ปวิน มองทูตสหรัฐ ท่าทีชัด มุ่งยุติขัดแย้ง แนะถ้าไม่อยากเสียพันธมิตร แบบเสียจีนให้เขมร คนในรัฐบาล ควรเลิกพูด เรื่องรบต่อ
เมื่อวันที่ 30 กรกฎาคม 2568 ดร.ปวิน ชัชวาลพงศ์พันธ์ ศูนย์เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ศึกษา มหาวิทยาลัยเกียวโต ประเทศญี่ปุ่น อดีตนักการทูต กระทรวงการต่างประเทศไทย ได้โพสต์ผ่านเฟซบุ๊กแสดงความคิดเห็นถึงท่าที่ของ นายฌอน เค. โอนีลล์ ซึ่งได้รับการเสนอชื่อ โดย ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ให้ดำรงตำแหน่งเอกอัครราชทูตสหรัฐประจำประเทศไทยคนใหม่ว่า จากข่าวที่ นายฌอน เค. โอนีลล์ ผู้ได้รับการเสนอชื่อเป็นเอกอัครราชทูตสหรัฐฯ ประจำประเทศไทยคนใหม่ ได้แสดงท่าทีชัดเจนต่อกรณีความขัดแย้งชายแดนไทย-กัมพูชา แสดงให้เห็นว่า สหรัฐฯ มองว่า การปะทะกันที่สร้างความเสียหายอย่างใหญ่หลวงนั้น ไม่ได้เป็นประโยชน์ต่อประชาชนไทย หรือต่อความเป็นพันธมิตรที่สำคัญระหว่างสองประเทศเลย
จุดยืนนี้สะท้อนความต้องการของสหรัฐฯ ที่จะเห็นความมั่นคง และเสถียรภาพในภูมิภาค และการที่ประธานาธิบดีทรัมป์ ได้ใช้เรื่องการเจรจาการค้าเป็นเครื่องมือในการกดดันให้ไทย และกัมพูชาบรรลุข้อตกลงหยุดยิง ยิ่งตอกย้ำว่า สหรัฐฯ พร้อมใช้มาตรการต่างๆ เพื่อผลักดันให้เกิดการยุติความขัดแย้ง โดยมองไทยเป็นหนึ่งในพันธมิตรทางสนธิสัญญาไม่กี่ประเทศในเอเชียที่สหรัฐฯ ยังคงให้ความสำคัญ และคาดหวังให้ไทยดำเนินบทบาทที่นำไปสู่สันติภาพอย่างแท้จริง
ดังนั้น เพื่อให้สหรัฐฯ หันมาสนับสนุนประเทศไทยในบริบทของความขัดแย้งชายแดนนี้ได้อย่างเต็มที่ สิ่งสำคัญคือไทยต้องแสดงออกถึงความมุ่งมั่นอย่างแน่วแน่ และจริงจังในการยุติความขัดแย้งและมุ่งสู่ข้อตกลงสันติภาพระยะยาวกับกัมพูชาอย่างเป็นรูปธรรม การปฏิบัติตามข้อตกลงหยุดยิง และสร้างกลไกในการแก้ไขปัญหาเขตแดนอย่างสันติวิธี จะเป็นสัญญาณที่ชัดเจนที่สุดที่ส่งไปถึงสหรัฐฯว่า ไทยมีความรับผิดชอบและพร้อมที่จะเป็นส่วนหนึ่งของการสร้างเสถียรภาพในภูมิภาค การแสดงออกถึงการยอมรับหลักการและกลไกสากลในการแก้ไขปัญหาความขัดแย้ง รวมถึงการเปิดกว้างต่อบทบาทของผู้สังเกตการณ์หรือคนกลางหากจำเป็น จะช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้กับสหรัฐฯ ว่าไทยกำลังดำเนินไปในทิศทางที่ถูกต้อง และเป็นประโยชน์ต่อทั้งสองฝ่าย ซึ่งจะนำไปสู่การสนับสนุนจากสหรัฐฯ ทั้งในด้านการทูต การเมือง และอาจรวมถึงความร่วมมือด้านอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับการสร้างสันติภาพในระยะยาวด้วย
กัมพูชาได้จีนไปเป็นพันธมิตรแล้ว เราจะเดินออกจากสหรัฐฯหรอ ถ้าไม่อยากเสียพันธมิตรนี้ไป ก็ไม่ควรให้คนสื่อสารของรัฐบาลพูดเรื่องรบต่อ รบต่อ รบต่อ อีกต่อไป


