⦁…อาจจะเพราะนับวัน ทักษิณ ชินวัตร ยิ่งต้องออกมาแสดงบทบาท “ผู้นำขับเคลื่อนการบริหารประเทศตัวจริง” เนื่องเพราะ “บุคลากรอื่นในรัฐบาล” เดินหน้ายากเย็นด้วยต้องเผชิญแรงต้านที่ระดมกันมาทุกทิศทุกทาง กระทั่ง “นายกรัฐมนตรี” ยังเปลี่ยนแล้วจะยังอยู่ในข่ายที่ต้อง “เปลี่ยนอีก” ทำให้ คำถาม “ทักษิณได้ดีลให้กลับประเทศมาเพื่อภารกิจพิเศษจริงหรือไม่” เรียกความสนใจจากผู้คนที่ติดตามเวที “ปลดล็อกอนาคตประเทศไทย สู้วิกฤตโลก” เสียเป็นสาระหลัก ทั้งที่หากเอาประโยชน์ที่จะเกิดขึ้นเป็นเป้าหมาย ในความเป็นไปที่อย่างไรเสีย “ทักษิณ” ก็กลับมาแล้ว เรื่องราวของ “วิชั่น” ที่นำเสนอเพื่อเป็นทางออกหรือคลี่คลายวิกฤตชาติ ย่อมน่าสนใจกว่าว่า “สร้างความหวังได้จริงแค่ไหน”
⦁…โดยเฉพาะโหมดการเมืองที่ชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ ว่า “ทุกพรรค” มองข้ามเกมเฉพาะหน้าไปสู่ “ยุทธศาสตร์ที่จะใช้ในการเลือกตั้งครั้งหน้า” กันแล้ว “พรรคไหนจะใช้อะไรเป็นอาวุธ” ชิงฐานเสียง และความได้เปรียบในการเรียกคะแนน ทั้ง “ความหวังในนโยบาย” และ “การควบคุมเครือข่ายฐานเสียง” ได้มากกว่า แน่นอน “เลือกตั้งใหม่” จะเป็น “ยุทธศาสตร์ที่ซับซ้อน” ยิ่ง โดยเฉพาะ“พรรคเพื่อไทย” ที่ต้องเปิดแนวรบรอบด้านในหลายมิติขึ้น
⦁…ที่เริ่มมีการเปรียบเทียบกันชัดๆ ระหว่างการเสนอของระดับ “ผู้นำจิตวิญญาณพรรค” จาก 2 เวทีที่เพิ่งผ่าน “ทักษิณ” จาก “ปลดล็อกอนาคตประเทศไทย” และ ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ จาก “ผ่าทางตันประเทศไทย” ที่ตอกย้ำว่าน้ำหนักความสำคัญของปัญหา “ทักษิณ” ให้ความเร่งด่วนที่ “โครงการฟื้นฟูเศรษฐกิจ” โดยเชื่อว่านำมาซึ่ง “เสถียรภาพทางการเมือง” ขณะ “ธนาธร” มองว่า “โครงสร้างอำนาจทางการเมืองที่เอื้อต่อความเข้มแข็งของรัฐบาล” คือเงื่อนไขสำคัญต่อการผลักดัน “โครงการกู้วิกฤตของประเทศ ให้เกิดการพัฒนาอย่างยั่งยืนได้”
⦁…ความแตกต่างในนโยบายที่นำเสนอ ยังน่าสนใจยิ่ง ขณะ “ทักษิณ” เสนอ ศูนย์กลางรถยนต์ไฟฟ้า (EV Ecosystem)-ศูนย์กลางพลังงานสะอาด (Green Energy Hub)-Data Center Hub-Innovation Sandbox อย่าง Stem Cells-E-money และ Cryptocurrency-Soft Power-Man-made Attraction อย่าง Entertainment Complex
⦁…สำหรับ “ธนาธร” มุ่งไปที่ต้องปฏิรูป “โครงสร้างอำนาจ-กองทัพ-กระบวนการยุติธรรม-แก้ไขรัฐธรรมนูญ-การศึกษา” ด้วยความเชื่อว่า “ไม่สามารถแก้ปัญหาเศรษฐกิจได้ หากไม่แก้ปัญหาทางการเมืองที่เป็นทางตันเสียก่อน” สำหรับการแก้ปัญหาเศรษฐกิจเสนอให้ “รื้อการจัดงบประมาณใหม่ มามุ่งที่เพิ่มสวัสดิการสังคมและคุณภาพชีวิต-การสร้างเทคโนโลยีที่เป็นของไทยมาใช้ในการกำจัดขยะทั่วประเทศ ทำน้ำประปาดื่มได้-สมาร์ทกริด (Smart Grid) พัฒนาระบบโครงข่ายไฟฟ้าอัจฉริยะ”
⦁…ชัดเจนว่านับจากนี้ การนำเสนอ “นโยบายที่เป็นรูปธรรม” และความพยายามที่จะชี้ให้เห็นว่า “ทำได้จริง” จะแข่งขันกันหนักหน่วงนี้ ขณะที่ภาพของ “พรรคเพื่อไทย” ที่เคยโดดเด่นว่า “คิดเป็น ทำได้” ถึงวันนี้เริ่มถูกตั้งคำถามโดยเฉพาะคนรุ่นใหม่ว่า “โครงการอะไรที่ทำสำเร็จ” ส่วน “พรรคประชาชน” ยังถูกคนรุ่นเก่าข้องใจว่า “คิดได้แต่ยังไม่เคยมีผลงานเป็นที่ปรากฏ” ใครจะโน้มน้าวได้ดีกว่า ย่อมน่าจับตาอย่างยิ่ง
⦁…หากแต่นับจากนี้ “เกมคะแนนกระแส” จะตัดสินกันที่ “พ.ร.บ.ส่งเสริมสังคมสันติสุข” ที่ “พรรคร่วมรัฐบาล” นำโดย “เพื่อไทย” รับหลักการ พร้อมกับเขี่ย “พ.ร.บ.นิรโทษกรรม” ทิ้งอย่างไม่มีเยื่อใยต่อข้อเสนอของ “ภาคประชาชน” ซึ่งเป็น “เกมเลือกข้าง” ชัดเจน ระหว่าง และนับจากนี้จะพิสูจน์ “ศศินันท์ ธรรมนิฐินันท์-พุธิตา ชัยอนันต์-พนิดา มงคลสวัสดิ์-ชัยธวัช ตุลาธน-ม.ล.ศุภกิตต์ จรูญโรจน์-รศ.โคทม อารียา-รังสิมันต์ โรม จากพรรคประชาชน” กับ “เกชา ศักดิ์สมบูรณ์-รศ.เชิดชัย ตันติศิรินทร์-รศ.ยุทธพร อิสรชัย-รศ.เวียงรัฐ เนติโพธิ์-ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ-เอกชัย ไชยนุวัติ-ชูวัส ฤกษ์ศิริสุข จากพรรคเพื่อไทย” ใครจะหาที่ยืนในหัวใจประชาชนส่วนใหญ่ได้มากกว่า แน่นอนโดยเฉพาะลีลาของ “ต๋อม-ชัยธวัช กับเต้น-ณัฐวุฒิ” ต่างต้องเตรียมรับของแข็ง




คว้ารางวัล – จันต์สุดา ธนานิตยะอุดม กรรมการผู้จัดการใหญ่ แกร็บ ประเทศไทย คว้า 2 รางวัล “แบรนด์ยอดนิยมอันดับ 1 ของไทย” ประจำปี 2025 จากงานประกาศรางวัล Marketeer No.1 Brand Thailand 2025 โดย Marketeer สำนักข่าวการตลาดชั้นนำของประเทศ โดยมี เพิ่มพล โพธิ์เพิ่มเหม บรรณาธิการและผู้ก่อตั้ง Marketeer และ ศ.วิทวัส รุ่งเรืองผล ภาควิชาการตลาด มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ร่วมยินดี ณ รร.สยาม เคมปินสกี้ กรุงเทพฯ เมื่อเร็วๆ นี้



