หน้าแรก การเมือง อ.ปวิน เปิดขั...

อ.ปวิน เปิดขั้นตอนคลี่คลายเหตุปะทะ หลังกัมพูชา ยื่นหนังสือถึงคณะมนตรีความมั่นคงยูเอ็น

24.07.25 | 14:14 น.

อ.ปวิน เปิดขั้นตอนคลี่คลายเหตุปะทะ หลังกัมพูชา ยื่นหนังสือถึงคณะมนตรีความมั่นคงยูเอ็น

เมื่อวันที่ 24 กรกฎาคม ปวิน ชัชวาลพงศ์พันธ์ นักวิชาการและผู้ลี้ภัยการเมือ ได้โพสต์ผ่านเฟซบุ๊ก Pavin Chachavalpongpun เกี่ยวกับประเด็นความขัดแย้งชายแดนไทย-กัมพูชา หลังจาก ฮุน มาเนต ส่งจดหมายอย่างเป็นทางการถึงคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ (UN Security Council) อย่างรวดเร็วหลังเปิดฉากโจมตี

โดยระบุข้อความว่า “กัมพูชาเร็วมาก ส่งจดหมายอย่างเป็นทางการถึงคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ (UN Security Council) แล้ว ขั้นตอนเพื่อการแก้ไขปัญหาก็จะเริ่มต้นขึ้นทันทีค่ะ จดหมายนั้นจะถือเป็นการแจ้งข่าวสำคัญถึงภัยคุกคามต่อสันติภาพที่เกิดขึ้น พอได้รับจดหมายแล้ว ทางคณะมนตรีความมั่นคงฯ ก็จะรีบเรียกประชุมฉุกเฉิน เพื่อหารือเกี่ยวกับสถานการณ์ที่กำลังเกิดขึ้นอย่างเร่งด่วน โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากเป็นสถานการณ์สงครามเต็มรูปแบบ

ในการประชุมครั้งนั้น สมาชิกของคณะมนตรีความมั่นคงฯ จะประเมินสถานการณ์อย่างละเอียด เพื่อตัดสินใจว่าความขัดแย้งที่เกิดขึ้นนั้นเข้าข่ายเป็น “ภัยคุกคามต่อสันติภาพ” ตามกฎบัตรของสหประชาชาติหรือไม่ การตัดสินใจนี้มีความสำคัญอย่างยิ่ง เพราะจะเป็นตัวกำหนดว่าคณะมนตรีความมั่นคงฯ จะสามารถใช้มาตรการประเภทใดได้บ้างเพื่อแก้ไขสถานการณ์ ซึ่งในระยะแรก คณะมนตรีฯ มักจะมุ่งเน้นไปที่การแก้ไขปัญหาด้วยวิธีทางการทูตและแนวทางที่สงบก่อน โดยอาจจะเรียกร้องให้มีการหยุดยิงหรือลดความรุนแรงของสถานการณ์ หรืออาจจะเสนอให้มีการไกล่เกลี่ย โดยมอบหมายให้เลขาธิการสหประชาชาติ หรือแต่งตั้งทูตพิเศษเพื่อทำหน้าที่เป็นคนกลางในการเจรจา

แต่ถ้าหากความพยายามในการแก้ไขปัญหาอย่างสันติไม่ประสบผลสำเร็จ คณะมนตรีความมั่นคงฯ ก็อาจจำเป็นต้องพิจารณาใช้มาตรการบังคับที่จริงจังมากขึ้น ซึ่งมาตรการเหล่านี้จะมีผลผูกพันทางกฎหมาย ตัวอย่าง เช่น การใช้มาตรการที่ไม่ใช่ทางทหารอย่างการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจ การสั่งห้ามเดินทาง หรือการอายัดทรัพย์สินของฝ่ายที่ก่อปัญหา หรือในกรณีที่ร้ายแรงและจำเป็นจริงๆ คณะมนตรีฯ อาจจะอนุญาตให้มีการใช้กำลังทหารเพื่อเข้าไปแทรกแซงเพื่อรักษาสันติภาพและฟื้นฟูความมั่นคงให้กลับคืนมา แต่สิ่งสำคัญที่ต้องพิจารณาคือ มติสำคัญใดๆ ที่จะผ่านในคณะมนตรีความมั่นคงฯ นั้นจะต้องได้รับเสียงเห็นชอบจากสมาชิก 9 ใน 15 ประเทศ และที่สำคัญที่สุดคือต้องไม่มีสมาชิกถาวร 5 ประเทศ อันได้แก่ จีน ฝรั่งเศส รัสเซีย สหราชอาณาจักร และสหรัฐอเมริกาใช้อำนาจยับยั้ง (veto) หากมีการใช้อำนาจยับยั้ง มตินั้นก็จะไม่สามารถผ่านได้ ทำให้คณะมนตรีความมั่นคงฯ อาจไม่สามารถดำเนินการใดๆ ได้ในทางปฏิบัติ (ต้องมานั่งคิดว่า ไทยเราเป็นมิตรกับอี 5 ประเทศนี้แค่ไหน)

Advertisement

และในกรณีที่คณะมนตรีความมั่นคงฯ ไม่สามารถตัดสินใจดำเนินการได้ เนื่องจากถูกใช้อำนาจยับยั้ง หรือมีความเห็นไม่ลงรอยกัน สมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติอาจเข้ามามีบทบาทได้ภายใต้แนวคิด “การรวมพลังเพื่อสันติภาพ” เพื่อเสนอแนะมาตรการให้ประเทศสมาชิก อย่างไรก็ตาม ควรทำความเข้าใจว่า มติของสมัชชาใหญ่โดยทั่วไปจะไม่มีผลผูกพันทางกฎหมายโดยตรง เหมือนกับมติที่ออกมาจากคณะมนตรีความมั่นคงฯ ค่ะ โดยสรุปแล้ว เขมรส่งจดหมายถึงคณะมนตรีความมั่นคงฯ ถือเป็นการเรียกร้องให้ประชาคมโลกเข้ามาช่วยแก้ปัญหา โดยจะเริ่มจากขั้นตอนทางการทูตไปจนถึงการใช้มาตรการที่รุนแรงขึ้น แต่ทุกอย่างขึ้นอยู่กับความเห็นชอบและการตัดสินใจของสมาชิก โดยเฉพาะอย่างยิ่งอำนาจของ 5 ประเทศสมาชิกถาวรค่ะ”