หน้าแรก การเมือง ภูมิธรรม รับอ...

ภูมิธรรม รับอันวาร์ เสนอเป็นตัวกลางเจรจา ยันชัดเงื่อนไขหยุดยิงอยู่ที่กัมพูชา ไม่จริงใจ ชอบยั่วยุ ทหารไร้วินัย

25.07.25 | 13:10 น.

ภูมิธรรม เผย ‘อันวาร์’ เสนอเป็นตัวกลางเจรจาหยุดยิง ไทยพร้อมรับหลักการแต่กัมพูชาต้องแสดงความชัดเจน ชี้สื่อทั่วโลก 70 กว่าแห่งเสนอข่าวชัดเขมรเริ่มยิงก่อน ประณาม “ฮุน เซน-ฮุน มาเนต” ต้องรับผิดชอบ ไฟเขียวเพิ่มงบ จว.ชายแดน​ 100 ล้าน เพิ่มงบเยียวยาผู้เสียชีวิต​เป็น​ 1 ล้านบาท​ ขณะที่ผูุ้บาดเจ็บพิจารณาตามลำดับ​

เมื่อเวลา 10.55 น. วันที่ 25 กรกฎาคม ที่กระทรวงมหาดไทย นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกฯและ รมว.มหาดไทย รักษาราชการแทนนายกฯ กล่าวกรณีที่ นายอันวาร์ อิบราฮิม นายกรัฐมนตรีมาเลเซีย ในฐานะประธานอาเซียน โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัวว่าได้มีการพูดคุยกับตนและ ฮุน มาเนต นายกฯกัมพูชาถึงสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชาว่า นายอันวาร์ได้โทรศัพท์มาหาตน และได้พูดคุยกันจริงตามที่เป็นข่าว

ขณะเดียวกัน นายอันวาร์ก็ได้โพสต์ข้อความและความเห็นต่างๆ ในฐานะประธานอาเซียน โดยพยายามที่จะเป็นตัวกลางในการแก้ไขปัญหา เราจึงได้คุยกันในหลักการ และเห็นว่าควรจะหาทางยุติการปะทะและการเผชิญหน้ากัน ซึ่งโดยหลักการเราไม่ได้ขัดข้องอะไร แต่การที่จะให้หยุดยิงเมื่อไหร่ ต้องให้มีความชัดเจนจากทางกัมพูชา เพราะไทยได้พยายามทำการเจรจามาตลอดแต่ไม่เกิดผล และสิ่งที่เกิดขึ้นก็เกิดการยิงเข้ามาในเขตแดนไทย ได้มีการตกลงกันไว้แล้วว่าห้ามนำอาวุธขึ้นไปยังปราสาทตาเมือนธม แต่กัมพูชานำกำลังขึ้นมาพร้อมอาวุธ เพราะฉะนั้นสถานการณ์ตอนนี้เป็นสถานการณ์ที่เราต้องการความชัดเจน และความจริงใจในการทำ เพราะตลอดเวลาที่ผ่านมา สิ่งที่เกิดขึ้นคือการยั่วยุของทหารกัมพูชา ที่ไม่มีวินัยเท่าไร จึงส่งผลให้เกิดผลกระทบมาโดยตลอด

นายภูมิธรรมกล่าวว่า รัฐบาลและกองทัพจึงพยายามใช้ความอดทนอดกลั้นในการแก้ไขปัญหา หากนายอันวาร์เสนอมาก็ต้องไปเคลียร์ให้ชัดเจน จนเรามั่นใจว่าสิ่งต่างๆ ที่เกิดขึ้นจะไม่เกิดซ้ำซากอีก ถ้าชัดเจนเมื่อไรก็ค่อยว่ากัน แต่ตอนนี้เราให้ทหารเราตรึงกำลังไว้ เนื่องจากนายอันวาร์ได้โทรมาหาตนตอนเวลา 18.00 น. 24 ก.ค. แต่สิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อช่วงเช้าที่ผ่านมาเรารับไม่ได้ เพราะทางกัมพูชาได้เปิดแนวรบ 4 แนวใหญ่ในเขตกองทัพภาคที่ 2 ในพื้นที่ 4 จังหวัด ประกอบด้วย จ.บุรีรัมย์ สุรินทร์ ศรีสะเกษ และอุบลราชธานี

เพราะฉะนั้นเจตนาที่เกิดขึ้นเริ่มต้นจากการยิงเข้ามา และสิ่งที่สำคัญที่ต้องประณามสมเด็จฯฮุน เซน ประธานวุฒิสภากัมพูชาอย่างรุนแรง ขณะเดียวกันนายกฯกัมพูชาก็ต้องร่วมรับผิดชอบด้วย เพราะยิงโดยไม่ได้มีเป้าหมายทางทหาร แต่มีเป้าหมายทางพลเรือนจะเห็นได้ว่ามีลูกหนึ่งลงที่ร้านสะดวกซื้อในปั๊มน้ำมัน ที่ห่างจากตัวถังน้ำมันใหญ่ 40 เมตรเท่านั้น หากขยับมาแล้วโดนบริเวณถังน้ำมันจะเกิดระเบิดรุนแรง ไฟก็จะลุกท่วมในพื้นที่ของพลเรือน ซึ่งตรงนี้ผิดหลักกฎหมายระหว่างประเทศอย่างรุนแรง และที่สำคัญโรงพยาบาลพนมดงรักได้ยิงเข้ามากลางโรงพยาบาล ซึ่งเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นส่งผลให้มีพลเรือนเสียชีวิต 20 กว่าคน และมีผู้บาดเจ็บสาหัสหลายคน

Advertisement

นายภูมิธรรมกล่าวต่อว่า ในสิ่งที่เจรจากับการปฏิบัติขณะนี้ขัดแย้งกัน โดยกัมพูชาได้มีการรุกราน แต่ไปประกาศว่าไทยเป็นผู้รุกราน แต่เมื่อช่วงเช้าที่ผ่านมาตนได้ดูข่าวจากสื่อมวลชนต่างประเทศกว่า 70 แห่ง ก็มีการนำเสนอข่าวไปในทิศทางเดียวกัน ยืนยันว่ากัมพูชาเป็นผู้ทำร้ายเราก่อน ซึ่งมีตัวอย่างข่าวอยู่เกือบทุกฉบับ ส่วนข้อมูลของทางฝั่งกัมพูชาก็มีปัญหา เพราะเป็นการพูดฝ่ายเดียวมีเจตจำนงที่จะรุกราน และละเมิดข้อตกลงระหว่างประเทศ เนื่องจากมีการรุกรานและทำร้ายเป้าหมายที่เป็นพลเรือน ที่ส่งผลให้เกิดความเสียหายต่อชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนที่ค่อนข้างมากและชัดเจน

นายภูมิธรรมกล่าวอีกว่า ขณะที่ในส่วนของกระทรวงการต่างประเทศ นายมาริษ เสงี่ยมพงษ์ รมว.ต่างประเทศ ที่ได้ไปร่วมประชุมเวทีหารือทางการเมืองระดับสูงว่าด้วยการพัฒนาที่ยั่งยืน ประจำปี 2025 ที่สหรัฐ นั้น ตนจึงได้เรียกกลับมาด่วน เพื่อให้กลับมารับมือกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้น อย่างไรก็ตาม รมว.ต่างประเทศได้พบกับเลขาธิการองค์การสหประชาชาติแล้ว รวมถึงเลขาธิการคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ หรือ UNSC ซึ่งคิดว่าในรายละเอียดต่างๆ ที่ให้ไปมีการอธิบายหลักฐานให้เข้าใจอยู่แล้ว ขณะเดียวกันเมื่อวานนี้ก็ได้มีการประชุมสภาความมั่นคงแห่งชาติวาระพิเศษ ซึ่งถือเป็นการประชุมคณะรัฐมนตรีด้วย ที่ประชุมจึงได้รับรองสิ่งที่เกิดขึ้นตั้งแต่วันแรกที่มีเหตุยิงปะทะกัน จนกระทั่งยกระดับทางการทูตอย่างรุนแรงที่สุด

อย่างไรก็ตาม ไม่ว่ากัมพูชาจะพูดอะไร ตนยังไม่เคยเห็นท่าทีของกัมพูชาที่รู้สึกว่าได้ก่อกรรมกระทำผิด รู้สึกว่าตัวเองผิดกฎระเบียบต่างๆ เพราะฉะนั้นเรื่องนี้ก็ต้องรับผิดชอบ

เมื่อถามว่าการเรียกนายมาริษกลับมาจะไม่ส่งผลถึงการเจรจากับ UNSC ใช่หรือไม่ นายภูมิธรรมกล่าวว่า นายมาริษได้พูดคุยโดยตรงอยู่ที่นู่น แต่ทางกระทรวงการต่างประเทศได้รับจากที่ประชุมเมื่อวานนี้ และตอนที่ตนเองคุยกับนายอันวาร์ กระทรวงการต่างประเทศก็ร่วมอยู่ด้วย และได้มีการสั่งการแล้วว่าให้ดำเนินการทางการในการยื่นหนังสือ ซึ่งคิดว่าวันนี้ก็คงจะได้ดำเนินการ

เมื่อถามว่าที่สหรัฐให้ทูต UN ของไทยดำเนินการใช่หรือไม่ นายภูมิธรรมกล่าวว่า กว่าจะส่งหรือเลื่อนไปนั้นก็ลำบาก ซึ่งก็ยังไม่เห็นเหตุการณ์ แต่นายมาริษก็ได้นำเรื่องต่างๆ ไปพูดคุยอย่างเป็นทางการแล้ว

เมื่อถามว่าแบบนี้เรียกว่าเป็นอาชญากรทางสงครามหรือไม่ นายภูมิธรรมกล่าวว่า ก็อยู่ที่ผู้มีอำนาจเกี่ยวข้อง ซึ่งดูแล้วตามมาตราต่างๆ ในกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับระหว่างประเทศ ก็เข้าข่ายการสร้างอาชญากรรมระหว่างประเทศ

เมื่อถามว่านายอันวาร์พูดคุยกับนายกฯ กัมพูชาว่าอย่างไร นายภูมิธรรมกล่าวว่า นายกฯมาเลเซียได้พูดคุยกับนายกฯกัมพูชาก่อนที่จะโทรมาหาตน ตนจึงแจ้งไปว่าหลักการโอเค แต่วิธีการที่จะจัดการ วันเวลาสถานที่ ต้องรอให้ทางฝั่งกัมพูชาแสดงให้เห็นชัดเจนเพราะไทยยึดหลักสันติวิธีมา และพยายามที่จะขอเจรจามาโดยตลอด แต่กัมพูชาไม่เคยจะสนใจ ไม่เคยเจรจา ปล่อยให้ทางการไทยยื่นเงื่อนไขไปอย่างเดียว แสดงให้เห็นถึงความไม่จริงใจ

แล้ววันนี้ก็เห็นภาพแล้วว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น นายฮุน เซนนั่งอยู่ โดยใช้แผนที่ 1 ต่อ 5 หมื่นซึ่งเป็นแผนที่ละเอียดที่ไทยใช้มาตลอด ทั้งที่กัมพูชาพยายามพูดว่าบอกว่าให้ยึดตามแผนที่ 1 ต่อ 200,000 ดังนั้นสิ่งที่สมเด็จฯฮุน เซนพูดมาตั้งแต่ต้น ตนจึงอยากให้สาธารณชนดูว่าสิ่งที่สมเด็จฯฮุน เซนพูด ได้พูดอะไรที่เป็นความเป็นจริงหรือมีอะไรที่พลิกผันบ้าง เช่น การนำคลิปเสียงไปเปิดแล้วโพสต์ในเฟซบุ๊กส่วนตัวของตัวเอง แต่เมื่อเกิดเรื่องขึ้นบอกว่ามีการเอาไปให้คนอื่น และให้คนอื่นไปเผยแพร่

ตนไม่เชื่อถือลักษณะผู้นำ สมเด็จฯฮุน เซน เชื่อถือได้หรือ เพราะสิ่งที่เกิดขึ้นมันฟ้องอยู่แล้วว่า ถ้าคุณยึดมั่นในหลักการ ต้องยิงเข้าสู่เป้าหมายทางทหาร แต่กลับยิงจรวดที่มีลำกล้อง ติดกล้องจำนวนมากยิงเข้าใส่เลยเป้าหมายทางทหาร รูปธรรมชัดเจนว่าจากเหตุที่เกิดขึ้นที่โรงพยาบาลและเซเว่น ซึ่งอยู่ในเขตเมืองและเป็นที่อยู่ของพลเรือน ดังนั้นฮุนเซนจะพูดอะไรก็พูดไป แต่ความเชื่อถือนั้นไม่มี และจากการติดตามสื่อต่างประเทศกว่า 70 แห่ง ก็ประณามและได้รายงานว่ากัมพูชาเป็นคนเริ่มก่อน

เมื่อถามถึงการอนุมัติเงินเยียวยาให้กับผู้ประสบเหตุพื้นที่จังหวัดชายแดนไทย​-กัมพูชา​ว่า​ ไม่ติดปัญหาอะไร ซึ่งขณะนี้มีการพิจารณาแล้วในพื้นที่สำหรับผู้ว่าราชการจังหวัดได้มีการขยายวงเงิน จาก 20 ล้านบาท​ เป็น 50 ล้านบาท​ ส่วนพื้นที่ที่ประสบเหตุรุนแรงจะได้​ 100 ล้านบาท​ โดยเมื่อช่วงเช้าที่ผ่านมา​นายพีร​ะ​พันธุ์​ สาลี​รัฐ​วิภาค​ รองนายก​ฯและ ​รมว.พลังงาน ก็เป็นประธานการประชุม​คณะกรรมการกองทุนเงินช่วยเหลือผู้ประสบสาธารณ​ภัย​ สำนักนายก​ฯ ซึ่งเท่าที่ทราบเบื้องต้นแต่ยังไม่ได้มีมติออกมา​ จะขยายเงินเยียวยาผู้เสียชีวิตเพิ่มเป็น​ 1 ล้านบาท​ ส่วนผู้บาดเจ็บจะเยียวยาในเกณฑ์​ที่ลดหลั่นกันไปตามลำดับ​

นาย​ภูมิธรรม​กล่าวว่า ได้สั่งการให้ น.ส.ธีรรัตน์​ สำเร็จวาณิชย์ รมช.มหาดไทย​ ลงพื้นที่ จ.อุบลราชธานี ซึ่งเป็นจุดที่มีการอพยพกว่า 100,000 คน และให้ พ.ต.อ.ทวี​ สอดส่อง​ รมว.ยุติธรรม ลงพื้นที่ จ.ศรีสะเกษ​ เพื่อจะไม่ได้เป็นข้อกล่าวหาว่าเราลงพื้นที่เลือกตั้งซ่อม​ และกลายเป็นการหาเสียง​ พร้อมมอบหมายให้นายสรวงศ์​ เทียนทอง​ รมว.ท่องเที่ยวและกีฬา ในฐานะเลขาธิการพรรคเพื่อไทย ลงพื้นที่ จ.บุรีรัมย์​ พร้อมมอบหมายให้ น.ส.จิราพร​ สินธุ​ไพร​ รมต.ประจำสำนักนายกฯ​ ลงพื้นที่ จ.สุรินทร์​ เพื่อเยี่ยมและให้กำลังใจผู้บาดเจ็บและเสียชีวิต​ พร้อมกับได้สั่งงานไปที่กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยให้นำรถบรรทุก​น้ำและอาหารพระราชทาน​ เพื่อเป็นการช่วยเหลือให้ได้มากที่สุด

เมื่อถามว่ากรณีของงบประมาณท้องถิ่นจะต้องทำการยกเว้น​ เพื่อขอใช้งบในเหตุการณ์ดังกล่าวได้หรือไม่​ นายภูมิธรรม​กล่าวว่า​ ขณะนี้อยู่ในระหว่างพูดคุยของรัฐบาลและสำนักงบประมาณ​ ซึ่งแม้ว่าเราจะอยากให้งบท้องถิ่นโดยตรง​ แม้พิสูจน์​ว่างบมีการกระจุกตัวหลายส่วน​ แต่จากที่คุยกับสำนักงบประมาณย้ำว่าหากสามารถแปลงงบประมาณมาได้​ ก็อยากดำเนินการ​ แต่หากไม่สามารถทำได้ก็ต้องมีการพูดคุยกัน​ และให้สำนักงบประมาณ​ดูแลไปตามความเหมาะสม​ แต่ตนขอดูในรายละเอียด​อีกครั้งก่อน​