หน้าแรก การเมือง ชาตรี อดีตผู้...

ชาตรี อดีตผู้สมัครตุลาการศาลรธน. ร้องผู้ตรวจ ส.ว.โหวตไม่เห็นชอบ ไม่แจงเหตุผล เข้าข่ายขัดรธน.

2.08.25 | 09:33 น.

ชาตรี อดีตผู้สมัครตุลาการศาลรธน. ร้องผู้ตรวจการแผ่นดิน เหตุ ส.ว.โหวตไม่เห็นชอบ ไม่แจงเหตุผล เข้าข่ายขัดรธน. ขอศาลกำหนดมาตรการชั่วคราวให้ วุฒิสภา หยุด-ระงับการสรรหา ตุลาการศาลรธน.ไปก่อน

เมื่อวันที่ 2 สิงหาคม ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ilaw เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 25 กรกฎาคม 2568 นายชาตรี อรรจนานันท์ อดีตผู้สมัครตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ยื่นคำร้องไปยังผู้ตรวจการแผ่นดินเพื่อให้เสนอเรื่องไปยังศาลรัฐธรรมนูญว่า การไม่ชี้แจงเหตุผลในการลงมติให้ความเห็นชอบผู้ได้รับการเสนอชื่อให้ดำรงตำแหน่งตุลาการศาลรัฐธรรมนูญของวุฒิสภาเมื่อวันที่ 18 มีนาคม 2568 ขัดรัฐธรรมนูญหรือไม่ พร้อมขอให้เพิกถอนมติวุฒิสภาในครั้งที่ไม่เห็นชอบตนและในครั้งที่เห็นชอบสราวุธ ทรงศิวิไลเป็นตุลาการศาลรัฐธรรมนูญคนใหม่

ในคำร้องของชาตรี อรรจนานันท์ที่ยื่นต่อผู้ตรวจการแผ่นดินเพื่อเสนอเรื่องไปยังศาลรัฐธรรมนูญให้มีคำวินิจฉัยตามประเด็น ดังนี้

1.ขอให้เพิกถอนมติที่ประชุมวุฒิสภาในการให้ความเห็นชอบตุลาการศาลรัฐธรรมนูญเมื่อวันที่ 18 มีนาคม 2568
2.หากศาลเพิกถอนมติเมื่อวันที่ 18 มีนาคม 2568 แล้วขอให้ศาลเพิกถอนและยกเลิกกระบวนการสรรหาครั้งใหม่ที่มีขึ้นและกระบวนการให้ความเห็นชอบเมื่อวันที่ 22 กรกฎาคม 2568 ด้วย
3.ขอให้ศาลกำหนดมาตรการชั่วคราวก่อนวินิจฉัยด้วยการสั่งวุฒิสภาให้หยุดหรือระงับการสรรหาตุลาการศาลรัฐธรรมนูญไปก่อน

การยื่นคำร้องของชาตรีเป็นการใช้สิทธิตามรัฐธรรมนูญ 2560 มาตรา 213 ที่ระบุว่าบุคคลผู้ถูกละเมิดสิทธิหรือเสรีภาพที่รัฐธรรมนูญคุ้มครองไว้มีสิทธิยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญเพื่อให้มีคำวินิจฉัยว่าการกระทำนั้นขัดหรือแย้งกับรัฐธรรมนูญ ซึ่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ 2561 (พ.ร.ป.ศาลรัฐธรรมนูญฯ) มาตรา 46 กำหนดว่าผู้ที่จะใช้สิทธิตามรัฐธรรมนูญ 2560 มาตรา 213 จะต้องยื่นคำร้องไปยังผู้ตรวจการแผ่นดินก่อน เมื่อผู้ตรวจการแผ่นดินมีความเห็นแล้วจึงค่อยยื่นคำร้องต่อศาลภายใน 90 วันนับจากที่ได้รับแจ้งความเห็นของผู้ตรวจการแผ่นดิน

Advertisement

ย้อนกลับไปในวันที่ 18 มีนาคม 2568 ที่ประชุมวุฒิสภามีวาระในการให้ความเห็นชอบผู้ดำรงตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ โดยก่อนหน้านั้นคณะกรรมการสรรหาได้เสนอชื่อศาสตราจารย์สิริพรรณ นกสวน สวัสดี อาจารย์ประจำภาควิชารัฐศาสตร์ คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยและชาตรี อรรจนานันท์ อดีตเอกอัคราชทูตไทยประจำกรุงเฮก ประเทศเนเธอร์แลนด์ เพื่อให้วุฒิสภาให้ความเห็นชอบ แต่วุฒิสภามีมติ “ไม่เห็นชอบ” ผู้ได้รับการเสนอชื่อทั้งสองราย ส่งผลให้ต้องมีการรับสมัครและสรรหาตุลการศาลรัฐธรรมนูญคนใหม่อีกครั้ง

นอกจากการเริ่มต้นกระบวนการรับสมัครและสรรหาใหม่แล้วพ.ร.ป.ศาลรัฐธรรมนูญฯ มาตรา 12 วรรคเก้า ระบุไว้ว่า เมื่อวุฒิสภาไม่เห็นชอบผู้สมัครรายใดหรือทั้งชุดแล้ว จะต้องส่งรายชื่อผู้ที่ไม่ได้รับการเห็นชอบนั้นกลับไปยังคณะกรรมการสรรหาพร้อมด้วยเหตุผลภายใน 60 วันนับแต่วันที่วุฒิสภาไม่ให้ความเห็นชอบ

ชาตรีระบุในคำร้องว่า ตนได้เคยยื่นหนังสือขอทราบเหตุผลในการไม่ให้ความเห็นชอบตนต่อประธานวุฒิสภา และในเมื่อวันที่ 19 พฤษภาคม 2568 ซึ่งนับเป็นวันที่ 62 จากวันที่วุฒิสภาไม่ให้ความเห็นชอบ สำนักงานเลขาธิการวุฒิสภาได้ชี้แจงเป็นหนังสือว่าการพิจารณาลงมติตุลาการศาลรัฐธรรมนูญเป็นการประชุมลับ ที่ประชุมจะอภิปรายหรือแสดงความคิดเห็นอย่างไรถือเป็นดุลพินิจและเอกสิทธิ์ของสมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) แต่ละคน จึงไม่ได้มีการบันทึกเหตุผลว่าวุฒิสภาไม่ให้ความเห็นชอบด้วยเหตุผลใด

ในคำร้องชาตรีปฏิเสธว่า การตอบกลับของสำนักงานเลขาธิการวุฒิสภาไม่ใช่การชี้แจงเหตุผลที่กำหนดไว้ใน พ.ร.ป.ศาลรัฐธรรมนูญฯ มาตรา 12 วรรคเก้า เขาแย้งว่าการให้เหตุผลตามมาตราข้างต้นจะต้องเกิดขึ้นในการอภิปรายก่อนที่ที่ประชุมจะลงมติว่าเห็นชอบหรือไม่ และแม้ว่าจะเป็นการประชุมลับเขายังเห็นว่าวุฒิสภาสามารถชี้แจงเหตุผลในการไม่ให้ความเห็นชอบได้ ชาตรีสรุปในประเด็นนี้ว่าการตอบกลับของสำนักงานเลขาธิการวุฒิสภาเป็นเครื่องยืนยันว่าวุฒิสภากำลังดำเนินการที่ขัดต่อพ.ร.ป. ศาลรัฐธรรมนูญฯ มาตรา 12 วรรคเก้าและการลงคะแนนในครั้งนั้นถือว่าเป็นการออกเสียงลงคะแนนที่ “ไม่มีเหตุผล”

ในคำร้องยังระบุว่าการดำเนินการของวุฒิสภาในการไม่ให้ “เหตุผล” เป็นการขัดต่อรัฐธรรมนูญ 2560 มาตรา 3 วรรคสองที่ระบุให้รัฐสภาต้องปฏิบัติหน้าที่ตามรัฐธรรมนูญ กฎหมาย นิติธรรม เพื่อประโยชน์สุขของประเทศชาติ เพราะการให้เหตุผลเป็นหนึ่งในกลไกการถ่วงดุลและตรวจสอบซึ่งกันและกันระหว่างคณะกรรมการสรรหาและวุฒิสภา

นอกจากนี้ในพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยผู้ดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระอื่นไม่ว่าจะเป็นผู้ตรวจการแผ่นดิน คณะกรรมการสิทธิมนุษยชน คณะกรรมการการเลือกตั้ง คณะกรรมการการป้องกันและปราบปรามการทุจริต และผู้ตรวจเงินแผ่นดิน ล้วนไม่มีมาตราใดที่ระบุว่าเมื่อวุฒิสภาไม่ให้ความเห็นชอบแล้วจะต้องส่งเหตุผลไปยังคณะกรรมการสรรหา มีเพียงแค่ตำแหน่งตุลาการศาลรัฐธรรมนูญเท่านั้นที่กำหนดไว้ในลักษณะนี้

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง