หน้าแรก การเมือง อดีตส.ว. มองจ...

อดีตส.ว. มองจุดภูมิรัฐศาสตร์ ชี้ขาดดีลภาษีทรัมป์ รับเสียดายใช้ศักยภาพทักษิณ ได้ไม่เต็มที่  

16.07.25 | 18:43 น.

อดีตส.ว. มองจุดภูมิรัฐศาสตร์ ชี้ขาดดีลภาษีทรัมป์ รับเสียดายใช้ศักยภาพทักษิณ ได้ไม่เต็มที่  

เมื่อวันที่ 16 กรกฎาคม 2568 นายสิงห์ชัย ทุ่งทอง อดีตสมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) จังหวัดอุทัยธานี ได้เผยแพร่ข้อเขียน เรื่อง “ภาษีทรัมป์” กับความไร้น้ำหนักของเราในเวทีโลก มีเนื้อหาดังนี้

เมื่อข่าว “ภาษีทรัมป์” โหมกระหน่ำ
กูรู อาจารย์ ราชบัณฑิต ผู้รู้ทั้งหลายต่างพากันพ่นน้ำลายใส่จอ แสดงวิทยายุทธอันแตกฉานราวกับเรื่องนี้คือมหากาพย์การเปลี่ยนขั้วอำนาจของโลก
บางฝ่ายก็ดีเฟนด์ บางฝ่ายก็ดิสเครดิต เหมือนคนเล่นหมากล้อมบนกระดานที่ไม่มีใครแน่ใจว่ามันคือของจริงหรือของปลอม

“ภาษีทรัมป์” ที่ว่านี้ คือแนวนโยบายของโดนัลด์ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐ ที่จะขึ้นภาษีสินค้านำเข้าทุกชนิด ทั่วโลก
โดยอ้างว่าเป็นการฟื้นฟูเศรษฐกิจอเมริกัน และ “ทำให้อเมริกายิ่งใหญ่อีกครั้ง”
นักวิเคราะห์ทั่วโลกประเมินว่า หากเกิดขึ้นจริง เศรษฐกิจโลกอาจถดถอยอีกระลอก

และประเทศผู้ส่งออกอย่างไทยอาจได้รับผลกระทบโดยตรง
แต่ในมุมภูมิรัฐศาสตร์ระดับสูง สำหรับอเมริกา เเละ ไทย
“ภาษี” ก็แค่เศษเหรียญที่ร่วงอยู่ในรถ
มันไม่ได้ทำให้เขารวยขึ้น หรือจนลงอย่างมีนัยสำคัญ
ในบัญชีใหญ่ของอภิมหาอำนาจโลก สหรัฐฯ ไม่ได้ให้ความสำคัญกับเม็ดเงินจากไทย หรือสินค้าส่งออกไทยในฐานะ “ตัวแปรชี้ขาด” ระหว่างความเป็นมหาอำนาจหรือไม่

Advertisement

สิ่งที่เขาให้ความสำคัญจริงๆ ไม่ใช่ภาษี แต่คือ “ตำแหน่งทางภูมิรัฐศาสตร์ของเรา”

วันนี้ โลกกำลังย้อนกลับเข้าสู่โหมด “มหาอำนาจประชาธิปไตยปะทะมหาอำนาจ อำนาจนิยม”
โลกเสรี (สหรัฐฯ สหภาพยุโรป ญี่ปุ่น ออสเตรเลีย) กำลังหาทางรับมือกับจีน รัสเซีย อิหร่าน และเครือข่ายพันธมิตรเผด็จการใหม่

และในโลกใบนี้
“ไทย” คือหมุดยุทธศาสตร์แห่ง อินโด-แปซิฟิก (Indo-Pacific)
ประเทศเราตั้งอยู่กลางคอคอดแหลมทอง ท่ามกลางเส้นทางการค้า การทหาร และการสื่อสารของภูมิภาค
เราใกล้ช่องแคบมะละกา ติดทะเลอันดามัน อยู่กึ่งกลางระหว่างจีนกับอินเดีย และมีฐานทัพที่สหรัฐฯ เคยใช้ช่วงสงครามเย็น

เราคือด่านหน้าแห่ง “ประชาธิปไตยเอเชียตะวันออกเฉียงใต้” ที่ควรจะยืนข้างโลกเสรีได้อย่างสง่างาม
แต่เรากลับหายไปจากแผนที่ทางการเมืองนานาชาติมาเกือบทศวรรษ

10 ปีที่ผ่านมา ในยุคที่โลกพูดถึง “Democracy Summit” ของไบเดน
ชื่อของไทยไม่เคยได้รับเชิญแม้แต่ในรายชื่อผู้สังเกตการณ์
Freedom House จัดไทยเป็นประเทศ “Partly Free” มาตั้งแต่ปี 2014
Economist Intelligence Unit ระบุว่าไทยอยู่ในกลุ่ม “ระบอบผสม” (Hybrid Regime) ที่ประชาธิปไตยมีจำกัด
UNDP และ World Bank ไม่ได้กล่าวถึงไทยในฐานะ “ผู้นำความคิด” เหมือนในยุคก่อนรัฐประหารอีกเลย

ในขณะที่อินโดนีเซีย กลายเป็น “แกนกลางทางความคิด” ของอาเซียน
เวียดนามมีน้ำหนักทางการค้าและการทูตมากขึ้น
ไทยกลับถูกลดบทบาทเป็นเพียง “ทางผ่าน” ทางภูมิศาสตร์ ไม่ใช่ “ผู้แสดงบทบาท” ทางยุทธศาสตร์

วันนี้ไทยกลับเข้าสู่ระบบประชาธิปไตย
เรามีนายกรัฐมนตรีหญิงที่ตั้งใจเรียนรู้โลก

มีรัฐบาลที่เข้าใจคำว่า “Soft Power” และรู้ว่าเวทีโลกไม่ได้ตัดสินกันที่ GDP เพียงอย่างเดียว

แต่ปัญหาไม่ได้อยู่ที่ระบบอีกต่อไป
ปัญหาคือ เราไม่มี “บุคลากร” ที่โลกอยากฟัง

กระทรวงการต่างประเทศของเราเต็มไปด้วยคนเก่ง
แต่คนที่เวทีโลกเชื่อถือในฐานะ “ผู้นำทางความคิด”
คนที่พูดแล้วผู้นำต่างชาติวางปากกาและเงี่ยหูฟัง
กลับยังไม่ปรากฏอย่างชัดเจน

บุคลากรที่เติบโตจาก 10 ปีแห่งการขาดช่วง
แม้จะเก่งกาจเพียงใด แต่ก็ติดภาพลักษณ์ว่าเป็น “ผลผลิตจากระบบที่โลกไม่เคารพ”
ในยุคประชาธิปไตยสมัยใหม่
“เครดิต” สำคัญกว่าตำแหน่ง
“ภาพลักษณ์” สำคัญกว่าคำพูด
และ “แววตา” มีน้ำหนักมากกว่าคำอธิบายใดในเอกสารราชการ

เราเคยมีคนที่โลกฟัง แต่วันนี้เขาถูกวางไว้ในกล่อง

คนๆนั้นคือ “โทนี่” หรือ ดร.ทักษิณ ชินวัตร
อดีตผู้นำที่เคยเป็น “เสียงของอาเซียน” บนเวทีโลกในยุค Bush–Hu–Abe
ผู้เคยได้รับการกล่าวถึงในรายงานของ World Economic Forum ว่าเป็น “ผู้นำที่เชื่อมโลกกำลังพัฒนากับเศรษฐกิจโลกได้อย่างกลมกลืน”
และเคยได้รับคำชมในรายงานของ UNDP ว่าเป็นผู้นำที่เข้าใจโครงสร้างการพัฒนาของภูมิภาค

“ทักษิณ” วันนี้เขาพูดไม่ได้ เดินไม่ได้ พบใครก็ไม่ได้
เพราะบ้านของเขากลายเป็นกล่อง
และระบบการเมืองของไทยยังไม่เปิดให้เขากลับมา “เป็นแสง” อีกครั้ง

เราอาจยังไม่สามารถเปิดทางให้“โทนี่”กลับมาโลดแล่นเต็มตัว
แต่เราสามารถเรียนรู้จากเขา และสร้าง “โทนี่คนใหม่” ขึ้นมา

เราต้องสร้าง “นักการทูตทางความคิด”
คนที่โลกเสรีเคารพ ไม่ใช่แค่เพราะตำแหน่งทางราชการ
แต่เพราะ “ภาพลักษณ์ เสียง และจุดยืน” ที่ชัดเจนบนเวทีโลก

ทั้งหมดนี้
“ไม่ใช่เพราะใครดี หรือใครเลว”

แต่เพราะในยุคที่ภูมิรัฐศาสตร์กำลังเปลี่ยนขั้ว
ศิลปะแห่งการโน้มน้าวใจ คือ Soft Power ที่เราขาด
และถ้าไม่มี “ศิลปิน” ทางความคิดที่โลกอยากฟัง
ไม่ว่าภาษีจะขึ้นหรือลดเราก็ไร้น้ำหนักต่อไปเช่นเดิม