⦁…แม้จะถูกสถานการณ์รุกจนถอยร่นไม่เป็นขบวน แต่เชื่อว่า ทักษิณ ชินวัตร น่าจะตั้งรับแบบหาทางพลิกขึ้นมาสู้ ด้วย 17 ปีที่ระเหเร่ร่อนกลับบ้านไม่ได้ เมื่อเทียบกับปัจจุบัน แม้จะเผชิญหน้ากับท่าทีของความเกลียดชังจนน่าท้อ ก็ถือว่ายังพอหาความสุขได้ในวัยปลาย ดูจากความคิด “ทำเต็มที่ไปเรื่อยๆ แต่เอาเท่าที่ได้ ทระนงองอาจ แต่ไม่ล้ำเส้น” เหมือนที่แสดงออกในช่วงหลัง ย่อมหมายถึงการ “อยู่เป็น เจนโลก” ที่จะไม่ให้อะไรต่ออะไรซ้ำรอยอีกแล้ว
⦁…แน่นอนว่ามีคนไม่เชื่อมากมายว่าจะไม่ต้องกลับเข้าคุก หลัง “ขบวนการตรวจสอบ” ดูเอาจริงเอาจัง เพื่อรักษามาตรฐานบางอย่างไว้แต่การใช้พลังทั้งหมด เพื่อตรวจสอบ “บารมีตัวเอง” ย่อมเป็นทางเลือกที่ดีกว่าของ “ทักษิณ” อย่างน้อยได้รู้ว่าถึงที่สุดแล้ว เดินหน้าต่อด้วยความตั้งใจดูแลประเทศให้พ้นวิกฤตได้แค่ไหน
⦁…เช่นเดียวกัน ปรารถนาที่คงมั่นของ แพทองธาร ชินวัตร คือได้ “พ่อกลับแผ่นดินเกิด” เพราะที่สุดแล้วหากถูกตัดสินว่า “ผิดจริยธรรม” จนเป็นปัญหากับ “งานบริหารแม้กระทั่งธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับบริษัทมหาชน” แต่เพื่อแลกกับ “การยืนหยัดอยู่เคียงข้างพ่อ” กับชีวิตความเป็นอยู่ที่ฐานะปิดโอกาสเดือดร้อน ไม่มีความจำเป็นอะไรต้องแคร์กับการไม่มีตำแหน่ง เพราะบริหารโดยไม่ต้องกังวลถึง “หมวกที่ต้องสวม”
⦁…ดุเดือดเผ็ดมันยามนี้ เป็น ภูมิธรรม เวชยชัย ที่ถูกการเมืองภาคบังคับให้ชีวิตวัยปลายต้องเล่นบท “สร้างศัตรูเพียบ” ที่สำคัญคือเปิดฉากคดีคอขาดบาดตาย ถึงขั้นทุบหม้อข้าวตระกูล “ชิดชอบ” แม้จะเป็นที่รู้กันว่า “ไม่ใช่เรื่องส่วนตัว” แต่งานนี้ไม่มีใครเชื่อว่าคนที่ใช้ชีวิตปกติอย่าง “พี่อ้วน” จะไม่เครียด เมื่อนึกถึงหน้า เนวิน ชิดชอบ
⦁…การสู้รบกับ “เขมร” ท่ามกลางข่าวคู่กรณีได้รับสนับสนุน “ยุทโธปกรณ์” จาก “จีน” ทำให้ข้อกังขาเรื่อง “ทุ่มงบซื้ออาวุธ” ของ “กองทัพไทย” พลิกมาเป็นเรื่องที่ทุกฝ่ายเข้าใจ เพราะไม่ว่าใครย่อมประเมินออกว่า หลังจากนี้ โอกาสที่จะไม่ “ตาขวาง” ใส่กันระหว่าง “ไทย-กัมพูชา” คงเป็นไปได้ยากแล้ว เว้นเสียแต่ว่าจะเปลี่ยนอำนาจจาก ฮุน เซน และ “ตระกูลฮุน” ไปเป็นอื่น “มิตรภาพของคนบ้านใกล้เรือนเคียง” แนวโน้มคงเหินห่างในผูกพันมากขึ้น และคงไม่ต้องบอกว่า “ใครจะเดือดร้อนกว่ากัน”
⦁…หากต้องการให้ “กัมพูชา” เจ็บปวดที่สุด คือ “ไทย” ต้อง “คืนสู่การพัฒนา” ให้เห็นว่า “เจริญรุ่งเรืองกว่าแบบไม่มีทางสู้ได้ตามทัน” นั่นหมายถึง “ผู้รักชาติ” ทั้งหลาย ต้องเปิดทางให้เปลี่ยน “ไทย” จาก “ประเทศที่ไม่ยอมให้พัฒนา” ปลดล็อก “สร้างโอกาสสู่ความเจริญรุ่งเรือง” ให้รับรู้กันว่า “ประชาชนประเทศไหนชีวิตสุขสบายมากกว่า” ไม่ใช่มัดขามัดแข้งไว้ให้ “เพื่อนบ้านแซงหน้าไปทีละประเทศ” อย่างที่เป็นมา
⦁…ไม่รู้ว่าสร้าง “ความรักภักดีต่อประเทศชาติ และตระกูล” ด้วยวิธีคิดแบบไหน “ฮุน เซน-ฮุน มาเนต” ถึงกล้าขนาด “ปล่อยศพทหาร” ที่ยอมตายถวายชีวิตให้ “เน่าเฟะกลางป่า” ไม่นำพาแม้แต่ช่วยกระทำพิธีส่งวิญญาณ จนหวาดผวาในโรคระบาดกันไปทั่ว “รักประชาชน” กันด้วยสำนึกเช่นนี้ ย่อมท้าทายว่าจะรักษา “อำนาจอยู่ได้นานแค่ไหน” แม้อิทธิพลจะยิ่งใหญ่เพียงใดก็ตาม







