
⦁…ช่วงวันหยุดตามประเพณีไทย “เมืองใหญ่” เงียบเชียบ ความคึกคักไปอยู่ที่ชนบท “ลูกหลาน” กลับบ้านไปรดน้ำดำหัว “ผู้เฒ่าผู้แก่” แต่เพราะการเดินทางในประเทศไทยกลายเป็น “ความเสี่ยงต่อความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินมากที่สุด” ช่วงเวลาอันดีงามของ “ความผูกพันในครอบครัว” จึงเจืออยู่ด้วยความห่วงกังวลใน “อุบัติเหตุ”
⦁…เขียนแปะข้างฝาไว้ก่อนเลยได้ว่า “อุบัติเหตุ 7 วันอันตราย” ช่วง “สงกรานต์” เรื่องราวทั้งหลายจะไม่ต่างไปจากเดิม “ที่สูญเสียมากที่สุด” เป็น “ขับขี่มอเตอร์ไซค์” ใน “ถนนสายรอง” ด้วย “เมาแล้วขับ” เป็นสาเหตุที่เรื้อรัง หาทางแก้ไม่ได้ เหมือนกับว่ายังเข้าใจไม่ถึง “สาเหตุที่แท้จริงของอุบัติเหตุบนถนนประเทศไทย” ได้แต่ “นกแก้วนกขุนทอง” กันไปเป็นปีๆ
⦁…ดูว่าเอาเข้าจริง “ประชาชน” พร้อมจะเข้าใจว่า “คำสั่งห้ามนั่งท้ายรถกระบะ” นั้น เป็น “ความปรารถนาดี” ของ “รัฐบาล” ที่ห่วงใยไม่อยากให้ “เสี่ยงอันตรายกับอุบัติเหตุบนท้องถนน” เพียงแต่ “เจ้าหน้าที่ระดับปฏิบัติ” ขาดความเข้าใจถึง “การบริหารแบบองค์รวม” จึงเสนอ “แผนความปลอดภัยแบบแยกส่วนเฉพาะ” ดังนั้นหลัง พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ ออกมาแอ่นอกรับเสียเองว่าเป็น “ผู้เสนอ” และพร้อมจะ “เปลี่ยนแปลงให้เหมาะสมกับภาพรวมในวิถีชีวิตของประชาชนส่วนใหญ่” กระแสเริ่มไปในทางเห็นอกเห็นใจ “ผู้บริหาร” ว่าเป็นธรรมดาที่จะเข้าไม่ถึงรายละเอียดในทุกเรื่องได้
⦁…เป็น “นักการเมือง” เมื่อปี่กลองเชิดเปิดโรงละครให้ “ลงสมัครรับเลือกตั้ง” และเมื่อห่างเหินเวทีกันมานาน จึงมีสภาพเหมือน “กระดี่ได้น้ำ” ดีอกดีใจที่จะเสนอตัวต่อประชาชน จำนวนมากไม่ทันได้นึกเสียด้วยซ้ำว่า น้ำที่ไหลออกมาเที่ยวนี้ จะพัด “ประชาธิปไตยไทยไปในทิศทางใด” ความหวังที่จะได้คืนสู่ศูนย์อำนาจสร้างความดีอกดีใจจนลืมนึกว่า “จะกลับมาในสถานะใดในโครงสร้างอำนาจระบบใหม่”
⦁…กุมขมับกันอยู่เวลานี้ “ผู้บริหารการบินไทย” วันที่ 21 เมษายน จะ “ประชุมใหญ่ผู้ถือหุ้น” เรื่องหนักใจไม่ใช่จะชี้แจงว่าจะบริหารอย่างไรให้ “พ้นการขาดทุนมาทำกำไรเพื่อความอุ่นใจของนักลงทุน” เพราะนั่นมีแผนที่อธิบายให้ความหวังได้อยู่แล้ว ที่ “ปวดกบาล” กลับเป็นเรื่อง “ต้องระวังคนการบินไทยเอง” จะฉวยโอกาสนี้ถล่มผู้บริหารแบบเข้าตำรา “สาวไส้ให้กากิน” ที่เชื่อว่าจะมีเรื่อง “หนอนบ่อนไส้” เพราะมีเสียงกระซิบมาว่า จะเกิด “ขบวนการกดดันให้ถอนฟ้องคดีที่พนักงานสร้างความเสียหายให้บริษัท” โดยใช้วาระประชุมใหญ่ผู้ถือหุ้นเป็นโอกาสในการป่วน
⦁…ว่าไปเรื่องนี้น่าเห็นใจผู้บริหารอยู่ไม่น้อย เพราะหาก “ถอนฟ้องยกเลิกเรียกค่าเสียหายหลายร้อยล้าน” มีหวังโดนสังคมถล่มเละ เพราะเป็นเรื่องราวที่ “พนักงานเอาทรัพยากรของบริษัทไปสนับสนุนการเมืองเรื่องม็อบปิดสนามบิน” ซึ่งเป็นเรื่องนอกหน้าที่ จำเป็นต้องเรียกค่าเสียหาย แต่เพราะ “อิทธิพลของกลุ่มพนักงานที่ถูกฟ้องแม้จะเกษียณไปแล้วยังมีเหลือเฟือในองค์กร” ทำให้แรงกดดันยังชวนให้หวั่นวิตก งานนี้จึงมีแต่ต้องเรียกร้องให้ “รัฐบาล คสช.” ช่วยดูแล เพราะ “บริหารจัดการแบบปกติก็เหนื่อยรากเลือดกันอยู่แล้ว” มาเผชิญกับ “ปัญหาภายใน” ที่มี “ประโยชน์ส่วนตัวเป็นเป้าหมาย” เมื่อไรจะพอหายใจหายคอได้
⦁…เรื่องราว “บ้านประชารัฐ” ที่ “พหลโยธิน 11” ทั้งที่มีประเด็นมากมายไม่ว่าจะเป็น “ความเดือดร้อนของชาวบ้าน” หรือการส่อว่า “ไม่ชอบมาพากล” กลับกลายเป็นว่า “เสียงของประชาชนดังไม่แรงพอที่จะหยุดยั้งความผิดปกตินั้น” แม้การตอบโต้จะเงียบเสียงไปบ้าง ทว่าการจัดการยังอึกทึกครึกโครมอย่างต่อเนื่อง เมื่อเป็นเช่นนี้เชื่อว่า อีกไม่นานจะเกิดการสร้างแรงกดดันให้สะเทือนไปถึง “นายกรัฐมนตรี” ดังนั้น ทางที่ดี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา น่าจะลงมาดูแลเสียก่อนเรื่องจะไปถึง
ชโลทร








