หมายเหตุ – คำบรรยายอย่างเป็นทางการของฝ่ายไทยต่อคณะทูตทหาร และสื่อต่างประเทศถึงสาเหตุการปะทะของทหารไทย-กัมพูชา ที่มณฑลทหารบกที่ 22 (มทบ.22) ค่ายสรรพสิทธิประสงค์ อ.วารินชำราบ จ.อุบลราชธานี
มีวัตถุประสงค์เพื่อชี้แจงข้อเท็จจริงอย่างตรงไปตรงมาเกี่ยวกับเหตุการณ์ความขัดแย้งที่เกิดขึ้นตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา พร้อมทั้งนำเสนอการดำเนินงานของกองทัพ ในการรักษาอธิปไตย และยึดมั่น
ในหลักกฎหมายระหว่างประเทศ และย้ำถึงความมุ่งมั่นของกองทัพที่จะแก้ปัญหา ด้วยทวิภาคีที่ไทยและกัมพูชามีอยู่ ด้วยความจริงใจและโดยสันติวิธีมาโดยตลอด
โดยมีหัวข้อบรรยายสรุปสาระสำคัญ ดังนี้ 1.ลำดับเหตุการณ์และข้อเท็จจริง 2.สถานการณ์ปัจจุบัน 3.การตอบโต้การบิดเบือนข้อมูลของฝ่ายกัมพูชา
1.ลำดับเหตุการณ์และข้อเท็จจริง
1.1 ลำดับเหตุการณ์ ตั้งแต่ต้นปี 2568 ฝ่ายกัมพูชาดำเนินการยั่วยุ เพื่อสร้างความตึงเครียด ด้วยกิจกรรมทางทหาร และพลเรือน โดยมีลำดับเหตุการณ์ที่สำคัญ ดังนี้
-13 ก.พ.68 การพานักท่องเที่ยวขึ้นมาร้องเพลงปลุกใจในพื้นที่ปราสาทตาเมือนธม
-28 ก.พ.68 การเผาศาลาตรีมุข ซึ่งเป็นสิ่งก่อสร้างเชิงสัญลักษณ์ด้านความร่วมมือระหว่างประเทศ ระหว่างไทย กัมพูชา และ สปป.ลาว
-ห้วงเดือน มี.ค.-เม.ย.68 ทหารกัมพูชาดัดแปลงภูมิประเทศบริเวณแนวชายแดน เพื่อวัตถุประสงค์ทางการทหาร เช่น การเสริมความแข็งแรงของที่มั่น การปรับปรุงเส้นทาง และการขยายแนวเขตคูติดต่อเพิ่มเติมเข้ามาในเขตประเทศไทย
-ห้วงเดือน เม.ย.-พ.ค.68 ฝ่ายกัมพูชาได้เคลื่อนย้ายกำลังพลเพิ่มเติม และอาวุธยุทโธปกรณ์เข้ามาประชิดชายแดนไทย-กัมพูชา เพิ่มมากขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ตามที่มีหลักฐานการพิสูจน์ทราบจากการวิเคราะห์ภาพถ่ายดาวเทียมของนักวิจัยชาวออสเตรเลีย ต่อมาฝ่ายกัมพูชาได้รุกล้ำเข้ามาในเขตแดนของไทย โดยเข้ามาขุดคูติดต่อ
-28 พ.ค.68 กัมพูชาเริ่มเปิดฉากการยิง (Skirmish) ระหว่างหน่วยในพื้นที่ โดยฝ่ายไทยได้ตอบโต้เพื่อเป็นการป้องกันตัว บริเวณช่องบก กองทัพ และรัฐบาลไทยพยายามใช้แก้ไขปัญหาแบบทวิภาคี ซึ่งไม่เป็นผล
-ห้วงเดือน ก.ค.68 ทหารกัมพูชาได้รุกล้ำเข้ามาลักลอบวางทุ่นระเบิดสังหารบุคคลหลายพื้นที่ในเขตแดนไทย จนทำให้ทหารไทยที่ออกลาดตระเวนได้รับบาดเจ็บสูญเสียขาจากทุ่นระเบิดสังหารบุคคล PMN-2 ถึง 2 ครั้ง ทำให้เกิดการสูญเสีย ขาขาด 2 นาย และมีบางส่วนบาดเจ็บ ซึ่งเป็นการกระทำที่ฝ่ายกัมพูชาจงใจละเมิดหลักมนุษยธรรมอย่างร้ายแรง อีกทั้งเป็นการจงใจละเมิดอนุสัญญาออตตาวาที่ทั้งไทยและกัมพูชาให้สัตยาบัน นอกจากนั้น ในพื้นที่ดังกล่าวได้ดำเนินการเก็บกู้วัตถุระเบิดภายใต้ความร่วมมือของนานาชาติ จนมีความปลอดภัยเป็นที่ประจักษ์แล้ว
ขณะเดียวกัน ฝ่ายกัมพูชาพยายามแสดงการยั่วยุ โดยส่งทหารกัมพูชาทั้งในเครื่องแบบและนอกเครื่องแบบแสดงเป็นพลเรือน ตลอดจนจัดตั้งมวลชนชาวกัมพูชาจากกรุงพนมเปญและใกล้เคียง เข้ามาในพื้นที่ปราสาทตาควาย ปราสาทตาเมือน และพื้นที่อื่นๆ ตามแนวชายแดน เพื่อจัดกิจกรรมทำคอนเทนต์ แสดงออกในลักษณะยั่วยุนักท่องเที่ยวชาวไทย ประชาชนไทย และทหารไทยในพื้นที่ จนเกิดการกระทบกระทั่งมีความเสี่ยงที่จะเกิดการปะทะกันระหว่างคนไทยและคนกัมพูชาในพื้นที่ปราสาทต่างๆ
1.2 มาตรการควบคุมชายแดน และการเปิดฉากยิงของกัมพูชา
ภายหลังจากทหารไทยเหยียบทุ่นระเบิดสังหารบุคคล PMN-2 ได้รับบาดเจ็บสูญเสียขาอีกครั้งเป็นรายที่สอง สถานการณ์มีแนวโน้มที่จะรุนแรงขึ้น อาจทำให้ประชาชนผู้บริสุทธิ์ได้รับอันตรายจากทุ่นระเบิดสังหารบุคคลดังกล่าว ฝ่ายไทยจึงได้ใช้มาตรการควบคุมชายแดนบริเวณปราสาทตามแนวชายแดนทั้งหมด ด้วยการล้อมรั้วลวดหนาม
24 ก.ค.68 ทหารกัมพูชาเริ่มยิงใส่ทหารไทยที่ประจำ ณ ปราสาทตาเมือนธมก่อน โดยใช้ปืนเล็กยาว, ปืน และเครื่องยิงลูกระเบิด mortar จนนำไปสู่การปะทะกัน จากนั้น ฝ่ายกัมพูชาได้ยกระดับเป็นการใช้กำลังรบ และอาวุธยิงสนับสนุน ปืนใหญ่ และจรวดหลายลำกล้อง BM-21 โจมตีฝ่ายไทยตลอดแนวชายแดน จงใจยิงเป้าหมายพลเรือน ซึ่งห่างจากชายแดน เกือบ 10 กม. ถึง 30 กม.
-โรงพยาบาลพนมดงรัก จ.สุรินทร์
-ปั๊มน้ำมัน PTT บ้านผือ อ.กันทรลักษ์ จ.ศรีสะเกษ
-ร้านค้าสะดวกซื้อ 7-11 บ้านผือ อ.กันทรลักษ์ จ.ศรีสะเกษ
-โรงเรียนในจังหวัดสุรินทร์ และศรีสะเกษ
-บ้านเรือนราษฎร เช่น หมู่บ้านกรวด บ้านกุดเชียง ในพื้นที่ จ.สุรินทร์, บุรีรัมย์, ศรีสะเกษ และอุบลราชธานี
ทำให้พลเรือนบาดเจ็บ 15 ราย เสียชีวิต 36 ราย ซึ่งผู้เสียชีวิต 1 ในนั้นเป็นเด็กอายุเพียง 8 ขวบ และมีราษฎรต้องอพยพจำนวนมากกว่า 150,000 คน
1.3 การตอบโต้ของฝ่ายไทยภายใต้กรอบกฎหมายระหว่างประเทศ
จากเหตุการณ์ดังกล่าวฝ่ายไทยได้ดำเนินการตอบโต้ ภายใต้หลักการแห่งการป้องกันตนเอง (Right of Self-Defense) ตามที่บัญญัติไว้ในกฎหมายระหว่างประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง มาตรา 51 ของกฎบัตรสหประชาชาติ (Article 51 of the UN Charter) ซึ่งระบุว่า “ไม่มีบทบัญญัติใดในกฎบัตรนี้จะกระทบสิทธิของรัฐในการป้องกันตนเองโดยชอบด้วยกฎหมาย หากมีการโจมตีด้วยอาวุธเกิดขึ้นต่อรัฐนั้น”
การตอบโต้ของฝ่ายไทยจึงเป็นการดำเนินการที่ชอบด้วยกฎหมาย และอยู่ภายใต้หลักความจำเป็นและความได้สัดส่วน (Necessity and Proportionality) โดยมีเป้าหมายเพียงเพื่อยับยั้งภัยคุกคาม ลดการสูญเสีย
ของพลเรือน และรักษาเสถียรภาพของอธิปไตยแห่งชาติ ทั้งนี้ ฝ่ายไทยมิได้มีเจตนาที่จะรุกรานหรือกระทำการใดๆ ที่เกินขอบเขตการป้องกันตนเองจากการคุกคามโดยฝ่ายกัมพูชา
ทั้งนี้ ฝ่ายไทยทำการโจมตีเป้าหมายทางทหารเท่านั้น ในขณะที่ฝ่ายกัมพูชาใช้การโจมตีแบบ indiscriminate target ทำให้เกิดการสูญเสียทางพลเรือนของฝ่ายไทย
นอกจากนี้ที่ตั้งอาวุธยิงสนับสนุนในเขตชุมชนพลเรือน เสมือนเป็นใช้โล่มนุษย์ ซึ่งฝ่ายไทยไม่ตอบโต้ไปเป้าหมายดังกล่าว
ถือเป็นการเจตนาละเมิดกฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศและหลักสิทธิมนุษยชนอย่างร้ายแรงจนไม่สามารถให้อภัยได้ และไม่มีประเทศอารยธรรมใดในโลกที่ยอมรับการกระทำซึ่งไร้มนุษยธรรมในลักษณะดังกล่าว
2.สถานการณ์ปัจจุบัน กัมพูชายังคงดำเนินการทางทหาร
2.1 หลังจากมีการเจรจาข้อตกลงหยุดยิงที่มาเลเซีย เมื่อวันที่ 28 ก.ค.68 แล้ว เวลาหลังเที่ยงคืนฝ่ายกัมพูชาได้ละเมิดข้อตกลงการหยุดยิง ในพื้นที่ดังต่อไปนี้
(1) Chong Bok Area, Ubon Ratchathani Province
(2) Sam Tae Area, Si Sa Ket Province
(3) Pha Mor E Daeng, Si Sa Ket Province
(4) Phu Ma Khua/Khanmar Area, Si Sa Ket Province
(5) Phlan Yao Area, Si Sa Ket Province
(6) Ta Kwai Temple, Surin Province
ทั้งนี้ ฝ่ายกัมพูชายังละเมิดข้อตกลงหยุดยิง จนถึงวันที่ 30 ก.ค.68 เวลา 05.10 น.
2.2 และเมื่อวันที่ 31 ก.ค.68 ตรวจพบทหารกัมพูชาเพิ่มเติมกำลังในพื้นที่ตลอดแนวชายแดนไทย และการใช้อากาศยานไร้คนขับของฝ่ายกัมพูชาบินตรวจการณ์ในพื้นที่ตอนในของฝ่ายไทยอย่างมีนัยสำคัญ
3.การตอบโต้การบิดเบือนข้อมูลกัมพูชากล่าวหาว่า
3.1 ไทยรุกรานกัมพูชา และละเมิดกติกาสหประชาชาติ อำนาจอธิปไตย และอาณาเขตรัฐ
ข้อเท็จจริง: ประเทศไทยเป็นรัฐสมาชิกสหประชาชาติที่เคารพในกฎบัตรสหประชาชาติอย่างเคร่งครัด รวมถึงหลักการไม่ใช้กำลังในการแก้ไขข้อพิพาทระหว่างประเทศ (Article 2(4) UN Charter)
-การปฏิบัติของฝ่ายไทยเป็นการป้องกันตนเองอย่างจำเป็นและได้สัดส่วน (necessity & proportionality) ตามสิทธิที่ระบุไว้ใน Article 51 ของกฎบัตรฯ หลังจากฝ่ายกัมพูชาใช้อาวุธโจมตีด่านทหาร ฝ่ายปกครอง และชุมชนไทยในหลายพื้นที่
-มีหลักฐานชัดเจนว่ากำลังฝ่ายกัมพูชาเคลื่อนกำลังเข้ามาในเขตแดนของไทยหลายครั้ง พร้อมใช้อาวุธโจมตีเป้าหมายของฝ่ายไทยโดยเฉพาะเป้าหมายพลเรือน เช่น โจมตี รพ.พนมดงรัก ซึ่งห่างจากชายแดนเกือบ 10 กม., ปั๊มน้ำมันบ้านผือ ที่ห่างจากชายแดน 30 กม.
3.2 การใช้ระเบิดเคมี
ข้อเท็จจริง: เป็นคำกล่าวหาที่ร้ายแรง และไร้มูลความจริงโดยสิ้นเชิง ประเทศไทยเป็นภาคีของอนุสัญญาว่าด้วยอาวุธเคมี (Chemical Weapons Convention – CWC) และปฏิบัติตามข้อกำหนดอย่างเคร่งครัด ไม่มีหน่วยใดในกองทัพไทยที่ใช้อาวุธเคมี ทั้งในแง่ยุทธวิธีหรือยุทธศาสตร์ การกล่าวหาเช่นนี้เข้าข่าย war propaganda และเป็นความพยายามบิดเบือนข้อเท็จจริงเพื่อใส่ร้าย
– กรณีภาพ “ระเบิดเคมี” ที่ฝ่ายกัมพูชาเผยแพร่ โดยรัฐบาลกัมพูชา แท้จริงคือภาพภารกิจการดับไฟป่าในรัฐแคลิฟอร์เนีย สหรัฐอเมริกา ปี 2022 ซึ่งสามารถดูภาพดังกล่าวได้ผ่านทางสื่อออนไลน์
3.3 ไทยใช้เครื่องบิน F-16 และอาวุธหนักจำนวนมาก
ข้อเท็จจริง: อาวุธทั้งหมดที่ใช้ในการตอบโต้ และมีความเหมาะสมตามสัดส่วน เพื่อสกัดการรุกล้ำของฝ่ายกัมพูชา และกระทำต่อเป้าหมายทางทหาร บริเวณแนวชายแดน ไม่ใช่การโจมตีเชิงรุก
ฝ่ายกัมพูชาต่างหากที่วางกำลังและยิงอาวุธจากพื้นที่พลเรือน ใช้ชุมชนเป็น “โล่มนุษย์” ซึ่งเป็นการละเมิด International Humanitarian Laws อย่างร้ายแรง
3.4 ไทยใช้ระเบิด MK-84 ตกใส่บ้านเรือนของประชาชนกัมพูชา
การออกมาแถลงของนายเฮง รัตนา หัวหน้า CMAC ของกัมพูชา กล่าวหาว่าไทยเพิ่งทิ้งระเบิด MK-84ลงในกัมพูชา มีลักษณะชัดเจนของการบิดเบือนข้อมูล โดยอ้างภาพเก่าและสร้างการเชื่อมโยงที่ไม่มีมูลความจริง
ฝ่ายไทยขอปฏิเสธข้อกล่าวหาของกัมพูชาอย่างสิ้นเชิง ซึ่งภาพวัตถุระเบิดที่กัมพูชาอ้างว่าเป็น MK-84 นั้น เป็นระเบิดเก่าจากยุคสงครามเวียดนาม และไม่เป็นไปตามหลักทางวิทยาศาสตร์
ทั้งนี้ ไทยขอประณาม และให้กัมพูชาหยุดการกล่าวหาอันเป็นเท็จ เพื่อปลุกปั่นกระแสความเกลียดชัง และขอให้หันมาร่วมมือกับประเทศไทยและประชาคมระหว่างประเทศในการคลี่คลายสถานการณ์ชายแดนอย่างสันติ ผ่านการเจรจาและความร่วมมือที่ตรงไปตรงมา
เมื่อวันที่ 30 ก.ค.68 ฝ่ายกัมพูชา เชิญคณะผู้ช่วยทูตทหารต่างประเทศ ประจำกัมพูชา ไปตรวจพื้นที่การรบ ห่างจากชายแดน 30 กม. แต่ฝ่ายกัมพูชากลับเปลี่ยนแผน พาคณะผู้ช่วยทูตทหารต่างประเทศ ประจำกัมพูชา ไปพื้นที่ช่องอานม้า ซึ่งเป็นพื้นที่การสู้รบ ยังมีความเสี่ยงต่ออันตราย
สรุป กองทัพขอเน้นย้ำว่า การปะทะระหว่างไทยกับกัมพูชานั้น ฝ่ายกัมพูชาเป็นผู้เริ่มยิงก่อน โดยอาวุธระยะไกล ยิงต่อเป้าหมายพลเรือน และทำให้เกิดความเสียหายต่อชีวิตและทรัพย์สินของพลเรือนที่ยอมรับไม่ได้ ทั้งนี้ หลังจากที่มีการเจรจาตกลงหยุดยิงแล้ว แต่ฝ่ายกัมพูชายังละเมิดข้อตกลงหยุดยิงอย่างต่อเนื่อง ยิ่งไปกว่านั้น กัมพูชาเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารบิดเบือนข้อมูลอย่างเป็นระบบ ดังนั้น ขอให้ประชาคมระหว่างประเทศ ร่วมติดตามสถานการณ์ด้วยความเข้าใจ และร่วมกันผลักดันให้มีการเจรจาทวิภาคี เพื่อแก้ไขปัญหาด้วยสันติวิธี

รศ.สุจิตรา ฤทธิ์สกุลชัย
อาจารย์ประจำสาขาวิชาเอกความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ วิทยาลัยการเมือง
การปกครอง มหาวิทยาลัยมหาสารคาม
ต้องยอมรับว่าไทยเราช้ากว่ากัมพูชาไปก้าวหนึ่งในเรื่องการสื่อสารกับสื่อต่างประเทศหรือประชาคมโลก แต่การที่ทางการไทยเชิญทูตทหารและสื่อมวลชนต่างประเทศลงพื้นที่ จ.ศรีสะเกษ ในวันที่ 1 สิงหาคม เพื่อสังเกตการณ์และประเมินผลกระทบจากการปะทะบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา โดยเฉพาะกรณีทหารกัมพูชายิงเครื่องยิงจรวดบีเอ็ม-21 (BM-21) และปืนใหญ่มายังพื้นที่พลเรือน จ.ศรีสะเกษ ได้รับความเสียหายก็ยังดีกว่าไม่ทำอะไรเลย ความล่าช้าของทางการไทยในการดำเนินการในเรื่องนี้ อาจเกิดจากการประสานงานกันระหว่างกองทัพและรัฐบาลในการทางการข่าวยังมีความคลาดเคลื่อนกัน แต่การที่คณะทูต และสื่อมวลชนต่างชาติได้ลงไปดูสถานที่ที่ได้รับผลกระทบ อย่างน้อยทำให้เขาได้เห็นสภาพจริงว่าเกิดอะไรขึ้น มีผู้ได้รับผลกระทบ ผู้สูญเสียจากการยิงระเบิดอย่างไร รวมถึงฉายภาพให้เห็นว่าทางการไทยปฏิบัติช่วยเหลือผู้อพยพอย่างไร ซึ่งจะเป็นส่วนหนึ่งในการกู้สถานการณ์เรื่องการสื่อสารข้อมูลของทางการไทยในสายตาต่างชาติให้ดีขึ้นได้ระดับหนึ่ง
ในวันที่เราเชิญคณะทูตทหาร และสื่อต่างประเทศมา ทางกัมพูชาเขาก็เชิญเหมือนกัน ต่างฝ่ายต่างก็ช่วงชิงพื้นที่สื่อในการตีแผ่เรื่องที่เกิดขึ้นให้ประชาคมโลกได้รับรู้ ซึ่งเรานำเสนอและยืนยันว่าไทยเราไม่ได้รุกรานก่อน ในสายตาของต่างประเทศก็มีความชัดเจนว่า ทางการไทยเรามีศักยภาพในด้านยุทโธปกรณ์ในการรบและการทหารเหนือกว่ากัมพูชา แต่เราทำให้เห็นว่าเราไม่ได้เป็นฝ่ายรังแกเขา แม้จะมีความได้เปรียบทางการทหารก็ตาม ในทางตรงกันข้ามกลับเป็นฝ่ายไทยที่ถูกรุกรานก่อนจนเกิดความสูญเสีย โดยเฉพาะในพื้นที่สาธารณะที่ไม่ใช่พื้นที่สู้รบ การกระทำของกัมพูชาถือเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนในสายตาของประชาคมโลกด้วย
ในวันดังกล่าว เจ้าหน้าที่ต่างประเทศได้พูดคุย สอบถาม และรับฟังเรื่องราวความรู้สึกจากครอบครัวผู้สูญเสียโดยตรง เป็นภาพสะท้อนได้ดี แม้บางครอบครัวหรือบางคนมีข้อจำกัดด้านภาษาที่ต้องใช้ล่ามบอกเล่าความรู้สึก แต่เชื่อว่าการที่เจ้าหน้าที่ต่างประเทศมาอยู่ต่อหน้าครอบครัวของผู้สูญเสีย เขาสามารถรับรู้ความรู้สึกของครอบครัวของผู้สูญเสียเหล่านั้นได้ ทั้งหมดนี้จะเป็นข้อมูลอีกด้านหนึ่งที่จะทำให้ประชาคมโลกได้รับรู้ข้อเท็จจริงว่า เกิดอะไรขึ้นจากเหตุปะทะครั้งนี้ และจะเป็นผลดีต่อไทยในการเจรจา GBC ที่กำลังจะเกิดขึ้น
อยากเสนอแนะว่า สิ่งที่รัฐบาลไทยและกองทัพจะต้องทำให้เร็ว คือความแม่นยำและความรวดเร็วในการสื่อสาร ต้องช่วงชิงความได้เปรียบเรื่องการเสนอข้อมูลข่าวสาร โดยต้องมีการประสานงานความร่วมมือกับหลายๆ หน่วยงานในการตั้งศูนย์กลางเพื่อทำหน้าที่ในการรายงานข้อมูลต่างๆ เช่น ข้อมูลคนเจ็บ คนเสียชีวิตรวมทั้งข้อมูลที่เกิดขึ้นในแต่ละพื้นที่ เพื่อให้การสื่อสารเร็วและแม่นยำ ส่วนการไปประชุม GBC นั้น สิ่งที่ต้องหนักแน่นความชัดเจนเรื่องเขตแดนอธิปไตยของไทยเป็นหลัก โดยเฉพาะแผนที่ 1:50,000 ที่ทางการไทยต้องหนักแน่น และสื่อสารให้ประชาคมโลกได้เห็นว่า พื้นที่ปราสาทต่างๆ โดยเฉพาะปราสาทตาเมือนธมเป็นของไทย แม้กัมพูชาจะกล่าวอ้างว่าเป็นของเขาก็ตาม

