยไม่มีมิตรแท้และศัตรูที่ถาวร เมื่อการเมืองถูกออกแบบมาเช่นนี้ เราก็ไม่สามารถที่จะบอกว่าจะอยู่คนเดียวในรัฐบาลนี้ได้ สูตรคณิตศาสตร์ไม่สามารถตั้งรัฐบาลได้ ดังนั้นก็ต้องกลืนเลือดซัก 3-4 ปี๊บ หากจะต้องจับมือกันเพื่อจัดตั้งรัฐบาล

Advertisement

ส่วนที่พรรค พท.จำเป็นต้องนำกระทรวงมหาดไทยมาบริหารจัดการเอง เนื่องจากเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนนโยบายของพรรคเพื่อไทยไปสู่ประชาชน ทั้งการแก้ปัญหายาเสพติด การแก้ไขปัญหาความยากจน และเรื่องหนี้สิน เรื่องโอท็อป นโยบายบ้านเพื่อคนไทยที่ต้องทำสัญญา 99 ปี ต้องอาศัยกลไกของกระทรวงมหาดไทยทั้งนั้น แต่ที่ผ่านมาจะเห็นว่านโยบายดังกล่าวข้างต้น ยังไม่ค่อยขับเคลื่อนได้อย่างเป็นรูปธรรมมากนัก มักจะมีเหตุติดขัดอะไรบางอย่างอยู่ 

ส่วนการขับเคลื่อนงานของฝ่ายนิติบัญญัติ เมื่อเปิดประชุมสภาผู้แทนราษฎร สมัยสามัญประจำปี 2568 ครั้งที่ 1 ตั้งแต่วันที่ 3 กรกฎาคมเป็นต้นมา แม้พรรคภูมิใจไทย (ภท.) ทั้ง 69 เสียง ถอนตัวมาเป็นพรรคร่วมฝ่ายค้าน ทำให้พรรคร่วมรัฐบาลต้องเผชิญกับสภาวะเสียงปริ่มน้ำ ที่เสียงของพรรคร่วมรัฐบาลเหลืออยู่ 256 เสียง มากกว่าพรรคร่วมฝ่ายค้าน 239 เสียง อยู่ 17 เสียง ซึ่งท้าทายฝีมือการบริหารประธานคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมรัฐบาล (วิปรัฐบาล) อย่าง วิสุทธิ์ ไชยณรุณ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรค พท. ในฐานะประธานวิปรัฐบาล ต้องควบคุมเสียงของพรรคร่วมรัฐบาล บริหารวาระการพิจารณาร่างกฎหมายที่สำคัญๆ ของรัฐบาลที่จะเข้าสู่การพิจารณาของสภาด้วยความรอบคอบรัดกุม 

กฎหมายที่มีความสุ่มเสี่ยงจะเกิดแรงต้านและส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพของรัฐบาล อย่างร่าง พ.ร.บ.การประกอบธุรกิจสถานบันเทิงครบวงจร หรือร่าง พ.ร.บ.เอ็นเตอร์เทนเมนต์
คอมเพล็กซ์ คณะรัฐมนตรี (ครม.) จึงต้องส่งสัญญาณให้สภาถอนออกวาระด้วยมติเห็นด้วย 253 เสียง ต่อ 66 เสียง ถือเป็นการชี้วัดเสียงในสภาของพรรคร่วมรัฐบาลต่อการเดินหน้ากฎหมายที่สำคัญๆ นับจากนี้ ทั้งร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2569 ในวาระที่ 2 และ 3 ร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรรมฯ ที่ต้องอาศัยเสียงสนับสนุนจากทุกฝ่าย 

สําหรับท่าทีต่อกรณีคลิปเสียงสนทนาระหว่าง น.ส.แพทองธาร นายกฯ กับสมเด็จฯฮุน เซนนั้น “ทักษิณ” ระบุว่า เป็นเกมการเมืองของสมเด็จฯฮุน เซน ที่วางแผนการอัดเสียงสนทนา แล้วนำมาเผยแพร่เพื่อสร้างคะแนนนิยมทางการเมืองให้กับผู้นำกัมพูชา จึงต้องจบสัมพันธ์ที่คบหากันมากว่า 30 ปี เพราะต้องยึดผลประโยชน์ของประเทศมาก่อน ยืนยันว่ารัฐบาลจะสามารถแก้ไขสถานการณ์ชายแดนไทยกับกัมพูชาได้ด้วยกลไกทวิภาคี อยู่ที่ว่าฝ่ายใดจะมีความอึดมากกว่ากัน ทั้งนี้จะไม่ยอมให้เกิดสงครามสร้างผล
กระทบกับประชาชนของทั้งสองประเทศ 

อย่างไรก็ตาม ศึกนอกที่รัฐบาลแพทองธารจะต้องฝ่าวิกฤตไปให้ได้ในขณะนี้ คือ มาตรการภาษีต่างตอบแทน ที่ โดนัลด์ ทรัมป์ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา แจ้งผ่านจดหมายว่าจะเก็บภาษีนำเข้าจากไทยในอัตรา 36% ซึ่งจะครบเส้นตายในวันที่ 1 สิงหาคมนี้ 

เป็นเหตุให้ “ทักษิณ” ต้องออกแรงช่วยเสนอแนะในวงประชุมทีมไทยแลนด์ ที่มี “พิชัย ชุณหวชิร” รองนายกฯและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ในฐานะหัวหน้าทีมไทยแลนด์ ร่วมกับคณะทีมไทยแลนด์ เพื่อจัดทำเงื่อนไขเกี่ยวกับอัตราภาษีของไทยที่จะเสนอต่อสำนักงานผู้แทนการค้าสหรัฐอเมริกา (ยูเอสทีอาร์) เพื่อหาข้อสรุปมาตรการภาษีต่างตอบแทนที่สหรัฐ จะเรียกเก็บจากไทยโดยมีเป้าหมายได้อัตราที่ต่ำกว่า 36% หรือได้ในอัตราเท่ากับเวียดนาม คือ 20% ไม่ให้ส่งผลต่อระบบเศรษฐกิจของไทย 

การเดินหน้าขับเคลื่อนงานของรัฐบาลนับจากนี้ โดยมี “ทักษิณ ชินวัตร” เป็นแรงหนุนสำคัญ จะมีผลให้รัฐบาลแพทองธารบริหารประเทศได้สั้นหรือยาวแค่ไหน ขึ้นอยู่กับตัวชี้วัดอย่าง “ผลงาน” ที่จะเกิดขึ้นหลังจากนี้ หากรัฐบาลสร้างผลงานให้ประชาชนจับต้องได้บ้าง ย่อมจะเป็นภูมิต้านทานสำคัญ ต่อการดำรงอยู่ของรัฐบาลผสม