⦁…ไม่ว่าจะเรียกว่า “การปะทะชายแดน-สงครามย่อย” หรืออะไรก็ตาม ความรุนแรงแห่งการสู้รบระหว่าง “กัมพูชา” กับ “ไทย” ที่สร้างความเดือดร้อนที่มี “ทหารระดับล่าง” และ “ประชาชน” เป็น “เหยื่อ” ดูจะไม่จบง่ายๆ แม้ล่าสุดระดับ “พญาอินทรี” อย่าง โดนัลด์ ทรัมป์ จะลงแรงเองด้วยการโทรถึง ฮุน มาเนต และ ภูมิธรรม เวชยชัย ผู้ทำหน้าที่ “นายกรัฐมนตรี” ของทั้ง 2 ประเทศ ให้ “หยุดยิงทันที” โดยเอา “โอกาสได้เจรจาเรื่องภาษี” มากดดัน แต่ข้อมูลที่ก่อความสงสัยเรื่อง “ผลประโยชน์เบื้องหลัง” กลับทะลักออกมาเป็นอุปสรรคให้ “การหยุดยิง” ถูกต่อต้าน
⦁…หากวัดกันด้วยภูมิรู้และปัญญาปกติ ด้วยแสนยานุภาพที่แตกต่างกันลิบลับ ทั้ง “กองกำลัง” และ “ประสิทธิภาพของอาวุธยุทโธปกรณ์” ไม่มีทางเลยที่ “กองทัพเขมร” จะรบเอาชนะ “ไทย” ปฏิบัติการของเครื่องบินรบ “F-16” และ “กริพเพน” ที่เข้าทำลายล้าง “ฐานที่มั่นหน่วยรบ” และ “เครื่องยิงระเบิด” ที่กองทัพกัมพูชาใช้โจมตีฝั่งไทยอย่าง “รวดเร็วและไม่พลาดเป้า” ทุกครั้งนั้น ชัดเจนว่าขืนรบต่อไปจนขยายเป็น “สงครามเต็มรูปแบบ” กองบัญชาการรบของเขมรน่าจะถูกถล่มไม่เหลือซากได้ง่ายๆ จึงไม่เห็นเหตุผลที่ ฮุน เซน จะเล่นบท “ผู้ฮึกเหิมกระหายสงคราม”
⦁…แต่กลับไม่เป็นเช่นนั้น ทั้ง ฮุน เซน ผู้พ่อ และ ฮุน มาเนต ผู้ลูก ดูจะมั่นอกมั่นใจเล่นบท “โอหัง!” สั่งปฏิบัติการขยายแนวรบไปตลอดแนวชายแดน เอาความเดือดร้อนของประชาชนประเทศตัวเองมาสังเวย เหมือน “คนบ้าขาดสติ” มุ่งชัยชนะโดยไม่ดูความเป็นไปได้ เพียงแต่วันนี้ “ผลสุดท้าย” ดูจะไม่เป็นเช่นนั้นเสียแล้ว
⦁…ก่อนหน้านั้นจะเห็นว่าที่ “ผู้นำไทย” กังวล คือต้องมี “คนกลาง” เข้ามามีส่วนร่วมเมื่อมีการเสนอตัวมาไม่ว่าจะเป็น “อันวาร์ ประธานอาเซียน” หรือ “หวัง อี้ รมว.ต่างประเทศจีน” ไทยขอจัดการปัญหาเอง แต่ “ทวิภาคี” ให้ “กัมพูชาหยุดยิง เรียกร้องเจรจาเอง” แต่เมื่อ “ทรัมป์” ลงมาเล่นเอง ด้วยใช้เงื่อนไข “ภาษีการค้าสหรัฐ” มาบังคับ “เกม” ก็ยากขึ้น เพราะเท่ากับ “หยุดการสู้กันด้วยแสนยานุภาพและกองกำลัง” แต่ห้ำหั่นกันด้วย “การเจรจา-คอนเน็กชั่นระหว่างประเทศ และผลประโยชน์จากทรัพยากรในพื้นที่ทับซ้อน” ซึ่งมีผู้เข้ามาเกี่ยวข้องมากขึ้น และสำคัญตรงที่ “ความได้เปรียบของไทยถูกควบคุมให้น้อยลง” จนไม่แน่ว่าจะกลายเป็น “เสียเปรียบ”
⦁…หากย้อนกลับไปพิเคราะห์อย่างพินิจ ที่มาที่ไปที่ทำให้เกิดการปะทะอย่างละเอียด อดสงสัยไม่ได้ว่า “เขมร” วางแผนอย่างเป็นระบบเพื่อจุดไฟสงคราม ทั้ง “ยั่วยุ-สร้างสถานการณ์สารพัด-วางกับระเบิด-โจมตีทางการเมือง” เพื่อให้ “ไทยต้องตอบโต้” ด้วยการ “ปิดด่านและสถานที่ท่องเที่ยว” จากนั้น “เขมร” เปิดฉากยิง “ปั๊มน้ำมัน-โรงพยาบาล-ชุมชนพลเรือนฝั่งไทย” เหมือนตั้งใจสร้างความชอบธรรมให้ “ไทย” โจมตีกลับ ก่อนขยายการสู้รบให้กว้างขวางและรุนแรงขึ้น พร้อมกับการยื่นคำร้องต่อ “องค์กรระหว่างประเทศ” อย่างรวดเร็ว คล้ายกับว่าทุกอย่างเตรียมการไว้เรียบร้อยแล้ว
⦁…จนถึงขณะนี้ ไม่มีเสียงโวยวายของ “ประชาชนเขมร” ต่อการกระทำของ “ผู้นำที่สร้างความเดือดร้อนให้” เพราะ “ระบอบฮุน เซน” ที่สถาปนาไว้ควบคุมอำนาจได้เบ็ดเสร็จเด็ดขาด “ฝ่ายค้าน” แม้จะมี แต่ทำได้แค่ส่งเสียงบ่นมาจาก “นอกประเทศ” ซึ่งไม่มีความหมายอะไร ผิดกับ “ประเทศไทย” ที่ “กองทัพ” ดูแล “อธิปไตย” พรั่งพร้อมด้วยเครื่องไม้เครื่องมือ กองกำลัง และทีมงานจิตวิทยามวลชน ที่จะปลุกอุดมการณ์ “ชาตินิยม” ให้ฟูเฟื่อง ขณะที่งานด้าน “การทูต การค้าระหว่างประเทศ ผลกระทบต่อเศรษฐกิจในภาพรวม” เป็นหน้าที่ของ “รัฐบาล” ซึ่งอ่อนปวกเปียก และแต่งตั้งจาก “พรรคการเมือง” ที่ถูกออกแบบมาให้มีกลไกเล่นงาน ไม่ต่างจากสภาพ “เป็ดง่อย” ที่จนป่านนี้ยังงงๆ ว่าเกิดอะไรขึ้น และคิดไม่ออกว่า “จะรับมืออย่างไร”
⦁…ที่ต้องคิดหนักคือ หาก “หยุดยิงทันที” ตามคำสั่ง “ทรัมป์” แผ่นดินในบัญชี “พื้นที่ทับซ้อน” แต่ปล่อยปละละเลยให้ “เขมรรุกเข้ามาควบคุม” จะทำอย่างไร ไม่ให้ลงเอยเหมือน “คดีเขาพระวิหาร” ก่อนหน้านั้น แต่หากจะใช้โอกาสนี้ “ผลักดันให้คนเขมรออกไปจากพื้นที่” จะเอาอะไรไปอ้างเพื่อ “ไม่ต้องหยุดยิงทันที” ตามคำสั่ง “ทรัมป์” ซึ่งสำคัญและเสี่ยงต่อการนำ “วิกฤตเศรษฐกิจประเทศ” ให้จมดิ่งหนักหน่วงขึ้นมาอีก
⦁…ชั่วโมงนี้ในความรู้สึกของ “กระแสประชาชน” ส่วนใหญ่ “ผู้นำกองทัพ” คือ “ฮีโร่” เกรียงไกรในภารกิจรักษา “อธิปไตยของชาติ” ขณะนักการเมืองทั้ง “รัฐบาลและฝ่ายค้าน” โดยเฉพาะ “แกนนำ” ตกสภาพ “จำเลยสังคม” ที่นำความแตกแยกและไร้ประสิทธิภาพการบริหารให้ประเทศ จึงเป็นความน่าสนใจยิ่ง “เลือกตั้งครั้งหน้า” ที่จะเกิดขึ้นไม่เกินปีกว่าๆ นี้ “การเมืองจะไปสู่ทิศทางไหน” ท่ามกลางอิทธิพลของ “ผลจากสงครามย่อยครั้งนี้”
⦁…จบกันไป เรื่องยุ่งยากใน “สภาวิศวกร” ที่มี “การฟ้องเพิกถอนการเลือกตั้งและผู้ได้รับการเลือกตั้งเป็นกรรมการสภาวิศวกร (สมัยที่ 8)” ต่อ “ศาลปกครองกลาง” เมื่อวันที่ 18 ก.ค.ที่ผ่านมา ศาลได้พิจารณาและพิพากษาคดี โดย “พิพากษายกฟ้อง” ทั้ง 9 ประเด็นที่ศาลแบ่งเป็นสาระสำคัญ “ทุกคนกลับเข้าที่ตั้งเริ่มทำงานปกติได้”







