⦁…ไม่ว่า “โพล-นักวิเคราะห์-นักเคลื่อนไหว” และถึงที่สุด “ไม่ว่าใคร” จะชี้ทิศชี้ทาง สร้างกระแส เสนอทางเลือกที่คิดว่าดีกว่าอย่างไร ให้ “เพื่อไทย” เลือกที่จะเดินการเมืองด้วยความเชื่อว่าจะทำให้บอบช้ำน้อยที่สุด ทั้ง “ประเทศชาติ” หรือ “เพื่อไทยเอง” ทางไหนก็ตาม แต่ชัดเจนว่า ทักษิณ ชินวัตร ซึ่งผ่านร้อนผ่านหนาวมาด้วยตัวเองมากกว่าใคร จะเลือกตาม “สเต็ปแห่งความเป็นจริงในแต่ละขณะ” โดยไม่สนกระแส หรือตั้งความหวังกับอะไรที่ไม่เคยคาดเดาได้จริง
⦁…เริ่มจาก “รอผลตัดสินแพทองธาร” ว่าจะให้พ้นเก้าอี้ หรือทำงานต่อ ถ้า “ต้องพ้น” ก็ดัน ชัยเกษม นิติสิริ ขึ้นมาโลดเต้นในหมวก “นายกรัฐมนตรี” ด้วยการขับเคลื่อนของ “ทีม ครม.เดิม” โดย “ทักษิณ” มีบทบาทเท่าที่เห็นว่า“จำเป็นต้องมี” พร้อมกับแรงต้านจากทุกด้าน รับไหวก็ไปต่อ รับไม่ไหวก็ “ยุบสภา” จัดเลือกตั้ง เป็นแบบ “ทำเต็มที่ ได้แค่ไหนเอาแค่นั้น” วางแผนตามความเป็นจริงเบื้องหน้าเป็นวันๆ ไป “ทำได้ก็ทำ ทำไม่ได้ก็ปล่อยไปก่อน”
⦁…สำเร็จก็ช่าง ไม่สำเร็จก็ช่าง แค่ประกาศให้รู้ว่า “ต้องการทำอะไร” และชี้ให้เห็นว่าที่ “ทำไม่ได้เพราะอะไร” เหมือนกับ “แลนด์บริดจ์-ดิจิทัลวอลเล็ต-เอ็นเตอร์เทนเมนต์คอมเพล็กซ์-การแก้ไขรัฐธรรมนูญ” ตอนนี้เป็น “ค่ารถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสาย” หรือกระทั่ง “ซอฟต์พาวเวอร์” ประกาศความสำเร็จรายทางไป หากไปต่อไปไม่ได้ก็ “เก็บฉาก” ด้วยการเปิดโปงให้รับรู้ว่า “ประเทศนี้ทำได้แค่นี้เพราะอะไร”
⦁…ยุทธศาสตร์ของพรรคคือ “อยู่ในอำนาจให้ได้” เตรียมพร้อมเลือกตั้งอย่างรู้เท่าทัน “ขบวนการสืบทอดอำนาจ” มากขึ้น และวางเกมรับมือรอบคอบและเพิ่มทางออกไว้เต็มที่ ไม่ได้มีแต่ “พรรคเพื่อไทย” หรืออย่างที่ขยายเป็น “พรรคประชาชาติ” วันนี้ยังสร้าง “กล้าธรรม” และโยงไปถึง “โอกาสใหม่” ที่ต่างโฟกัสฐานเสียงที่ต่างกัน แต่ที่แน่นอนคือ “จำนวนแคนดิเดตนายกฯ” ที่จะสามารถหยิบขึ้นมาใช้งานได้ไม่หมดสิ้น ขอเพียงหาทางให้แต่ละพรรคได้ “25 เสียง” เป็นฐานรองรังไว้ ซึ่งไม่ยากเย็นอะไร ในยุคสมัยที่รู้ผลเลือกตั้งแล้วว่า “แบ่งจ่าย ถ่ายโอน” เพื่อให้เป็นไปตามแผนที่วางไว้ได้ กลายเป็นใช้ “ช่องว่างกติกา” ตบหน้า “คนร่าง” ได้อย่างสาสม
⦁…สำหรับคู่ต่อสู้ เล่นงานง่ายๆ ตรงไปตรงมา “พรรคประชาชน” จะถูกจับไปขังไว้ในฐานะ “พรรคที่ไม่ได้รับอนุญาตให้มีอำนาจรัฐ” แม้จะชนะเลือกตั้งและเข้ามาทำหน้าที่ได้แค่ “ผู้นำฝ่ายค้าน” โดยใช้ “กลไกอำนาจเหนือประชาชน” จัดการให้เป็นไปตามเป้าหมายอย่าง “เด็ดขาด” และ “ปฏิเสธไม่ได้”
⦁…สำหรับ “ภูมิใจไทย” หากยังออกลูกดื้อ วางตัวเป็น “คู่แข่ง” แทนที่ “สยบยอมเป็นเด็กดี” จะถูกไล่ล้าง ในทุกมิติ ทั้ง “รื้อทุกอย่างที่ประเด็นเกี่ยวกับผิดกฎหมาย” เลยไปถึงจัดการกับ “ธุรกิจที่เป็นทุนสนับสนุน” พร้อมๆ กับเปิดทางให้ใครที่ไม่อยากเดือดร้อน และคาดหวังใน “อนาคตการเมือง” ย้ายเข้ามาใน “พรรคเครือข่าย” ที่รับจากนี้จะทำให้เห็นว่า พร้อมในทุกมิติมากกว่า สำหรับพรรคที่สมาชิกเชื่อมกันอยู่ด้วย “ผลประโยชน์ต่างตอบแทน”
⦁…ที่จะเป็นอุปสรรคจัดการได้ยาก อย่างเครือข่าย “แกนนำมวลชน-กลุ่มคนในสาขาอาชีพต่างๆ” ที่อัดแน่นด้วย “ความเกลียดชังถาวร” ซึ่งคล้ายว่าเป็น “พลังจัดการได้ยาก” และมีอิทธิพลสูงในการต่อต้าน แต่ 2 ปีกว่าที่ผ่านมา ซึ่ง “ทักษิณ” กลับประเทศมาทำทัพ จะเห็นได้ถึงการแสดงออกด้วยท่าทีที่ชัดเจนในการกลืนไปกับ “ทิศทางแนวคิดของมวลชนฝ่ายต้าน” ถึงวันนี้เริ่มมีคำถามมากขึ้นว่า “ประเด็นหัวใจที่ใช้ในการต้านทักษิณคืออะไร” เพราะเอาเข้าจริงดูจะเป็น “พวกเดียวกัน” เสียมากกว่า
⦁…เมื่อยุทธศาสตร์ในทุกด้าน ชัด และพร้อมขนาดนี้ จึงอย่าได้แปลกใจ หากเอา “ประสบการณ์ความรู้ความสามารถในการบริหารจัดการ” มาเป็นเครื่องเสริม “ประเทศชาติที่มองเห็นแค่ความเสื่อมทรุด” ในหมู่ “ขบวนการแช่แข็งประเทศ” หาก “ทักษิณไม่เสือก แล้วใครจะเสือกได้ดีกว่า”







