หน้าแรก การเมือง รบ.ฝ่าวิกฤตร้...

รบ.ฝ่าวิกฤตร้อน การเมือง-ศก.รุม ชี้วัดอนาคต ‘ครม.’

3.08.25 | 13:17 น.

รัฐบาล น.ส.แพทองธาร ชินวัตร บริหารประเทศเข้าสู่เดือนสิงหาคม ท่ามกลางปัจจัยร้อนทั้งทางการเมือง ความมั่นคงชายแดนไทยกับกัมพูชา และปัญหาเศรษฐกิจที่รุมเร้า เขย่าเสถียรภาพและคะแนนนิยม ของทั้งตัวนายกรัฐมนตรีและสถานะของรัฐบาลผสมอันมีพรรคเพื่อไทย (พท.) เป็นแกนนำ ผ่าน 3 ปัจจัยร้อน

ปัจจัยแรก คือ สถานการณ์สู้รบกันระหว่างกองทัพไทยกับกองทัพกัมพูชา ตลอดแนว 7 จังหวัดชายแดน ได้แก่ อุบลราชธานี สุรินทร์ ศรีสะเกษ บุรีรัมย์ สระแก้ว ตราด และจันทบุรี ที่มีการปะทะกันตั้งแต่วันที่ 24 กรกฎาคม ก่อนที่ผู้นำทั้งสองประเทศจะเจรจาและมีข้อตกลงหยุดยิงโดยไม่มีเงื่อนไข ตั้งแต่เวลา 24.00 น. วันที่ 28 กรกฎาคม แต่เหตุการณ์สู้รบดังกล่าวได้ส่งผลกระทบต่อความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนใน 7 จังหวัด รวม 278,506 ครัวเรือน ประชาชน 839,935 คน มีผู้เสียชีวิต 16 ราย บาดเจ็บ 38 ราย ขณะที่เจ้าหน้าที่ทหารเสียชีวิต 15 นาย บาดเจ็บกว่า 100 นาย

โดยทั้งสองประเทศได้กลับมาใช้กลไกแบบทวิภาคีแก้ไขปัญหาความขัดแย้ง ผ่านการประชุมคณะกรรมการชายแดนทั่วไป (จีบีซี) ระหว่างไทยกับกัมพูชา ที่จะมีขึ้นในวันที่ 4 สิงหาคมนี้ ซึ่งต้องติดตามว่าผลการประชุมผ่านกลไกดังกล่าวจะยุติความขัดแย้งของทั้งสองประเทศได้หรือไม่

สถานการณ์สู้รบพื้นที่ชายแดนไทยกับกัมพูชา บทบาทการปกป้องอธิปไตยทั้งด้วยกำลังทหารและการสื่อสารตอบโต้ฝ่ายตรงข้าม ซึ่งเป็นหน้าที่ของกองทัพโดยตรงกลับช่วงชิงบทบาทนำ และสร้างความเชื่อมั่นต่อประชาชนได้มากกว่า บทบาทการบริหารและแก้ไขสถานการณ์ของรัฐบาล ที่หลายฝ่ายวิจารณ์ว่าอยู่ในสถานการณ์ตั้งรับมากกว่าเชิงรุก ทั้งในเกมการเมืองระหว่างประเทศและในเชิงการทูตที่มีเสียงสะท้อนว่า ยังต้องตามแก้เกมของรัฐบาลกัมพูชาในหลายเรื่อง โดยเฉพาะการปฏิบัติการข้อมูลข่าวสาร (ไอโอ) ที่รัฐบาลและกระทรวงการต่างประเทศต้องตามชี้แจงแก้ไขประเด็นบิดเบือนของรัฐบาลกัมพูชาแทบจะทุกเวทีนานาชาติ

ปัจจัยที่สอง คือ การแก้ปัญหาภาษีต่างตอบแทน ที่รัฐบาลสหรัฐเรียกเก็บจากสินค้าไทยในอัตรา 36% ที่จะครบเดดไลน์มีผลบังคับใช้ตามประกาศของ “โดนัลด์ ทรัมป์” ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา ในวันที่ 1 สิงหาคมนี้

Advertisement

หากผลการเจรจาระหว่างทีมไทยแลนด์ ที่นำโดย “พิชัย ชุณหวชิร” รองนายกฯและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กับผู้แทนการค้าสหรัฐอเมริกา (USTR) ได้ตัวเลขอัตราภาษีต่างตอบแทนของไทย ลงมาที่ตัวเลข 19% ใกล้เคียงกับอัตราที่กลุ่มประเทศอาเซียนได้รับ อันจะส่งผลให้ภาคการส่งออกของไทยยังพอแข่งขันกับกลุ่มประเทศอาเซียนได้ ซึ่งจะช่วยลดแรงเสียดทานจากการแก้ปัญหาเศรษฐกิจปากท้อง ทั้งจากภาคประชาชนและภาคธุรกิจต่อรัฐบาลได้ในระดับหนึ่ง หากอัตราภาษีต่างตอบแทนที่ไทยได้รับออกมาในตัวเลขไม่เป็นไปตามที่รัฐบาลคาดหวัง จะกลายเป็นอีกโจทย์ร้อนเพิ่มให้กับรัฐบาล โดยเฉพาะทีมเศรษฐกิจต้องเร่งแก้ปัญหาเฉพาะหน้าเพื่อไม่ให้เกิดผลกระทบต่อภาคธุรกิจของประเทศ

ส่วน ปัจจัยที่สาม คดีคลิปเสียงสนทนาระหว่าง น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกฯและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม กับ สมเด็จฯฮุน เซน ประธานวุฒิสภากัมพูชา ที่ศาลรัฐธรรมนูญรับคำร้องของสมาชิกวุฒิสภายื่นให้

ตรวจสอบว่า นายกฯไม่มีความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์ และฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรงว่า ความเป็นรัฐมนตรีของผู้ถูกร้อง สิ้นสุดลงตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 170 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 160 (4) และ (5) หรือไม่ ซึ่งศาลรัฐธรรมนูญสั่งให้นายกฯหยุดปฏิบัติหน้าที่ชั่วคราว และได้อนุญาตนายกฯขยายเวลาชี้แจงคำร้องในครั้งที่สองถึงวันที่ 4 สิงหาคมนี้ เป็นครั้งสุดท้าย โดยหากศาลรัฐธรรมนูญเห็นว่า ข้อเท็จจริงเพียงพอต่อการวินิจฉัยแล้ว ก็จะนัดวันอ่านคำวินิจิฉัยให้ผู้ร้องและผู้ถูกร้องมารับฟังต่อไป

โดยผลของคดีคลิปเสียงนายกฯ แกนนำรัฐบาลประเมินไว้ 3 แนวทาง คือ 1.นายกฯไม่พ้นความเป็นรัฐมนตรี ก็จะเดินหน้าบริหารประเทศได้ต่อ 2.พ้นความเป็นรัฐมนตรี ตามขั้นตอนที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรจะต้องโหวตเลือกนายกฯ คนใหม่ โดยพรรคเพื่อไทย (พท.) พร้อมเสนอ “ชัยเกษม นิติสิริ” แคนดิเดตนายกฯ ของพรรค พท.อีก 1 คน ให้ที่ประชุมสภาโหวตเลือก แต่ยังต้องลุ้นว่าในขั้วของพรรคร่วมฝ่ายค้าน ที่ยังมีชื่อ “อนุทิน ชาญวีรกูล” ส.ส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย (ภท.) เป็นแคนดิเดตนายกฯอยู่ จะเสนอชื่อต่อที่ประชุมสภา แข่งชิงตำแหน่งนายกฯด้วยหรือไม่

และ 3.หากการเมืองในขั้วพรรคร่วมรัฐบาลเดิมเกิดความขัดแย้งเดินหน้าต่อไม่ได้ พรรค พท.อาจใช้แนวทาง ให้รักษาราชการแทนนายกฯ ยุบสภา เพื่อเปิดให้มีการจัดการเลือกตั้งทั่วไปใหม่ ภายใน 45 แต่ไม่เกิน 60 วัน ระหว่างนี้ รัฐบาลพรรค พท.ยังทำหน้าที่รัฐบาลรักษาการไปจนกว่าจะมีการจัดตั้งคณะรัฐมนตรี (ครม.) ชุดใหม่เสร็จสิ้น

คดีคลิปเสียงนายกฯ หากผลออกมาในทางบวก น.ส.แพทองธารสามารถทำหน้าที่นายกฯต่อได้อย่างมีอำนาจเต็ม แต่ต้องปรับการทำงานในเชิงรุกมากขึ้น โดยต้องเร่งขับเคลื่อนนโยบายเรือธงที่สำคัญๆ ของพรรค พท. ให้เป็นรูปธรรมจับต้องให้ได้มากที่สุด เพื่อฟื้นคืนคะแนนนิยมและความเชื่อมั่นให้กลับมายังตัวนายกฯ และพรรค พท. ในห้วงเวลาที่เหลืออยู่ของรัฐบาลแพทองธาร

แต่หากจะต้องมีการเปลี่ยนแปลงตำแหน่งนายกฯ จะด้วยเหตุใดก็ตาม ก็ควรให้เป็นไปตามกลไกของรัฐธรรมนูญ ไม่ควรไปหาช่องทางหรือวิธีการพิเศษ ที่ขัดกับฉันทามติของประชาชน ผ่านการเลือกตั้ง ตามครรลองของระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข