หน้าแรก การเมือง กมธ.ปกครอง ตก...

กมธ.ปกครอง ตกใจ จ.อุบล 2 สัปดาห์ เพิ่งเบิกงบ ได้แค่ 5.5 หมื่น ช่วยผู้อพยพชายแดน

6.08.25 | 15:26 น.

กมธ.ปกครอง อึ้งชายแดนปะทะกว่า 2 สัปดาห์ “อุบลราชธานี” เบิกเงินช่วยผู้อพยพแค่ 5.5 หมื่น “กรวีร์” ตกใจ ถามรองผู้ว่าฯ กลางห้องประชุม รายงานผิดหรือไม่ งง ผู้อพยพจะอยู่กันได้อย่างไรบอก “รมช.มหาดไทย” พูดไม่ผิดว่าเบิกได้ แต่เบิกไปนิดเดียว ฉะ ทำไมต้องโยนภาระไปท้องถิ่น จี้ “ภูมิธรรม” เข้าแจงกรรมาธิการ ด้วย เหน็บขอให้กล้าเหมือนที่เก่งกับข้าราชการ

เมื่อเวลา 13.10 น.วันที่ 6 สิงหาคม 2568 ที่รัฐสภา นายกรวีร์ ปริศนานันทกุล ส.ส.อ่างทอง พรรคภูมิใจไทย ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.) การปกครอง สภาผู้แทนราษฎร แถลงผลการประชุมกมธ.ว่า ที่ประชุมได้เชิญผู้ว่าราชการจังหวัดอุบลราชธานี ,ศรีสะเกษ และสุรินทร์ ซึ่งเป็นจังหวัดตามแนวชายแดนมาชี้แจงเรื่อง การใช้งบประมาณสำรองฉุกเฉินทดรองจ่ายให้กับจังหวัดที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ความขัดแย้งไทย-กัมพูชา จำนวน 100 ล้านบาท รวมถึงเชิญรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยเข้าชี้แจงด้วย แต่ท่านได้มอบหมายให้ปลัดกระทรวงมหาดไทยเข้าชี้แจงแทน นอกจากนี้ยังมีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) เข้าให้ข้อมูลต่อด้วย โดยมีการพิจารณาการอนุมัติเงิน 100 ล้านบาทเพิ่มเติม และการดูแลประชาชน สืบเนื่องจากการตั้งกระทู้ถามในสภาฯเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ถึงการใช้จ่ายเงิน 100 ล้านบาท ขณะที่รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทยที่มาชี้แจงแทนก็ตอบว่า สามารถเบิกจ่ายได้ตามปกติ มีการโฟนอินถึงผู้ว่าราชการจังหวัดอุบลราชธานี ยืนยันว่า สามารถเบิกจ่ายเงินได้

นายกรวีร์ กล่าวต่อว่า กรณีนี้ที่ประชุมพบว่า ตัวเลขการเบิกจ่าย 3 จังหวัด มีการเบิกจ่ายเงินไปแล้วจริง จังหวัดศรีสะเกษ เบิกจ่ายแล้วจำนวน 46 ล้านบาท และใช้เงินขององค์การปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) 48 แห่ง จำนวน 22 ล้านบาท , จังหวัดสุรินทร์ เบิกจ่ายแล้ว จำนวน 55 ล้านบาท และใช้เงินขององค์การปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) 173 แห่ง จำนวน 53 ล้านบาท และจังหวัดอุบลราชธานี รองผู้ว่าราชการจังหวัดให้ข้อมูลว่า เบิกจ่ายไปแล้วจริง เพียง 55,000 บาท จึงกลายเป็นข้อสงสัยว่า ที่ผ่านมาประชาชนในจังหวัดอุบลราชธานี ที่ได้รับผลกระทบอย่างมาก อยู่กันได้อย่างไร ทั้งที่รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย และผู้ว่าราชการจังหวัดอุบลราชธานี ยืนยันกลางสภาฯว่า สามารถเบิกจ่ายได้ ซึ่งตนเห็นว่า ไม่ได้เป็นการโกหก แต่ก็ไม่ได้บอกจำนวนว่า เบิกจ่ายไปเท่าไหร่

นายกรวีร์ กล่าวอีกว่า ส่วนเงินที่เหลือไปใช้เงินของ อปท. อีกจำนวน 6.6 ล้านบาท กมธ.ได้ฝากรองผู้ว่าราชการจังหวัดอุบลราชธานี รวมถึงสุรินทร์และศรีสะเกษ ว่าเงินงบประมาณตรงนี้ รัฐบาลมีความตั้งใจอนุมัติให้ เพื่อดูแลช่วยเหลือประชาชน ขอให้มีการเบิกจ่ายเงินให้ไปถึงมือประชาชน ในการดูแลผู้ได้รับผลกระทบ ด้วยความรวดเร็วและสามารถตรวจสอบได้ และเพื่อสามารถใช้จ่ายได้ตามความจำเป็น ไม่ใช่มัวแต่กอดระเบียบเอาไว้ หวงเงินเอาไว้ไม่ยอมใช้จ่าย

ประธานกมธ.ปกครอง กล่าวว่า นอกจากนี้ที่ประชุมยังได้มีการติดตามกรณีที่คณะรัฐมนตรี(ครม.) มีมติเมื่อวันที่ 5 สิงหาคม เรื่องการช่วยเหลือเยียวยาผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์ไทย-กัมพูชา ยืนยันว่า เงินที่จะช่วยเหลือประชาชนที่เสียชีวิต ไม่ว่าจะเป็นพลเรือน, เจ้าหน้าที่ของรัฐ จำนวน 10 ล้านบาท และ 8 ล้านบาท จะเป็นเงินคนละส่วนกับ 100 ล้านบาท ที่ให้จังหวัดนำไปแก้ไขปัญหา จึงขอย้ำกับทุกจังหวัดและประชาชนให้เกิดความชัดเจน พร้อมกันนี้ได้มีการฝากไปถึงกระทรวงมหาดไทย ,อปท. และปภ. ซึ่งน่าเห็นใจที่จะต้องใช้เงิน อปท. มาบริหารจัดการดูแลประชาชนในพื้นที่ ตนอยากขอบคุณนายกท้องถิ่นและทีมผู้บริหาร อปท.ทุกแห่ง ที่ใช้เงินงบประมาณของตัวเองในการช่วยเหลือดูแลประชาชน ทั้งๆ ที่มีเงินอยู่จังหวัดละ 100 ล้านบาท

Advertisement

“คำถามคือทำไมเราถึงต้องให้ภาระในการดูแลพี่น้องประชาชน ไปแบกไว้กับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น แทนที่แต่ละจังหวัดจะมาเร่งเบิกจ่ายและใช้เงินที่ทางรัฐบาล จังหวัดละ 100 ล้านบาทเพื่อไปดูแลพี่น้องประชาชน โดยที่ให้ไปกระทบกับเงินขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นน้อยที่สุด และขอให้กระทรวงมหาดไทยไปดูแลระเบียบการเบิกจ่ายเงินให้รวดเร็วมากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เงินช่วยเหลือสำหรับผู้เสียชีวิต ขอให้สามารถทำได้จริง ทำได้เร็วและถึงมือประชาชน”นายกรวีร์ กล่าว

เมื่อถามว่า เงินจังหวัดอุบลราชธานีที่เบิกจ่ายเพียง 55,000 บาท เกิดจากการติดขัดข้อกฎหมายอะไรหรือยังไม่อยากมีการเบิกจ่ายงบประมาณ นายกรวีร์ กล่าวว่า รองผู้ว่าราชการจังหวัดอุบลราชธานี ชี้แจงว่า ช่วงแรกได้มีการใช้จ่ายเงินของ อปท.ไปก่อน หากเกินกำลังของท้องถิ่นค่อยใช้เงินในส่วนนี้ ตนจึงสงสัยว่า เงินถูกอนุมัติไปตั้งแต่วันที่ 29 กรกฎาคม จนถึงวันนี้ (6 ส.ค.) เบิกจ่ายไปเพียงแค่นี้ เพียงพอหรือไม่ ซึ่งได้รับการชี้แจงว่า อยู่ระหว่างการตรวจสอบ การใช้จ่ายเงินจะต้องมีความรอบคอบ ระมัดระวัง ซึ่งแปลกจากที่รัฐมนตรีและผู้ว่าราชการจังหวัดอุบลราชธานียืนยันว่าเบิกจ่ายได้ ดังนั้น จึงเป็นหน้าที่ของจังหวัดที่จะต้องเร่งเบิกจ่าย

ต่อข้อถามว่า จะมีโอกาสเรียกระดับรัฐมนตรี ซึ่งเป็นคนตัดสินใจมาใน กมธ.หรือไม่ นายกรวีร์ กล่าวว่า วันนี้ก็ได้เชิญรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยมาชี้แจง 2 สัปดาห์ต่อเนื่อง แต่น่าเสียดายที่ไม่เคยมาเลย

“อยากจะฝากไปถึงท่าน เวลาท่านเชิญผู้ใหญ่ ผู้ว่าราชการจังหวัด ใครไม่มาท่านบอกจะย้าย เวลา กมธ. ใช้อำนาจฝ่ายนิติบัญญัติเชิญรัฐมนตรี ก็อยากจะให้รัฐมนตรีมาตอบ อยากให้กล้าเหมือนที่กล้ากับราชการด้วย” นายกรวีร์ กล่าว

เมื่อถามว่า ทำไมระดับรัฐมนตรีถึงประเมินว่า สถานการณ์การเบิกงบยังไหวอยู่ นายกรวีร์ กล่าวว่า ตนไม่ทราบ ท่านอาจจะมีภารกิจอื่น เวลาที่มาตอบไม่ว่า จะเป็นห้องประชุมใหญ่หรือกมธ.ที่ให้ข้าราชการมาตอบ ก็จะตอบเหมือนทุกอย่างไปได้ดี ทุกอย่างดำเนินไปได้โดยไม่มีปัญหา ซึ่งขัดแย้งกับข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นที่หน้างาน

เมื่อถามว่างบ 55,000 บาท มีความคลาดเคลื่อนตรงไหน นายกรวีร์ กล่าวว่า ตนได้ย้ำกับผู้ว่าราชการจังหวัดอุบลราชธานีหลายครั้ง เพราะได้ฟังตัวเลขก็รู้สึกตกใจ ว่ารายงานผิดหรือไม่ ซึ่งก็ได้รับการยืนยันว่าเบิกไปจำนวนเท่านี้จริงๆ และเป็นข้อมูลล่าสุดถึงวันนี้ด้วย

เมื่อถามว่า การเบิกจ่ายอาจจะเป็นเรื่องการกังวลเกี่ยวกับข้อระเบียบหรือไม่ นายกรวีร์ กล่าวว่า จังหวัดอื่นก็ใช้ระเบียบตัวเดียวกัน เช่น จังหวัดสุรินทร์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดก็ชี้แจงว่าเบิกจ่ายได้ และเบิกจ่ายไปแล้ว 50-60 ล้านบาท ซึ่งมีรายการที่จะต้องเบิกจ่าย เพราะพี่น้องประชาชนที่อยู่ในศูนย์อพยพ ตนรู้สึกแปลกใจว่าจังหวัดอื่นไม่มีปัญหา จึงอยากฝากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ที่ระบุว่า หากทำไม่ได้ก็จะหาคนอื่นมาทำ ตนจะรอดูว่าจะทำได้หรือไม่

นายกรวีร์ กล่าวย้ำว่า เป็นอำนาจหน้าที่ของผู้ว่าราชการจังหวัดที่เบิกจ่ายเงิน ท่านอาจจะมองว่า ใช้เงินต้องรอบคอบ ต้องมีการตรวจสอบอย่างชัดเจน ต้องระมัดระวังการใช้จ่ายเงิน ซึ่งก็เป็นอำนาจของผู้ว่าราชการจังหวัดที่ต้องใช้จ่ายเงินส่วนนี้

ส่วนที่ขณะนี้มีกองกำลังฝ่ายกัมพูชา มาแทรกซึมอยู่กับพลเรือนฝั่งไทย มีความกังวลหรือไม่ นายกรวีร์ กล่าวว่า กรณีนี้ยังไม่มีการพูดคุยกันในที่ประชุม เพราะพูดคุยเพียงแค่เงินช่วยเหลือฉุกเฉิน ซึ่งตนก็มีความเป็นห่วง แต่คิดว่าทางจังหวัด โดยเฉพาะผู้ว่าราชการจังหวัด นายอำเภอ และฝ่ายปกครอง จะต้องดูแลเรื่องความปลอดภัยให้กับประชาชนในจังหวัดที่ได้รับผลกระทบในช่วงนี้ด้วย