รายงานพิเศษ : เปิด 3 ฉากทัศน์ ลุ้นระทึกศาลรธน.ชี้ชะตาอิ๊งค์ จับตาถึงเปลี่ยนนายกฯ !??
ลุ้นระทึกกันเลยทีเดียว สำหรับคดีคลิปเสียงสนทนาระหว่าง น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม กับ สมเด็จฮุน เซน ประธานวุฒิสภากัมพูชา ที่สมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) 36 คน เข้าชื่อ ยื่นคำร้องต่อ ศาลรัฐธรรมนูญ ให้วินิจฉัยว่า น.ส.แพทองธาร ขาดคุณสมบัติตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 160 (4) และ (5) เพราะไม่เข้าข่ายไม่มีความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์ และฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง หรือไม่
ซึ่งจะมีความชัดเจน ผ่านคำวินิจฉัยของ 9 ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ที่จะออกนั่งบัลลังก์ อ่านคำวินิจฉัยในคดีดังกล่าว ตั้งแต่เวลา 15.00 น. วันที่ 29 สิงหาคม
โดย 9 ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ที่จะลงมติด้วยเสียงข้างมาก ชี้ขาดตำแหน่งนายกฯ ของ น.ส.แพทองธาร ประกอบด้วย 1.นายนครินทร์ เมฆไตรรัตน์ ประธานศาลรัฐธรรมนูญ 2.นายปัญญา อุดชาชน 3.นายอุดม สิทธิวิรัชธรรม 4.นายวิรุฬห์ แสงเทียน 5.นายจิรนิติ หะวานนท์ 6.นายนภดล เทพพิทักษ์ 7.นายบรรจงศักดิ์ วงศ์ปราชญ์ 8.นายอุดม รัฐอมฤต และ 9.นายสุเมธ รอยกุลเจริญ ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ
ทีมข่าวการเมืองมติชน วิเคราะห์ ฉากทัศน์ทางการเมือง ที่จะเกิดขึ้นหลังผลคำวินิจฉัยฯได้ 3 แนวทาง นั่นก็คือ
1. ศาลรัฐธรรมนูญมีมติเสียงข้างมาก เห็นว่า น.ส.แพทองธาร ไม่ขาดคุณสมบัติตามมาตรา 160 (4) และ (5) เพราะไม่เข้าข่ายไม่มีความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์ และฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง โดยศาลวินิจฉัยยกคำร้อง ส่งผลให้ น.ส.แพทองธาร เป็นนายกฯ บริหารประเทศต่อไป
แต่ก็ไม่ได้สะดวกโยธิน เมื่อรัฐบาลแพทองธาร จะต้องเผชิญกับ แรงเสียดทางทางการเมืองภายในสภาฯ จากพรรคร่วมฝ่ายค้าน นำโดยพรรคประชาชน(ปชน.) พรรคภูมิใจไทย(ภท.) จะยื่นอภิปรายทั้งแบบลงมติไม่ไว้วางใจ ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 151 และ อภิปรายแบบไม่ลงมติ ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 152
รวมทั้งกระแสกดดันจากปัญหาเศรษฐกิจ ปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชา การผลักดันนโยบายของพรรคเพื่อไทย(พท.) ทั้ง นโยบายรถไฟฟ้า 20 บาททุกสาย โครงการบ้านเพื่อคนไทย
ส่วนการเมืองนอกสภาฯ จะต้องเผชิญกับ การเคลื่อนไหวของกลุ่มรวมพลังแผ่นดินปกป้องอธิปไตย นำโดย “จตุพร พรหมพันธุ์” ที่จะเข้มข้นมากขึ้น
2. ศาลรัฐธรรมนูญมีมติเสียงข้างมากเห็นว่า น.ส.แพทองธาร ขาดคุณสมบัติ เนื่องจากไม่มีความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์ และฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง และให้ น.ส.แพทองธาร พ้นจากตำแหน่ง
กรณีนี้จะส่งผลให้ คณะรัฐมนตรี(ครม.) ทั้งคณะพ้นตำแหน่งด้วย แต่จะทำหน้าที่รักษาการต่อไปจนกว่าจะมี ครม.ชุดใหม่ กรณีนี้ น.ส.แพทองธาร จะไม่สามารถเป็นนายกฯ รักษาการได้ เนื่องจากมีลักษณะต้องห้ามตามรัฐธรรมนูญ โดยมีนายภูมิธรรม เวชยชัย เป็นรักษาการนายกฯดังเดิม
กระบวนการต่อไป ที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร จะต้องเลือกนายกฯ คนที่ 32 ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 159 ด้วยมติเสียงข้างมากของ ส.ส.เท่าที่มีอยู่ในสภาฯ คือ จำนวนไม่น้อยกว่า 246 เสียง จากจำนวน ส.ส.ที่ปฎิบัติหน้าที่ได้ 492 เสียง
การเลือกนายกฯ คนใหม่ จะเลือกบัญชีรายชื่อแคนดิเดตนายกฯ ของแต่ละพรรค ที่มีส.ส.ไม่น้อยกว่า 25 เสียง เสนอไว้ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 88
ในขั้วพรรคร่วมรัฐบาล ได้แก่ “ชัยเกษม นิติสิริ” จากพรรคเพื่อไทย “พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา” องคมนตรี และ “พีรพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค” จากพรรครวมไทยสร้างชาติ และ “จุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์” จากพรรคประชาธิปัตย์
ขั้วพรรคร่วมฝ่ายค้าน ได้แก่ นายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย
หากเลือก “ชัยเกษม” เป็น นายกฯ จะต้องได้รับเสียงสนับสนุนแบบไม่แตกแถวหรือย้ายขั้ว จากพรรคร่วมรัฐบาล 11 พรรค จำนวน 253 เสียง ประกอบด้วย พรรคเพื่อไทย 140 เสียง พรรครวมไทยสร้างชาติ 36 เสียง พรรคกล้าธรรม 25 เสียง พรรคประชาธิปัตย์ 25 เสียง พรรคชาติไทยพัฒนา 10 เสียง พรรคประชาชาติ 9 เสียง พรรคชาติพัฒนา 3 เสียง พรรคไทรวมพลัง 2 เสียง พรรคเสรีรวมไทย 1 เสียง พรรคประชาธิปไตยใหม่ 1 เสียง พรรคไทยก้าวหน้า 1 เสียง
แต่มีเสียงของพรรคฝ่ายค้าน ที่แสดงจุดยืนหนุนขั้วรัฐบาล ประมาณ 7-8 เสียง ทำให้เสียงของรัฐบาล จะมีอยู่ประมาณ 260 เสียง
กรณีขั้วพรรคร่วมฝ่ายค้าน เสนอชื่อ “อนุทิน ชาญวีรกูล” มาเป็นแคนดิเดตนายกฯ แข่งขัน ด้วยเสียงพรรคร่วมฝ่ายค้าน ที่มี 239 เสียง ประกอบด้วย พรรคประชาชน 143 เสียง พรรคภูมิใจไทย 69 เสียง
พรรคพลังประชารัฐ 20 เสียง พรรคไทยสร้างไทย 6 เสียง พรรคเป็นธรรม 1 เสียง จะต้องมีเสียง ส.ส.จากขั้วรัฐบาล มาสนับสนุนไม่น้อยกว่า 7 เสียง (ชนิดที่ต้องไม่มีงูเห่าแตกแถว)
เพื่อให้ได้เสียงเกินกึ่งหนึ่งของสภาฯ คือ 246 เสียง
แต่ “อนุทิน” จะต้องทำตามเงื่อนไข การโหวตเลือกนายกฯ ด้วยเสียงสนับสนุนจาก พรรคประชาชน แต่ไม่ขอร่วมเป็นรัฐบาล ได้แก่ ต้องประกาศการแก้ไขรัฐธรรมนูญ โดย ส.ส.ร. และประกาศวันที่จะยุบสภา ให้ชัดเจน
3.หากสถานการณ์ลุกลามถึงขั้นควบคุมไม่ได้ ก็ยังมีโอกาสที่ รักษาการนายกฯ อย่าง “ภูมิธรรม เวชยชัย” รองนายกฯ และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย จะใช้อำนาจตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 103 ประกาศยุบสภาฯ
เพราะแม้จะถกเถียงกันว่า รักษาการนายกฯมีอำนาจยุบสภาหรือไม่ แต่ก็ยังมีความเห็นของนักกฎหมายว่าต้องตีความกฎหมายให้มีทางออก
อีกทั้งยังมีคำอธิบายอีกว่า อำนาจยุบสภา เป็นของพระมหากษัตริย์ นายกฯ หรือรักษาการนายกฯ ทำหน้าที่เพียงเสนอเข้าไปเท่านั้น ดังนั้นหากมีการโปรดเกล้าฯราชกฤษฎีกายุบสภา ก็เป็นเรื่องของพระราชอำนาจ
ต่ยังมีนักกฎหมาย อย่างเลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา ตีความทางกฎหมายว่า รักษาการนายกฯ ไม่สามารถใช้อำนาจยุบสภาฯได้ ซึ่งอาจจะนำมาซึ่งการยื่นตีความต่อศาลรัฐธรรมนูญ
ให้วินิจฉัยว่า รักษาการนายกฯ สามารถใช้อำนาจ ยุบสภาฯ เช่นเดียวกับอำนาจของ นายกฯ ได้หรือไม่
อย่างไรก็ตามหากยุบสภาได้จริงๆ ก็เป็นหน้าที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.) จะต้องจัดการเลือกตั้งทั่วไป ภายใน 45-60 วัน ให้แล้วเสร็จ ระหว่างนี้ รัฐบาลพรรคเพื่อไทย จะทำหน้าที่รักษาการ จนกว่าจะมีรัฐบาลชุดใหม่เข้าปฎิบัติหน้าที่
ซึ่งอาจจะใช้เวลาประมาณ 6 เดือน
ส่วนฉากทัศน์ทางการเมืองที่จะเกิดขึ้นนับจากนี้ จะเป็นไปในแนวทางใด คำวินิจฉัยคดีคลิปเสียงสนทนา ของนายกฯ อิ๊งค์ หลังบ่ายสามโมง วันที่ 29 สิงหาคมนี้ จะเป็นปัจจัยชี้ขาด

