หน้าแรก การเมือง วุฒิสภามีมติ ...

วุฒิสภามีมติ 143 ต่อ 17 เลือก สราวุธ ทรงศิวิไล นั่งตุลาการศาลรธน. ปัดตก สุธรรม เชื้อประกอบกิจ

22.07.25 | 12:24 น.

วุฒิสภา มีมติเลือก ‘สราวุธ’ ผงาดนั่งตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ 143 ต่อ 17 เสียง แต่ปัดตก ‘สุธรรม’ ด้าน ส.ว.ภิญญาพัชญ์ ทวงคืนความยุติธรรมให้พระดีมีที่ยืน หลังศรัทธาพระพุทธศาสนาถูกทำลายโดย ‘สีกา’ โอดประชาชนสงสัย เชื่อถือใครได้บ้าง ชี้เมื่อศาสนาอ่อนแรง สังคมก็อ่อนแอลง จี้หน่วยงานเกี่ยวข้องแสดงแผนแก้ปัญหาเร่งด่วน

เมื่อวันที่ 22 กรกฎาคม ที่รัฐสภา ในการประชุมวุฒิสภา ที่มี พล.อ.เกรียงไกร ศรีรักษ์ รองประธานวุฒิสภาคนที่หนึ่ง ทำหน้าที่ประธานในการประชุม ในช่วงเปิดให้สมาชิกการหารือนั้น น.ส.ภิญญาพัชญ์ ศันสนียชีวิน ส.ว. หารือถึงวิกฤตศรัทธาในวงการสงฆ์ ความสั่นคลอนที่อาจนำไปสู่ปัญหาใหญ่ของสังคมไทยว่า รู้สึกถึงหัวใจที่หนักแน่น แต่ในขณะเดียวกันก็หนักอึ้ง ด้วยความเป็นห่วงอย่างยิ่งต่อศรัทธาของประชาชน ซึ่งกำลังถูกสั่นคลอนอย่างรุนแรงจากเหตุการณ์ในวงการพระพุทธศาสนาที่เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า ในช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา เราทุกคนก็คงได้เห็นข่าวที่สะเทือนใจในระดับที่ไม่อาจมองข้ามได้อีกต่อไป ในกรณีของสีกา ซึ่งเกี่ยวพันกับพระภิกษุชั้นผู้ใหญ่หลายรูป จนต้องมีการสึกพระ รวมไปถึงจับกุมและสืบสวนขยายผลถึงขบวนการที่มีลักษณะเป็นเครือข่ายฟอกเงิน โดยใช้วัดและพระเป็นเครื่องมือ

น.ส.ภิญญาพัชญ์กล่าวว่า เหตุการณ์นี้ไม่เพียงแค่สะเทือนแวดวงคณะสงฆ์เท่านั้น แต่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อศรัทธาของประชาชนจำนวนมากทั่วประเทศ มีคำถามจากคนรุ่นใหม่มากมายว่าเราจะเชื่อถือใครได้อีก วัดยังเป็นสถานที่แห่งธรรมอยู่หรือไม่ และอีกหนึ่งเรื่องที่น่าตกใจล่าสุด ที่วัดชื่อดังแห่งหนึ่งต้องยกเลิกพิธีเวียนเทียนในวันอาสาฬหบูชาที่ผ่านมา เพราะเจ้าอาวาสหายตัวไปกะทันหัน และต่อมาก็พบว่ามีชื่อพัวพันกับสีกาชื่อดังคนดังกล่าว

น.ส.ภิญญาพัชญ์กล่าวต่อว่า ตนไม่เคยหมดศรัทธาในพระพุทธศาสนา ยังใส่บาตรแทบทุกเช้าก่อนจะมาสภา และยังยึดมั่นในคำสอนขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเสมอมา การอภิปรายในวันนี้จึงไม่ใช่เพื่อโจมตีพระ หรือดูหมิ่นศาสนา แต่เพราะตนเห็นว่าหากเราไม่ร่วมกันรักษาศรัทธานี้ไว้ให้มั่นคง วิกฤตทางศีลธรรมจะกลายเป็นวิกฤตสังคมที่ยากจะแก้ไข เรื่องเช่นนี้ไม่ใช่เพิ่งเกิดเป็นครั้งแรก ยังจำได้ดีว่าย้อนไปเมื่อปี 2567 ก็เคยมีข่าวดัง กรณีสีกานอนกับพระที่ภาคเหนือ สุดท้ายเรื่องเงียบหายไป ผ่านมาจนถึงวันนี้ก็ยังมีรูปแบบพฤติกรรมเช่นเดิม เพียงแค่เปลี่ยนคน เปลี่ยนพื้นที่ และอาจรุนแรงขึ้น สะท้อนว่าปัญหานี้ไม่ได้รับการแก้ไขอย่างจริงจังจากภาครัฐและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

“เมื่อศาสนาอ่อนแรง บทบาทของพระสงฆ์ลดลง ความเกรงกลัวต่อบาปบุญคุณโทษจางหาย ปัญหาอาชญากรรมก็จะเพิ่มสูงขึ้น และสังคมก็จะอ่อนแอลงอย่างไม่มีหลักยึด พระที่ดียังมีอีกมากมาย ต้องได้รับผลกระทบจากพระไม่กี่รูปที่กระทำผิด นี่คือความอยุติธรรมที่เกิดกับพระดี” น.ส.ภิญญาพัชญ์กล่าว

Advertisement

น.ส.ภิญญาพัชญ์กล่าวด้วยว่า ขอตั้งคำถามอย่างตรงไปตรงมาต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้องว่าเราจะปล่อยให้สถานการณ์นี้ดำเนินต่อไปอีกนานเพียงใด ตนอยากเห็นแผนงานเร่งด่วนที่เป็นรูปธรรมเพื่อฟื้นฟูความเชื่อมั่นในพระพุทธศาสนา อยากเห็นการปฏิรูปการตรวจสอบทรัพย์สินและบัญชีของวัดที่โปร่งใส อยากเห็นกลไกที่เอื้อให้พระแท้ พระดี ได้มีพื้นที่ ทั้งนี้ ยังเชื่อว่าศาสนาเป็นรากแก้วของสังคมไทย และหากปล่อยให้รากนี้ผุพังจากภัยภายในที่เรามองข้าม เราก็อาจไม่มีวันฟื้นกลับมาได้อีกเลย ขอฝากข้อเสนอแนะและข้อเรียกร้องนี้ไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และขอให้วุฒิสภาแห่งนี้ กล้าหาญพอที่จะทำหน้าที่เป็นกระจกส่องสังคม สะท้อนสิ่งที่ผิด และผลักดันสิ่งที่ถูกต้อง เพื่อให้พระพุทธศาสนาอยู่คู่สังคมไทยอย่างบริสุทธิ์และมั่นคงตลอดไป

จากนั้นเวลา 11.38 น. นายบุญส่ง น้อยโสภณ รองประธานวุฒิสภาคนที่ 2 ทำหน้าที่เป็นประธาน เข้าสู่วาระให้ความเห็นชอบผู้ได้รับการเสนอชื่อดำรงตำแหน่ง ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ได้แก่ ศาสตราจารย์ ร.ต.อ.สุธรรม เชื้อประกอบกิจ และ นายสราวุธ ทรงศิวิไล โดยเป็นการลงคะแนนลับ ซึ่งต้องได้คะแนนเสียงไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวนสมาชิกเท่าที่มีอยู่ หรือ 100 คะแนนขึ้นไป

นายบุญส่งจึงได้ถามมติที่ประชุมว่า จะให้ความเห็นชอบบุคคลผู้ได้รับการเสนอชื่อให้ดำรงตำแหน่งตุลาการศาลรัฐธรรมนูญหรือไม่ เรียงตามลำดับ

ผลปรากฏว่า สำหรับ ศาสตราจารย์ ร.ต.อ.สุธรรม จากจำนวนสมาชิก 189 เสียง เห็นด้วย 39 เสียง ไม่เห็นด้วย 118 เสียง งดออกเสียง 30 เสียง ไม่ลงคะแนนเสียง 2 เสียง เป็นอันว่า ที่ประชุมไม่เห็นด้วยให้ดำรงตำแหน่งตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ

ขณะที่ นายสราวุธ จากจำนวนสมาชิก 189 เสียง เห็นด้วย 143 เสียง ไม่เห็นด้วย 17 เสียง งดออกเสียง 27 เสียง ไม่ลงคะแนนเสียง 2 เสียง เป็นอันว่า ที่ประชุมเห็นชอบให้ดำรงตำแหน่งตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับ นายสราวุธ ทรงศิวิไล เป็นอดีตอธิบดีกรมทางหลวง ขณะที่ ศ.ร.ต.อ.สุธรรม เชื้อประกอบกิจ เป็นศาสตราจารย์ สาขาวิชา รัฐประศาสนศาสตร์ คณะสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล