หน้าแรก การเมือง ภัณฑิล ชี้ พิ...

ภัณฑิล ชี้ พิเชษฐ์ สวมหมวก 2 ใบ ทำขัดกันแห่งผลประโยชน์ ไม่ขัดฝ่ายค้านยื่นสอบต่อ

2.08.25 | 15:44 น.

ภัณฑิล ชี้ พิเชษฐ์ สวมหมวก 2 ใบทำขัดกันแห่งผลประโยชน์ ยังอุบเดินหน้ายื่นศาลรัฐธรรมนูญสอยเคสอื่นต่อหรือไม่

เมื่อวันที่ 2 สิงหาคม นายภัณฑิล น่วมเจิม ส.ส.กทม. พรรคประชาชน ในฐานะผู้ร้อง ให้สัมภาษณ์ถึงการตัดสินของศาลรัฐธรรมนูญให้นายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน รองประธานสภาผู้แทนราษฎรคนที่ 1 พ้นจากตำแหน่ง ส.ส.เชียงราย และเพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้ง 10 ปี เนื่องจากมีพฤติกรรมที่ขัดกับรัฐธรรมนูญ มาตรา 144 กรณีโยกงบประมาณลงพื้นที่ตัวเองนั้น จะมีการขยายผลไปยังกรณีอื่นหรือไม่ ว่า กรณีงบประมาณโครงการขนาดใหญ่ที่ถูกแปรเปลี่ยนมาจากเดิม ที่นายพิเชษฐ์ขอไว้เป็นงบอบรมสัมมนาได้ถูกระงับยับยั้งไว้เป็นส่วนใหญ่ หรือในบางโครงการก็มีการปรับลดงบประมาณไปให้มีความสอดคล้องกับความจำเป็นและเหมาะสมมากขึ้น รวมทั้งประเมินถึงความคุ้มค่าด้วย

เมื่อถามถึงกรณีมีการมองว่าหากตรวจสอบต่อไปจะมี ส.ส.ซีกรัฐบาลจำนวนมากที่เข้าข่ายกรณีนายพิเชษฐ์ ข้อเท็จจริงเรื่องนี้เป็นอย่างไร นายภัณฑิลกล่าวว่า มันต้องแยกว่า ส.ส.ที่จะโดน โดนในเคสใด เพราะต้องเรียนให้ทราบว่า นายพิเชษฐ์มี 2 หมวก คือหมวกที่เป็น ส.ส.เป็นตัวแทนประชาชน และหมวกที่เป็นรองประธานสภา เป็นเหมือนฝ่ายบริหาร ฝ่ายการเมืองของข้าราชการประจำรัฐสภา ซึ่งในหมวกหนึ่งก็มีหน้าที่ที่สามารถกำหนดนโยบายเฉกเช่นเดียวกับ รมว.หรือ รมช.ที่เป็นฝ่ายบริหาร การกำหนดนโยบายนั้นไม่ได้ผิด ตราบใดถ้าไม่มีการขัดกันแห่งผลประโยชน์ที่เหมือนชงเองตบเอง คือฉันทำนโยบายนี้ แล้วสุดท้ายไปกำกับนโยบายดังกล่าวเพื่อให้ทุกคนมาผ่านฉัน และเอาเงินไปลงในเขตตัวเองเพื่อสร้างความนิยมให้กับตัวเอง มันเหมือนเป็นผลประโยชน์ส่วนตัวกับผลประโยชน์ของส่วนรวมที่มันแยกกันไม่ออกและทับซ้อนกัน

อันนี้จะเป็นลักษณะเฉพาะในกรณีของนายพิเชษฐ์ ซึ่งมี 2 หมวก ที่ใช้อำนาจของตัวเองเพื่อประโยชน์ส่วนตัว ซึ่งถ้าเผื่อเขาจะเอาไปอบรมสัมมนาทั่วประเทศจริงๆ ก็อาจจะไม่ได้ผิดก็ได้ ซึ่งเขาเป็นคนสั่งการให้มีเรื่องเหล่านี้ และเอาไปลงในพื้นที่ตัวเอง คำขอก็มาจากชาวบ้านในเขตพื้นที่ตัวเอง แถมเรื่องนี้อาจจะไม่ได้อยู่ในคำพิพากษาคำวินิจฉัยของศาล คือส่วนใหญ่แล้วงบที่ขอไปก็ไม่ได้ทำ แต่เอามาอ้างเฉยๆ อ้างกลุ่มสตรี เยาวชน และประชาชน แต่สุดท้ายแปรเปลี่ยนงบประมาณไปออกแบบทำเรื่องอย่างอื่น อันนี้ก็ซ้ำร้ายกว่าเดิมและเป็นความคิดเชิงนโยบายที่เราเข้าไปพยายามระงับยับยั้งไม่ให้เกิดความเสียหาย เช่น เอาเป็นออกแบบที่จอดรถ เป็นต้น เพราะขอเอาไว้อย่างแต่เอาไปทำอีกอย่างหนึ่งมันก็ไม่ตรงปก คิดว่าเป็นเรื่องที่ไม่เหมาะสมและลักไก่ในการที่จะทำเรื่องที่ไม่ได้มีการมาขออนุญาตสภาก่อน” นายภัณฑิลกล่าว

ถามว่าพรรคประชาชนหรือฝ่ายค้านจะมีการยื่นตรวจสอบกรณีอื่นอีกหรือไม่ นายภัณฑิลกล่าวว่า ประเด็นที่ตนตรวจสอบและติดตามอยู่เป็นจะประเด็นรัฐสภาเป็นหลัก เพราะตนในฐานะ ส.ส.เป็นผู้ใช้งานอาคารรัฐสภา ซึ่งสภาต้องมีหมุดหมายที่จะให้บริการประชาชนอย่างมีประสิทธิภาพรวมถึงทำหน้าที่หลักของเราในการตรวจสอบการทำงานของฝ่ายบริหารคือการตรวจสอบงบประมาณ เราจึงต้องยึดหลักตรงนี้ให้มั่นว่า เราไม่สามารถที่จะไปมีส่วนได้ส่วนเสียกับงบประมาณได้เพราะเราเป็นฝ่ายตรวจสอบ

Advertisement

ส่วนหากจะมีพรรคการเมืองฝ่ายค้านหรือภาคประชาชนอื่น ไปยื่นตรวจสอบต่อก็สามารถดำเนินการได้ใช่หรือไม่ นายภัณฑิลกล่าวว่า ใช่ โดยต้องดูว่ามีมูลหรือเปล่า ซึ่งเรื่องที่ตนได้อภิปรายร่าง พ.ร.บ.งบประมาณฯไปในวาระ 1 สืบจนถึงการวินิจฉัย ก็เพราะว่ามีข้าราชการรัฐสภาเขารู้สึกว่าเดือดร้อนมาก การมีเรื่องที่จะทำให้เขาสุ่มเสี่ยงต่อการกระทำความผิดต่างๆ ซึ่งเขาได้ทักท้วงไว้แล้วตั้งแต่ต้น ซึ่งตนไม่ได้เป็นคนทำข้อมูลหรือชี้เบาะแส แต่มีคนทำข้อมูลและมาผ่านช่องทาง ซึ่งตนใช้เวทีสภาในการอภิปรายและทำให้เป็นกระแสสังคม จนยื่นต่อศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งประชาชนทุกคนน่าจะเห็นตรงกันว่ามันไม่ถูกต้อง ผ่านกระบวนการที่ผิด สุดท้ายก็ยืนยันได้ด้วยศาลรัฐธรรมนูญ ถึงแม้ว่าเราจะชอบหรือไม่ชอบตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ แต่เขาก็มีหน้าที่วินิจฉัยไปตามกฎหมายว่ามาตรา 144 มันห้าม ส.ส.เข้าไปยุ่งเกี่ยวกับเงินงบประมาณ ไม่ว่าทางตรงหรือทางอ้อม ซึ่งเป็นไปตามกระบวนการ