หน้าแรก การเมือง เท้ง อัด รบ. ...

เท้ง อัด รบ. หูหนวก-ตาบอด จัดงบ’69 ไม่ตอบโจทย์แก้วิกฤตศก.-สงคราม ย้ำไทยต้องการงบลงทุน ดึงเชื่อมั่น

13.08.25 | 13:32 น.

เท้ง อัด รบ. หูหนวก-ตาบอด จัดงบ’69 ไม่ตอบโจทย์แก้วิกฤตศก.-สงคราม ย้ำไทยต้องการงบลงทุน ดึงเชื่อมั่น แนะ รบ.ฟังเสียงสภาฯให้มาก อย่าใช้ส.ส.เป็นตรายาง

เมื่อเวลา 09.35 น. วันที่ 13 สิงหาคม ที่รัฐสภา ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ที่มีนายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานสภา ทำหน้าที่ประธานในที่ประชุม พิจารณาร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2569 วาระ 2-3 เป็นวันแรก โดย นายพิชัย ชุณหวชิร รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.คลัง ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2569 ได้ลุกขึ้นมาชี้แจงรายละเอียดไปแล้วนั้น

ต่อมาเวลา 11.50 น. นายณัฐพงษ์​ เรืองปัญญาวุฒิ ส.ส.บัญชีราย ชื่อหัวหน้าพรรคประชาชน (ปชน.) ในฐานะผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร ในฐานะแปรญัตติ งบปี 69 มาตรา 4 ภาพรวม ว่า การจัดสรรงบประมาณปีนี้มีปัญหาที่ซ้ำๆเหมือนกันในทุกกระทรวง เป็นการจัดสรรงบที่คิดไม่รอบคอบ คิดไม่ลึก คืองบลงทุนไม่ได้ถูกลงทุนไปเพื่อการสร้างอนาคตของประเทศ ตนเห็นด้วยที่จำเป็นจะต้องปรับลดกรอบวงเงินงบปี 69 เพื่อเก็บกระสุนไว้ ประหยัดพื้นที่ทางการคลังไว้เพื่อสร้างอนาคตให้กับประเทศในระยะยาว ในขณะที่วันนี้ประเทศไทยกำลังกับ 2 วิกฤต 2 สงคาม ไม่ว่าจะเป็นวิกฤตชายแดน ไทย-กัมพูชา วิกฤตการณ์การเมืองที่รัฐบาลมีเสียงปริ่มน้ำ การประชุมสภาฯในการพิจารณางบฯ ก็ยังมีการตั้งคำถามอยู่แล้วว่าจะผ่านได้หรือไม่ได้ องค์ประชุมจะพอหรือไม่พอ มีเรื่องกระบวนการนิติสงคราม ที่ทำให้เกิดความไร้เสถียรภาพทางการเมือง รวมถึงสงครามการค้า ที่รัฐบาลแปรญัตติกลับเข้ามามองไม่เห็นเลยว่า ได้เตรียมงบประมาณสำหรับการรองรับสงครามการค้าอย่างไรบ้าง ทั้งสองวิกฤตสองสงครามในที่นี้เป็นสิ่งที่พวกเราอยากจะเห็นว่า การจัดสรรงบฯปี 69 รัฐบาลได้เตรียมกรอบป้องกันและสร้างการลงทุนที่เป็นอนาคตกับประเทศอย่างไรบ้าง

นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า เมื่อลงไปดูรายละเอียดผลงานที่ผ่านมา ตนไม่โทษว่าเป็นความผิดพลาดของกมธ.ฯ แต่โทษโดยตรงว่า เป็นข้อผิดพลาดของรัฐบาลที่แปรญัตติกลับมาไม่ตรงจุด ปีนี้กมธ.ฯสามารถปรับลดงบฯลงไปได้ 8,920 ล้านบาท ประมาณ 0.24 %ของงบฯทั้งหมด ถึงแม้ปีนี้เราจะสามารถปรับลดงบฯได้มากกว่าปีที่แล้ว ที่ปรับลดได้ 0.21 %แต่ต้องบอกว่าผลงานปีนี้ยังต่ำว่ามาตรฐาน เพราะไปดูผลงานของกมธ.ฯ5 ปีย้อนหลังจะพบว่าสัดส่วนการปรับลดได้ในปีก่อนๆ เฉลี่ยนอยู่ที่ 0.44% สิ่งที่สะท้อนคือการทำหน้าที่ของกมธ.ฯทำได้เพียงตอดเล็กตอดน้อย ปรับลดเล็กๆน้อยๆเท่านั้น

นายณัฐพงษ์ กล่าวต่อว่า การแปรญัตติกลับเข้ามาของรัฐบาล ถึงแม้จะพยายามปรับลดในส่วนของเงินลงทุนเช่น ค่าที่ดินและสิ่งก่อสร้าง ซึ่งเป็นงบก้อนใหญ่ ที่เราปรับลดถึง 1 ใน 3 เป็นงบสร้างตึก การจัดถนนต่างไที่ไม่จำเป็น แต่กลับพบรัฐบาลแปรญัตติเข้ามาไม่ได้เปลี่ยนการจัดสรรงบลงทุนเป็นการลงทุนเพื่อสร้างอนาคตให้กับประเทศแต่อย่างใด เรายังเห็นการจัดสรรงบฯที่ขาดความรอบคอบ มีการแปรญัตติกลับเข้ามาไปลงในส่วนรายจ่ายประจำอื่นๆ เช่นเงินเดือนบุคคลกรที่อยู่ในองค์กรอิสระ และองค์กรมหาชนอื่นๆ เช่น ค่าประกันสุขภาพขององค์กรอิสระ เป็นต้น รายจ่ายต่างๆเหล่านี้ควรตั้งมาเต็มจำนวน ตั้งแต่ร่างพ.ร.บ.วาระ 1 ไม่ควรแปรญัตติกลับเข้ามาในวาระ 2 แบบนี้ แปลว่าตอนวาระ 1 รัฐบาลไม่ได้รอบคอบเลย

Advertisement

“งบลงทุนก็ยังน่าผิดหวัง เพราะงบลงทุนส่วนใหญ่ของประเทศ หน้าตายังคงเหมือนเดิม เป็นงบสร้างตึก ตัดถนน ขุดคลอง สิ่งที่เราอยากเห็น คือ อยากเห็นรัฐบาลโยกงบไปลงทุนถูกจุด แต่ก็ยังเห็นไม่ตรงจุดอยู่ดี และไม่ตอบโจทย์การรับมือกับวิกฤติและสงครามที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน ทั้งสงครามชายแดนและสงครามการเมือง การที่ร่างพ.ร.บ.ฯไม่ตอบโจทย์ประเทศ ​เกิดจากกระบวนการที่หูหนวกไม่ยอมฟังเสียงสภาฯเลย ส.ส.เป็นเพียงแค่ตรายางตราประทับเท่านั้น ตาบอดโดยไม่มีความโปร่งใส ไม่พิจารณางบประมาณที่มีความจำเป็นกับประชาชนและภาวะของประเทศ ขาดเข็มทิศสะเปะสะปะ ไร้ทิศทางต่างคนต่างทำ ไร้แผนที่ ทั้งที่รัฐบาลมีอำนาจฝ่ายบริหารสามาระแก้ไขได้ แต่ท่านไม่ลงมือแก้ไข สิ่งต่างๆเหล่านี้ที่ผมพูดมาถ้าผมมีอำนาจในฝ่ายบริหาร ขอยืนยันว่าเราสามารถแก้ได้เกือบทุกเรื่อง เพื่อให้งบประมาณฟังเสียงสภามากขึ้น ประชาชนมองเห็นไส้ในงบประมาณมากขึ้น มีทิศทางมากขึ้นแล้วเราเห็นสุขภาพทางการคลังภาพรวมของประเทศมากยิ่งขึ้น”นายณัฐพงษ์ กล่าว

นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า ทุกปัญหาที่บอกไป ถ้าเราไม่ปฏิรูประบบงบประมาณ ที่ฝ่ายบริหารสามารถลงมือทำได้จริงๆ โดยไม่ต้องแก้กฎหมาย หากไม่ปฏิรูปไม่มีวันที่เราจะเห็นเงินในทุกๆ กระเป๋าที่รัฐถืออยู่ ไม่มีทางจะสามารถบูรณาการการใช้จ่ายงบประมาณแผ่นดินเหล่านั้นไม่พุ่งเป้าและตรงจุดมากขึ้น

นายณัฐพงษ์ กล่าวด้วยว่า เศรษฐกิจไทยเวลานี้ต้องการเม็ดเงินลงทุนใหม่ ที่สร้างความเติบโตให้กับประเทศในอนาคต ไม่ได้กระจุกตัวอยู่กับผู้ได้รับสัมปทานบางกลุ่มเท่านั้น เงินลงทุนนั้นควรสะท้อนอยู่ในร่าง พ.ร.บ.งบประมาณฯ เหล่านั้น เพื่อให้นักลงทุนเชื่อมั่นและเห็นโอกาส ความเชื่อมั่นมาจากเสถียรภาพทางการเมือง และความชอบธรรมของรัฐบาล ซึ่งอาจเกี่ยวโยงกับการแก้รัฐธรรมนูญ แต่การมองเห็นโอกาส หากรัฐบาลเตรียมร่าง พ.ร.บ.งบฯ ฉบับนี้ดีพอ จะทำให้นักลงทุนเห็นภาพตรงกัน สิ่งที่อยากเห็นในงบลงทุน เช่น นำไปปลูกป่าเศรษฐกิจ ลดคาร์บอน ต่อยอดอุตสาหกรรมแห่งอนาคต สร้างไบโอแมททีเรียล ถือธงนำให้เอกชนพัฒนาเมือง ปลูกโซลาร์บนหลังคาประชาชน เปลี่ยนโครงสร้างพลังงานเป็นพลังงานสะอาด และให้รัฐบาลร่วมลงทุน ทำให้ประชาชนลดค่าไฟด้วย นอกจากนั้นคือ การลงทุนปลูกข้าวยั่งยืน ข้าวรักษ์โลก เปลี่ยนกระบวนการปลูกข้าวที่ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ซึ่งรัฐบาลมีหน้าที่ประกาศเป้าหมายให้ชัดเจน แล้วเอกชนจะมาร่วมลงทุน