⦁…ผ่าน “สภาผู้แทนราษฎร” ไปตามเสียงฝั่งรัฐบาล แบบที่ต้องถือว่า “ฝ่ายค้าน” ทำหน้าที่เข้มข้น หากจะบอกว่าหลายหน่วยงานสะบักสะบอมจากการเปิดโปงก็น่าจะได้ “งบประมาณรายจ่าย 2569” รวม 3.78 ล้านล้านบาท ส.ส.เห็นชอบ 257 ไม่เห็นชอบ 230 งดออกเสียง 1 ไปลุ้นระทึกกับพิจารณาของ “วุฒิสภา” ที่รับรู้กันว่าส่วนใหญ่เป็น “สีน้ำเงิน” ที่ชั่วโมงนี้ โหวตด้วยรีโมตของ “ฝ่ายค้าน”
⦁…การเมืองที่อ่อนไหวว่ารัฐบาลจะ “ไปรอด” หรือไม่ “เพื่อไทย” ที่ซวนเซมาตลอดทาง “งบเพื่อจุนเจือโครงสร้างและผู้คนในเครือข่ายสวัสดิการข้าราชการ” เป็นภาคบังคับให้ต้องตั้งขึ้นมาจ่ายไปแล้ว ที่รออยู่คือที่จะแบ่งมา “ดูแลประชาชน” สร้างผลงานก่อนการเลือกตั้ง “โครงการเรือธง”ขยับไม่ได้ อย่างน้อยที่พอหาคะแนนได้บ้างอย่าง “20 บาทตลอดสายรถไฟฟ้า-การดูแลเกษตรกรที่ราคาพืชผลตกต่ำ-สังคมสูงวัยที่ต้องการการดูแลละเอียดขึ้น” ต้องให้เห็นเป็นรูปธรรม ได้แค่ไหน “ผลการเลือกตั้งครั้งหน้า” เป็นคำตอบ
⦁…ปวดหัวกับชั้นเชิง “การเมืองระหว่างประเทศ” ของ “ฮุน เซน-ฮุน มาเนต” ที่พลิกพลิ้วปลิ้นไปในทางที่เป็นประโยชน์กับ “กัมพูชา” ได้ตลอด ขณะที่ฝั่ง “ไทย” ดูเหมือนว่า “รัฐบาล” ตามไม่ทันในเวทีโลก “ทหารถูกทุ่นระเบิด” ขาขาดซ้ำแล้วซ้ำอีก กดดันให้ “กองทัพ” ต้องเตรียมกำลังรบ ใน “สัญญาหยุดยิง” ทำให้ “มวลชนการเมืองประเทศเรา” เชียร์ “ทหาร” ตะโกนด่า “รัฐบาล” ส่งผลแนวโน้มกระแสนิยมพลิกผัน ในทิศทางที่เริ่มจะคาดเดาได้ว่าเป็นปัญหาต่อ “ความเชื่อมั่นในประชาธิปไตย”
⦁…กระแสคนส่วนใหญ่ โหมไปใส่ใจ “อธิปไตย” ที่ “ปราสาทตาควาย-ปราสาทตาเมือน” การจัดการ “บ้านเรือนเขมรที่รุกเข้าไปในพื้นที่ทับซ้อนและแผ่นดินหลังหลักเขตประเทศไทย” โหมปลุก “ชาตินิยม” เป็นกระแสกำหนดทิศทางการเมือง ซึ่งประสบความสำเร็จ เพราะ “นักการเมือง” ฟาก “เสรีนิยม” เริ่มว่ากันเองให้ระวังท่าทีการแสดงออก ที่ก่อปฏิกิริยา “ทัวร์ลง” ได้ง่ายๆ
⦁…ความน่าสนใจอยู่ที่ “คนรุ่นใหม่” อีกกลุ่ม มุ่งไปที่แสดงความเป็นห่วงต่อ “วิกฤตคุณภาพชีวิต” เริ่มรวมตัวกันตั้งคำถามถึง “ความอยู่รอดของคนชั้นกลาง” อันหมายถึงที่เป็น “หัวใจของพลังพัฒนาประเทศ” ที่ “สถานการณ์ทางเศรษฐกิจ” ทำให้ “ค่าครองชีพ” เพิ่มสูงกว่า “รายได้” เป็นชีวิตที่อยู่ได้ยากลำบาก ในยุคที่ “AI” แย่งงาน แย่งอาชีพ เสียงเรียกร้องให้ “รัฐบาล” หาทางแก้ไข ดังไม่แพ้กัน
⦁…ระหว่าง “ความมั่นคง” ของ “อำนาจเหนือแผ่นดินชายแดน” กับ “ความมั่นคงในชีวิตของผู้คนที่เป็นอนาคตของชาติ” แน่นอนว่าเป็น “โจทย์ที่จะต้องพาให้เดินไปด้วยกัน” เพียงแต่เมื่อมีการถามถึงการจัดลำดับ“ความสำคัญ จำเป็น เร่งด่วน” แบบต้องการคำตอบให้ชัด อย่าว่าแต่ “รัฐบาล” เลยที่ต้องอึดอัด แม้กระทั่ง “ปู่ ย่า ตา ยาย” ที่ต้องชูธง “รักชาติ” ยังต้องประเมินให้รอบคอบว่า หาก “เพื่อลูกหลาน” ต้องตอบคำถามนี้แบบไหน
⦁…ในมุมของ “สภาพเศรษฐกิจ” แม้ประเด็น “ภาษีที่มหาอำนาจใช้เป็นเครื่องมือกู้วิกฤตประเทศ” จะสรุปที่ “ร้อยละ 19” ทำให้หมดกังวลไปในระดับหนึ่ง แต่เชื่อว่าไม่นานจะต้องพูดถึง “ผลกระทบจากสินค้านำเข้าที่ไทยเราต้องลดภาษี” มาแย่งชิง “ตลาดในประเทศ” ส่งผลต่อ “ผู้ผลิต” โดยเฉพาะรายเล็กที่หล่อเลี้ยงชีวิต “ลูกจ้างแรงงาน” ไม่ได้คิดถึง “เลิกผลิตแล้วสั่งนำเข้ามาทดแทน” ซึ่งยังไม่ได้ยินมาตรการรับมือของรัฐบาล
⦁…หายใจทั่วท้องขึ้นมาบ้าง เมื่อ “แบงก์ชาติ” กลับมาทำงานแบบเข้าใจไปในทางเดียวกันกับ “รัฐบาล” มากขึ้น ถึงวิธีการประคับประคอง “การเงินกับการคลัง” ให้สอดคล้องกัน ที่ห่วงว่า “แบงก์พาณิชย์” จะไม่เอาด้วย ก็เห็น “รับลูก” ได้ทันที ไม่เห็นบ่นว่าจะมีปัญหาอะไร




สนับสนุน – สาระ ล่ำซำ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ.เมืองไทยประกันชีวิต พร้อมด้วย ปราโมทย์ ศักดิ์กำจร รองกรรมการผู้จัดการอาวุโส และ พัชรพงษ์ ธะนะปัด รองกรรมการผู้จัดการ ร่วมส่งมอบหมวกกันน็อก 100 ใบ และเครื่องฟอกอากาศ 2 เครื่อง ให้แก่ สน.สุทธิสาร โดยมี พ.ต.ท.ชุติพนธ์ ตะกรุดทอง, พ.ต.ท.กงจักร์ทองเสี่ยน และ ร.ต.อ.อธิษฐ์พัชร์ มิตรวงศ์ เป็นผู้แทนรับมอบ ณ เมืองไทยประกันชีวิต สำนักงานใหญ่



