หน้าแรก การเมือง ปชน. แนะรพ.ยึ...

ปชน. แนะรพ.ยึดหลักสากล ขอทบทวนงดรับผู้ป่วยเขมร เอาเรื่องมนุษยธรรม คงความได้เปรียบเวทีโลก

31.07.25 | 11:55 น.

พรรคประชาชน ยก อนุสัญญาเจนีวาเทียบ หลัง รพ.ประกาศงดรับผู้ป่วยเขมร ขอทบทวน ย้ำต้องยึดหลักมนุษยธรรมตามกฎหมายสากล เพื่อคงความได้เปรียบในเวทีโลก แนะแก้นโยบายเลือกปฏิบัติด่วน 

เมื่อวันที่ 31 กรกฎาคม พรรคประชาชน เปิดเผยถึงกรณี โรงพยาบาลสรรพสิทธิประสงค์ จ.อุบลราชธานี ออกหนังสือประกาศเรื่องการยกเลิกปฏิบัติงานชั่วคราวของผู้สื่อสารชาวกัมพูชา และการให้บริการผู้ป่วยชาวกัมพูชา โดยระบุว่า “ทางเดียวของไทย คือต้องกอดหลักมนุษยธรรมตามกฎหมายสากล แก้นโยบายเลือกปฏิบัติโดยด่วน 

จากกรณีที่โรงพยาบาลสรรพสิทธิประสงค์ จ.อุบลราชธานี ออกหนังสือประกาศเรื่องการยกเลิกปฏิบัติงานชั่วคราวของผู้สื่อสารชาวกัมพูชา และการให้บริการผู้ป่วยชาวกัมพูชาโดยมีรายละเอียด คือ

1. ยกเลิกการปฏิบัติงานชั่วคราวของผู้ช่วยสื่อสารชาวกัมพูชา และจิตอาสาต่างประเทศ
2. ปิดการให้บริการ SMC Premium ชั่วคราว
3. ยกเลิกการรับยาแทน และงดรับเคสใหม่ผู้ป่วยชาวกัมพูชา
4. ผู้ป่วยชาวกัมพูชาที่ยังนอนรักษาอยู่ในโรงพยาบาล ให้จำกัดพื้นที่ให้ชัดเจน

มีผลตั้งแต่วันที่ 31 กรกฎาคม ถึง 10 สิงหาคม 2568

Advertisement

พรรคประชาชนมีความเห็นว่า ประเทศไทยจะสามารถหยัดยืนในเวทีนานาชาติได้อย่างภาคภูมิใจ และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในช่วงสถานการณ์การใช้กำลังปะทะกันระหว่างประเทศนั้น ก็ด้วยการยึดมั่นหลักมนุษยธรรมและหลักกฎหมายระหว่างประเทศอย่างเคร่งครัด เพื่อเป็นหลักประกันว่าประเทศไทยจะไม่ดำเนินการใดๆ ที่ทำให้ไทยเสียเปรียบในเวทีระหว่างประเทศ

โดยเฉพาะอย่างยิ่ง อนุสัญญาเจนีวา 4 ฉบับ ลงวันที่ 12 สิงหาคม 2492 โดยประเทศไทยได้ลงนามเมื่อปี 2497 ว่าด้วยกฎการทำสงครามและหลักสิทธิมนุษยชนในยามสงคราม โดยเฉพาะ ภาค 2 ข้อ 12 “ผู้สังกัดในกองทัพและบุคคลอื่นที่จะได้กล่าวถึงในข้อต่อไปนี้ ซึ่งบาดเจ็บหรือป่วยไข้ จะต้องได้รับความเคารพและคุ้มครองในทุกพฤติการณ์ บุคคลเหล่านี้ จะต้องได้รับการปฏิบัติและรักษาพยาบาลด้วยมนุษยธรรมโดยคู่พิพาทซึ่งตนตกอยู่ในอำนาจ โดยไม่คำนึงถึงลักษณะความแตกต่างอันเป็นผลเสื่อมเสียเนื่องมาแต่เพศ เชื้อชาติ สัญชาติ ศาสนา ความคิดเห็นทางการเมือง หรือเหตุอื่นใดที่คล้ายคลึงกัน…”

การเลือกปฏิบัติของโรงพยาบาลในการรักษาผู้ป่วย ถือว่าขัดต่อหลัก International Humanitarian Law จะทำให้ประเทศไทยเสียหายมากในเวทีโลก และเสี่ยงต่อการถูกกัมพูชานำไปขยายผลในเวทีระหว่างประเทศ

พรรคประชาชนได้รับข้อมูลว่ากระทรวงสาธารณสุขและแพทยสภา รวมถึง ศบ.ทก. ได้รับแจ้งเรื่องนี้แล้ว ขอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งออกแนวปฏิบัติที่ชัดเจนสอดคล้องกับหลักสากล

พรรคประชาชนขอย้ำอีกครั้งว่าความขัดแย้งครั้งนี้เป็นเรื่องระหว่างรัฐต่อรัฐ เราไม่ต้องการให้ความขัดแย้งบานปลายกลายเป็นความขัดแย้งเกลียดชังระหว่างประชาชนเพราะถึงที่สุดแล้ว ไทยและกัมพูชายังจะต้องกลับมามีความสัมพันธ์ต่อกันในฐานะประเทศเพื่อนบ้านที่มีการติดต่อแลกเปลี่ยนทั้งทางเศรษฐกิจและสังคมต่อไป”

ทั้งนี้ ยังได้มีนักการเมือง นักขับเคลื่อนสังคมหลายคนออกมาให้ความเห็นเกี่ยวกับประเด็นกังกล่าวอีกด้วย อาทิ อังคณา นีละไพจิตร สมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) อดีตกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ได้โพสต์ผ่านเฟซบุ๊ก Angkhana Neelapaijit ระบุว่า “ถ้าจริงถือเป็นเรื่องใหญ่และสำคัญมาก เป็นการเลือกปฏิบัติ และขัดกับกฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศ (International Human Rights Law) เพราะการช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมถือเป็นหน้าที่ของบุคคลากรทางการแพทย์ ที่ต้องให้ความช่วยเหลือบุคคลทุกคนโดยไม่เลือกปฏิบัติทางเชื้อชาติ ศาสนา ความเห็นต่างทางการเมืองฯ โดยเฉพาะในภาวะความขัดแย้งและสงคราม ถ้าโรงพยาบาลสรรพสิทธิ์ประสงค์ ไม่ยกเลิกคำสั่ง เรื่องนี้อาจถูกนำไปถกแถลงในเวทีระหว่างประเทศ และจะเป็นผลลบต่อประเทศไทยอย่างมาก”

รวมถึง นายสุนัย ผาสุก ที่ปรึกษาองค์กรฮิวแมนไรท์ วอทช์ ประจำประเทศไทย ได้โพสต์ผ่านแอพพลิเคชั่น X ระบุว่า “อย่าหาทำ! โรงพยาบาลสรรพสิทธิประสงค์ ประกาศงดรับผู้ป่วยชาวกัมพูชา แบบนี้เข้าข่ายเลือกปฏิบัติทางเชื้อชาติ (Racial Discrimination) ขัดกติการะหว่างประเทศ และขัดจรรยาบรรณแพทย์ แล้วมิหนำซ้ำ เดี๋ยวรัฐบาลกัมพูชาก็จะเอาไปขยายผลฟ้องนานาชาติ”