มติป.ป.ช. ชี้มูลความผิด 2 นายกอบต. ลำปาง-เชียงราย ร่ำรวยผิดปกติ
เมื่อวันที่ 14 สิงหาคม 2568 นายสาโรจน์ พึงรําพรรณ เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ในฐานะโฆษกสํานักงาน ป.ป.ช. เปิดเผยว่า คณะกรรมการ ป.ป.ช.มีมติชี้มูลความผิดคดีสําคัญกรณีร่ำรวยผิดปกติ 2 รายเรื่อง ประกอบด้วย เรื่องแรก กรณีคณะกรรมการ ป.ป.ช. มอบหมายคณะไต่สวนเบื้องต้นเพื่อดำเนินการไต่สวน กรณีมีเหตุอันควรสงสัยว่า นายไกรวิชญ์ ปัญญาชัย เมื่อครั้งดำรงตำแหน่งนายกองค์การบริหารส่วนตำบลแม่พริก อำเภอแม่พริก จังหวัดลำปาง ร่ำรวยผิดปกติ รวมเป็นเงิน จำนวน 12,644,010.54 บาท ข้อเท็จจริงจากการไต่สวนปรากฏว่า ในช่วงปี พ.ศ.2554-2556 ขณะที่นายไกรวิชญ์ดำรงตำแหน่งนายกองค์การบริหารส่วนตำบลแม่พริก อำเภอแม่พริก จังหวัดลำปาง มีทรัพย์สินไม่สัมพันธ์กับรายได้ และไม่สามารถชี้แจงที่มาของทรัพย์สินได้ จำนวน 5 รายการ รวมเป็นเงินจำนวน 12,644,010.54 บาท ดังนี้
1.เงินฝากเข้าบัญชีนอกเหนือจากเงินเดือนที่ได้รับจากการดำรงตำแหน่ง จำนวน 2 รายการ 1.1 เงินฝากธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) สาขาสบปราบ ชื่อบัญชี นายไกรวิชญ์ จำนวน 3,387,101.94 บาท 1.2 เงินฝากธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) สาขาเถิน ชื่อบัญชีนายไกรวิชญ์ ปัญญาชัย จำนวน 5,477,519 บาท
2.เงินที่นำไปชำระค่าเช่าซื้อรถ จำนวน 3 รายการ 2.1 ค่าเช่าซื้อรถขุดไฮดรอลิค ยี่ห้อโคมัตสุ ตามสัญญาเช่าซื้อ ลงวันที่ 31 มีนาคม 2554 ที่มีชื่อคู่สมรสเป็นผู้ครอบครอง รวมจำนวน 2,155,000 บาท 2.2 ค่าเช่าซื้อรถขุดไฮดรอลิค ยี่ห้อโคมัตสุ ตามสัญญาเช่าซื้อ ลงวันที่ 29 มิถุนายน 2555 ที่มีชื่อคู่สมรสเป็นผู้ครอบครอง รวมจำนวน 1,230,447 บาท 2.3 ค่าเช่าซื้อรถบรรทุกยี่ห้อ MITSUBISHI ที่มีชื่อคู่สมรสเป็นผู้ครอบครอง รวมจำนวน 393,942.60 บาท
คณะกรรมการ ป.ป.ช.พิจารณาแล้ว มีมติดังนี้ นายไกรวิชญ์ร่ำรวยผิดปกติ โดยมีทรัพย์สินมากผิดปกติ หรือมีทรัพย์สินเพิ่มขึ้นมากผิดปกติ หรือได้ทรัพย์สินมาโดยไม่มีมูลอันจะอ้างได้ตามกฎหมายสืบเนื่องมาจากการปฏิบัติตามหน้าที่หรือใช้อำนาจในตำแหน่งหน้าที่ เป็นเงินจำนวน 12,644,010.54 บาท ให้ส่งรายงานสำนวนการไต่สวน เอกสาร พยานหลักฐาน และความเห็นไปยังอัยการสูงสุด เพื่อยื่นคำร้องต่อศาล ซึ่งมีเขตอำนาจพิจารณาพิพากษาคดี เพื่อขอให้ศาลสั่งให้ทรัพย์สินที่ร่ำรวยผิดปกติตกเป็นของแผ่นดิน และให้ส่งคำวินิจฉัยพร้อมด้วยข้อเท็จจริงโดยสรุปไปยังผู้มีอำนาจสั่งให้พ้นจากตำแหน่ง เพื่อสั่งให้พ้นจากตำแหน่งภายในหกสิบวันและให้ถือว่ากระทำการทุจริตต่อหน้าที่ ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกัน และปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2561 มาตรา 122 วรรคหนึ่ง และวรรคห้า
หากไม่สามารถบังคับเอาแก่ทรัพย์สินที่คณะกรรมการ ป.ป.ช. มีมติว่าร่ำรวยผิดปกติตกเป็นของแผ่นดินได้ทั้งหมดหรือแต่บางส่วนแล้ว ให้ขอให้ศาลบังคับคดีเอาแก่ทรัพย์สินอื่นของผู้ถูกกล่าวหาได้ภายในระยะเวลาสิบปี ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2561 มาตรา 125
นายสาโรจน์กล่าวว่า เรื่องที่ 2 กรณีคณะกรรมการ ป.ป.ช. มอบหมายคณะไต่สวนเบื้องต้นเพื่อดำเนินการไต่สวน กรณีกล่าวหา นายวินัย เครื่องไชย เมื่อครั้งดำรงตำแหน่งนายกองค์การบริหารส่วนตำบลหัวง้ม อำเภอพาน จังหวัดเชียงราย ร่ำรวยผิดปกติ รวมเป็นเงินจำนวน 616,000 บาท ข้อเท็จจริงจากการไต่สวนปรากฏว่า ในช่วงปี พ.ศ.2555-2564 ขณะที่นายวินัย เครื่องไชย ดำรงตำแหน่งนายกองค์การบริหารส่วนตำบลหัวง้ม อำเภอพาน จังหวัดเชียงราย มีรายการโอนเงินจากบัญชีเงินฝากของหุ้นส่วนผู้จัดการห้างหุ้นส่วนจำกัด สุภีร์ เจริญทรัพย์ ซึ่งเป็นคู่สัญญากับองค์การบริหารส่วนตำบลหัวง้ม เข้าบัญชีเงินฝากของ นายวินัย เครื่องไชย จำนวน 22 ครั้ง รวมเป็นเงินจำนวน 616,000 บาท โดยปราศจากมูลอันจะอ้างได้ ตามกฎหมาย
คณะกรรมการ ป.ป.ช.พิจารณาแล้ว มีมติดังนี้ นายวินัย ร่ำรวยผิดปกติ โดยมีทรัพย์สินมากผิดปกติ หรือมีทรัพย์สินเพิ่มขึ้นมากผิดปกติ หรือได้ทรัพย์สินมา โดยไม่มีมูลอันจะอ้างได้ตามกฎหมาย สืบเนื่องมาจากการปฏิบัติตามหน้าที่ หรือใช้อำนาจในตำแหน่งหน้าที่เป็นเงินจำนวน 616,000 บาท ให้ส่งรายงาน สำนวนการไต่สวน เอกสาร พยานหลักฐาน และความเห็นไปยังอัยการสูงสุด เพื่อยื่นคำร้องต่อศาล ซึ่งมีเขตอำนาจพิจารณาพิพากษาคดี เพื่อขอให้ศาลสั่งให้ทรัพย์สินที่ร่ำรวยผิดปกติตกเป็นของแผ่นดิน และให้ส่งคำวินิจฉัยพร้อมด้วยข้อเท็จจริง โดยสรุปไปยังผู้มีอำนาจสั่งให้พ้นจากตำแหน่ง เพื่อสั่งให้พ้นจากตำแหน่งภายในหกสิบวันนับแต่วันที่ได้รับแจ้ง และให้ถือว่ากระทำการทุจริตต่อหน้าที่ ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2561 มาตรา 122 วรรคหนึ่ง และวรรคห้า
หากไม่สามารถบังคับเอาแก่ทรัพย์สินที่คณะกรรมการ ป.ป.ช.มีมติว่าร่ำรวยผิดปกติตกเป็นของแผ่นดินได้ทั้งหมดหรือแต่บางส่วนแล้ว ให้ขอให้ศาลบังคับคดีเอาแก่ทรัพย์สินอื่นของผู้ถูกกล่าวหาได้ภายในระยะเวลาสิบปี ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2561 มาตรา 125

