หน้าแรก การเมือง เปิด7ข้ออนุสั...

เปิด7ข้ออนุสัญญาออตตาวา ห้ามทุ่นระเบิดสังหารบุคคล

27.07.25 | 12:15 น.

เปิด7ข้ออนุสัญญาออตตาวาห้ามทุ่นระเบิดสังหารบุคคล

หมายเหตุ – พล.อ.กฤษณะ บวรรัตนารักษ์ อดีตที่ปรึกษาพิเศษสำนักงานปลัดกระทรวงกลาโหม และอดีตรองเจ้ากรมพระธรรมนูญ ตั้งข้อสังเกตบางประการที่น่าสนใจเกี่ยวกับอนุสัญญาห้ามทุ่นระเบิดสังหารบุคคล (Anti Personnel Mine Ban Convention หรือ Ottawa Convention) ดังนี้

พลเอกกฤษณะ บวรรัตนารักษ์
อดีตที่ปรึกษาพิเศษสำนักงานปลัดกระทรวงกลาโหม
และอดีตรองเจ้ากรมพระธรรมนูญ

ตามที่ปรากฏเป็นข่าวกรณีทหารไทยเหยียบกับระเบิด (ทุ่นระเบิดสังหารบุคคล) ในดินแดนประเทศไทยบริเวณช่องบก จ.อุบลราชธานี ขณะลาดตระเวนเนิน 481 และต่อมาได้ตรวจพบทุ่นระเบิดสังหารบุคคลอีกจำนวนหนึ่งเพิ่มขึ้น ซึ่งชัดเจนว่าเป็นการวางใหม่ และสื่อมวลชนกับนักวิชาการได้นำเสนอข้อมูลเกี่ยวกับอนุสัญญาห้ามทุ่นระเบิดสังหารบุคคล (Anti Personnel Mine Ban Convention) หรือที่เรียกว่า Ottawa Convention ซึ่งทั้งประเทศไทยและประเทศกัมพูชาต่างก็เป็นภาคีที่มีผลผูกพันให้ต้องปฏิบัติตามอนุสัญญาอย่างเคร่งครัดนั้น ผู้เขียนในขณะรับราชการกองกฤษฎีกาทหารและการต่างประเทศ กรมพระธรรมนูญ ได้เป็นผู้แทนกรมพระธรรมนูญเข้าร่วมประชุมหน่วยงานที่เกี่ยวข้องพิจารณาประเทศไทยกับการเข้าเป็นภาคีอนุสัญญาดังกล่าวซึ่งจัดโดยกระทรวงการต่างประเทศ

ตลอดจนเป็นงานในหน้าที่ของผู้เขียนในการพิจารณาจัดทำข้อคิดเห็นการเข้าเป็นภาคีรายงานต่อผู้บังคับบัญชาตามลำดับชั้นจนเป็นความเห็นของกระทรวงกลาโหมเสนอกระทรวงการต่างประเทศ ซึ่งต่อมาประเทศไทยเข้าเป็นภาคี หลังจากประเทศไทยเข้าเป็นภาคีได้จัดตั้งศูนย์ปฏิบัติการทุ่นระเบิดแห่งชาติ (Thailand Mine Action Center) สังกัดกองบัญชาการทหารสูงสุดในขณะนั้นต่อมาเป็นกองบัญชาการกองทัพไทย โดยผู้เขียนได้รับมอบหมายให้ทำหน้าที่เป็นฝ่ายกฎหมายหรือนิติกรของศูนย์ในระยะเริ่มแรก จึงมีข้อสังเกตบางประการที่น่าสนใจนอกเหนือจากการนำเสนอโดยสื่อมวลชนและนักวิชาการต่อสาธารณชนแล้ว รวมทั้งที่มาของการเข้าเป็นภาคีของประเทศไทย สรุปได้ ดังนี้

Advertisement

1.อนุสัญญาห้ามรัฐสมาชิกใช้ สะสม ผลิต และโอนซึ่งรวมถึงขายและให้ทุ่นระเบิดสังหารบุคคลแก่รัฐอื่น โดยต้องทำลายที่มีในครอบครอง เว้นแต่เก็บไว้จำนวนหนึ่งเพื่อฝึกศึกษาการเก็บกู้ทำลาย

2.เจตนารมณ์และวัตถุประสงค์สำคัญหนึ่งของอนุสัญญาฯที่กำหนดข้อห้ามดังกล่าวข้างต้น เพราะทุ่นระเบิดสังหารบุคคลเป็นอาวุธที่ไม่สามารถแยกแยะเป้าหมายการทำลายได้ว่าเป็นพลรบ (combatant) หรือพลเรือน (civilian) ที่ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการสู้รบ จึงเข้าข่ายเป็นอาวุธที่ขัดต่อหลักกฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศ (กฎหมายว่าด้วยการขัดกันด้วยอาวุธหรือกฎหมายสงคราม) กล่าวคือ ในการโจมตีทำลายศัตรูฝ่ายตรงข้ามในการรบหรือสงครามจะต้องโจมตีทำลายเฉพาะพลรบเท่านั้น ต้องไม่โจมตีทำลายพลเรือน ซึ่งเป็นประชาชนที่ไม่มีส่วนร่วมในการรบ

ดังนั้น อาวุธที่ใช้โจมตีทำลายศัตรูจะต้องแยกแยะเป้าหมายพลเรือนออกจากพลรบได้

3.อนุสัญญานี้ห้ามเฉพาะทุ่นระเบิดสังหารบุคคล ไม่ห้ามทุ่นระเบิดดักรถถังหรือทุ่นระเบิดต่อต้านยานพาหนะ เพราะหากมีคนไปเดินเหยียบทุ่นระเบิดดักรถถังหรือทุ่นระเบิดต่อต้านยานพาหนะ ทุ่นระเบิดดังกล่าวจะไม่ทำงาน เพราะน้ำหนักกดทับหรือแรงสัมผัสของคนที่เหยียบไม่มีน้ำหนักพอให้ระเบิดทำงาน นอกจากนั้น ไม่ห้ามการใช้ระเบิดที่มีการกดปุ่มบังคับให้ทำงานโดยคน เพราะสามารถแยกแยะให้ระเบิดทำงานเมื่อมีพลรบศัตรูเข้ามาในระยะรัศมีทำลายได้

4.อนุสัญญานี้ไม่มีบทลงโทษต่อผู้ฝ่าฝืน เป็นเรื่องที่รัฐสมาชิกที่ได้รับผลกระทบต้องนำเสนอพร้อมพยานหลักฐานที่ประจักษ์ต่อสหประชาชาติโดยคณะมนตรีความมั่นคงพิจารณาดำเนินการบังคับภายใต้กฎบัตรสหประชาชาติต่อไป และ/หรือรัฐสมาชิกที่ได้รับผลกระทบนำเสนอต่อประชาคมโลกให้ได้รับรู้ ซึ่งจะส่งผลเสียต่อภาพพจน์และภาพลักษณ์ของรัฐที่ฝ่าฝืน ตลอดจนผลกระทบด้านอื่นๆ ตามมา

5.หลังจากมีการจัดทำอนุสัญญานี้ขึ้น กระทรวงการต่างประเทศได้สอบถามกระทรวงกลาโหมตลอดมาเป็นระยะๆ ว่าประเทศไทยควรเข้าเป็นภาคีอนุสัญญาหรือไม่ กระทรวงกลาโหมโดยกองทัพบกได้แจ้งให้กระทรวงการต่างประเทศทราบเรื่อยมาว่ายังมีความจำเป็นต้องใช้ทุ่นระเบิดสังหารบุคคลในการป้องกันประเทศ จึงยังไม่เข้าเป็นภาคี จนกระทั่งประมาณปี พ.ศ.2540 หรือ พ.ศ.2541 กระทรวงการต่างประเทศได้สอบถามมาอีก ปรากฏว่าในครั้งนี้กระทรวงกลาโหมโดยกองทัพบกแจ้งให้กระทรวงการต่างประเทศทราบ สรุปได้ว่า ขณะนี้กองทัพบกสามารถใช้อุปกรณ์อื่นทดแทนทุ่นระเบิดสังหารบุคคลในการป้องกันประเทศได้แล้ว จึงเป็นที่มาให้ประเทศไทยเข้าเป็นภาคีอนุสัญญา มีผลใช้บังคับกับประเทศไทยเมื่อวันที่ 1 พฤษภาคม พ.ศ.2542

ทั้งนี้ การเข้าเป็นภาคีอนุสัญญานี้ไม่จำเป็นต้องตราพระราชบัญญัติรองรับแต่อย่างใดตามที่ผู้เขียนนำเสนอต่อการประชุมหน่วยงานที่เกี่ยวข้องที่กระทรวงการต่างประเทศ เดิมหลายหน่วยงานเสนอให้มีการตราพระราชบัญญัติรองรับ โดยผู้เขียนนำเสนอหลักการความจำเป็นในการตรากฎหมายที่คณะรัฐมนตรีมีมติให้หน่วยงานของรัฐถือปฏิบัติอย่างเคร่งครัด สรุปได้ว่า หากสามารถใช้อำนาจฝ่ายบริหารดำเนินการได้ ก็ไม่จำเป็นต้องตราพระราชบัญญัติ ซึ่งเรื่องนี้ไม่ได้กระทบกระเทือนสิทธิและเสรีภาพของประชาชนแต่อย่างใด เป็นเรื่องภายในหน่วยงานของรัฐ เพียงกระทรวงกลาโหมออกคำสั่งห้ามทหารใช้ทุ่นระเบิดสังหารบุคคล หากทหารนายใดฝ่าฝืนนำทุ่นระเบิดสังหารบุคคลไปวางหรือใช้ก็จะมีความผิดอาญา ตามประมวลกฎหมายอาญาทหารมาตรา 30 ขัดขืนหรือละเลยมิกระทำตามคำสั่ง และพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490

ส่วนตำรวจโดยเฉพาะตำรวจตระเวนชายแดนที่เคยมีในครอบครอง หากฝ่าฝืนก็จะมีความผิดอาญาตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ และหากมีการบาดเจ็บหรือการตายเกิดขึ้นจากการวางหรือใช้ทุ่นระเบิดดังกล่าว ก็จะมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญาด้วย

6.การจัดตั้งศูนย์ปฏิบัติการทุ่นระเบิดแห่งชาติตามที่กล่าวข้างต้นสังกัดหน่วยงานทหารซึ่งมีภารกิจกู้เก็บทำลายทุ่นระเบิดดังกล่าวที่ตกค้างจำนวนมากในดินแดนประเทศไทยนั้น ก็จำเป็นต้องใช้กำลังพลและอุปกรณ์ที่ต้องใช้งบประมาณสูงมากในการปฏิบัติให้บรรลุภารกิจภายในเวลาที่กำหนด ซึ่งมีข้อจำกัดสำคัญประการหนึ่ง คือ การไปสังกัดหน่วยทหารส่งผลให้ไม่อาจได้รับการสนับสนุนช่วยเหลือจากบางประเทศที่มีรัฐธรรมนูญหรือกฎหมายภายใน รวมทั้งบางองค์กรต่างประเทศที่มีกฎหรือระเบียบไม่ให้สนับสนุนช่วยเหลือทางการเงินและด้านอื่นให้กับหน่วยงานในสังกัดทหารได้ ผู้เขียนเคยเสนอแปลงรูปแบบของศูนย์ให้เป็นหน่วยงานพลเรือนโดยไปสังกัดสำนักนายกรัฐมนตรีดังเช่น กอ.รมน. โดยใช้กำลังพลทหารไปปฏิบัติงาน/ช่วยราชการ ก็จะส่งผลให้ได้รับการสนับสนุนช่วยเหลือเพิ่มขึ้นจากประเทศและองค์กรที่มีข้อจำกัดดังกล่าว

7.สหรัฐอเมริกาซึ่งเป็นประเทศมหาอำนาจไม่เข้าเป็นภาคีอนุสัญญานี้ด้วยเหตุผลอ้างว่า จำเป็นต้องใช้ทุ่นระเบิดสังหารบุคคลวางไว้ตามแนวชายแดนเกาหลีใต้กับเกาหลีเหนือเพื่อป้องกันการรุกรานเกาหลีใต้จากกองทัพเกาหลีเหนือ ส่วนสิงคโปร์เป็นประเทศเกาะที่ไม่มีเหตุจำเป็นต้องใช้ทุ่นระเบิดสังหารวางเพื่อป้องกันประเทศจากการรุกราน แต่ที่ไม่เข้าเป็นภาคีเพราะเป็นผู้จำหน่ายทุ่นระเบิดสังหารบุคคล

สรุป ข้อสังเกตสำคัญบางประการของอนุสัญญาและที่มาของการจัดตั้งศูนย์ปฏิบัติการทุ่นระเบิดแห่งชาติข้างต้น จะทำให้สาธารณชนได้มีความรู้ความเข้าใจเพิ่มขึ้นจากการนำเสนอของสื่อมวลชนและนักวิชาการก่อนหน้านี้ ซึ่งจะส่งผลให้ประชาชนที่ติดตามการแก้ไขปัญหาของรัฐบาลกรณีข้างต้นมีข้อมูลสมบูรณ์ครบถ้วนยิ่งขึ้น