เปิดคำวินิจฉัยฉบับเต็ม ศาลรัฐธรรมนูญ สอยอิ๊งค์ พ้นนายกฯ ปมคลิปฮุนเซน
หมายเหตุ-ศาลรัฐธรรมนูญเสียงข้างมาก 6 ต่อ 3 วินิจฉัยว่า ความเป็นรัฐมนตรีของน.ส.แพทองธาร ชินวัตรสิ้นสุดลงเฉพาะตัวตามรัฐธรรมนูญมาตรา 170 วรรคหนึ่ง(4) จากกรณีคลิปเสียงสนทนาสมเด็จฮุน เซน โดยศาลให้เหตุผลสรุปสาระสำคัญดังนี้
—–
ศาลมีข้อที่ต้องพิจารณาก่อนว่ามีอำนาจพิจารณาวินิจฉัยคดีนี้ได้หรือไม่ เนื่องจากผู้ร้องกล่าวอ้างว่า การกระทำของผู้ถูกร้องเป็นการทุจริตต่อหน้าที่หรือจงใจปฏิบัติหน้าที่และใช้อำนาจขัดต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา 56 ,50 ,52,161 ,164 ( 1) และ( 4) ประมวลกฎหมายอาญาเกี่ยวกับความผิดต่อความมั่นคงของรัฐภายในราชอาณาจักร และความผิดต่อความมั่นคงของรัฐภายนอกราชอาณาจักร และประมวลกฎหมายอาญามาตรา 157 ฐานเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหน้าที่หรือละเว้นปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญและผู้ดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระ
รวมทั้งผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดินและหัวหน้าหน่วยงานธุรการของศาลรัฐธรรมนูญและองค์กรอิสระ พ.ศ. 2561 ข้อ 6 ข้อ7และข้อ 8 ประกอบข้อ 27 วรรค 1 และข้อ 11 ,12 ,13, 15, 16 ,17 ,19 และข้อ21 ประกอบข้อ27 วรรคสอง และประมวลจริยธรรมของข้าราชการ การเมือง พ.ศ.2564 ข้อ4(1)และ(5) ข้อ5(1)(2)(3)(4)(5)(6)และ(7) ข้อ6(1)(2)(4)และ(5) ข้อ7(1)(2)(3)(4)และ(5) ข้อ8(1)(2)ข้อ9(1)และ(4) และข้อ10(1)(2)(3)และ(9) ผู้ถูกร้องไม่มีความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์และฝ่าฝืนไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง
พิจารณาแล้วเห็นว่ารัฐธรรมนูญ มาตรา 210 วรรคหนึ่ง (3) บัญญัติให้ศาลรัฐธรรมนูญมีหน้าที่และอำนาจต่างๆตามที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ ซึ่งตามรัฐธรรมนูญมาตรา 170 วรรคสาม ประกอบมาตรา 82 บัญญัติให้ศาลรัฐธรรมนูญมีอำนาจ วินิจฉัยว่าความเป็นรัฐมนตรีสิ้นสุดลงเฉพาะตัว เมื่อมีเหตุตามมาตรา 170 วรรคหนึ่ง(4) ขาดคุณสมบัติหรือมีคุณสมบัติต้องห้าม ตามมาตรา 160 (5) กระทำการอันเป็นการต้องห้าม ตามมาตรา 186 หรือมาตรา 187 เมื่อคดีนี้ผู้ร้อง ขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่า การกระทำของผู้ถูกร้องที่สนทนากับสมเด็จฮุนเซน ด้วยถ้อยคำตามที่ปรากฏในคลิปเสียง ทำให้ความเป็นรัฐมนตรีของผู้ถูกร้อง สิ้นสุดลงเฉพาะตัวด้วยเหตุขาดคุณสมบัติหรือมีลักษณะต้องห้ามรัฐธรรมนูญ มาตรา 160 (4 )ไม่มีความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์ และ( 5 ) มีพฤติกรรมอันเป็นการฝ่าฝืนไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง
กรณีจึงเป็นการขอให้ตรวจสอบว่าการดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีของผู้ถูกร้องขาดคุณสมบัติหรือมีลักษณะต้องห้าม ตามที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญหรือไม่ คดีนี้ศาลรัฐธรรมนูญจึงมีอำนาจพิจารณาวินิจฉัยได้เฉพาะในจุดที่ว่าผู้ถูกร้องมีเหตุตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 160(4)(5) อันเป็นเหตุให้ความเป็นรัฐมนตรีของผู้ถูกร้องสิ้นสุดลงเฉพาะตัว ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 170 วรรค 3 ประกอบมาตรา72 หรือไม่เท่านั้น
ข้อที่ต้องพิจารณาประการต่อไป มีว่าศาลรัฐธรรมนูญรับฟังเสียงคลิปเสียงตามคำร้องเป็นพยานหลักฐานในคดีนี้ได้หรือไม่ เนื่องจากผู้ถูกร้องโต้แย้งว่าคลิปเสียงดังกล่าวเป็นพยานหลักฐานที่ได้มาโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย เพราะเป็นการบันทึกเสียงเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์โดยปราศจากความยินยอมของคู่สนทนา อีกทั้ง ยังเป็นบทสนทนาในภาษาต่างประเทศ ซึ่งยังไม่มีการแปลหรือรับรองความถูกต้อง นั้น พิจารณาเห็นว่าพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณา ของศาลรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2561 มาตรา27วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า การพิจารณาคดีให้ใช้ระบบไต่สวนโดยให้ศาลมีอำนาจค้นหาความจริง ไม่ว่าจะเป็นคุณหรือเป็นโทษแก่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งได้ และในการวินิจฉัยปัญหาข้อเท็จจริงให้ศาลรับฟังพยานหลักฐานได้ทุกประเภท เว้นแต่จะมีกฎหมายบัญญัติห้ามรับฟังไว้โดยเฉพาะ
บัญญัติดังกล่าวมีเจตนา มุ่งหมายให้ศาลรัฐธรรมนูญสามารถรับฟังพยานหลักฐานได้อย่างกว้างขวาง เพื่อให้ได้ข้อเท็จจริงที่ถูกต้อง ตรงความเป็นจริงที่เกิดขึ้นในคดีรัฐธรรมนูญ ซึ่งมีผลกระทบต่อประโยชน์ของมหาชน และเป็นบทบัญญัติที่สอดคล้องกับหลักวิธี พิจารณาในระบบไต่สวนที่ต้องการให้ศาลมีบทบาทในการค้นหาความจริง เพื่อให้สามารถอำนวยความยุติธรรมได้อย่างแท้จริง
ซึ่งคดีนี้นอกจากจะมีคลิปเสียงสนทนา ระหว่างผู้ถูกร้องกับ สมเด็จฮุนเซนแล้ว ยังมีคลิปภาพและเสียงที่ผู้ถูกร้องแถลงข่าวชี้แจงต่อสื่อมวลชน ปรากฏถ้อยคำของผู้ถูกร้องด้วยว่า “เป็นคลิปจริงที่คุยกันเมื่ออาทิตย์ที่แล้ว เมื่อผู้นำ 2 ท่านคุยกันส่วนตัว แต่มีการอัดคลิปและปล่อยออกมาแบบนี้ แน่นอนว่าดิฉันไม่ได้ปล่อย ก็ตามนั้นค่ะ” ดังนั้น ศาลรัฐธรรมนูญจึงรับฟังคลิปเสียงนี้เป็นพยานหลักฐานได้
ประเด็นที่ศาลรัฐธรรมนูญต้องพิจารณาวินิจฉัยว่า ความเป็นรัฐมนตรีของผู้ถูกร้องสิ้นสุดลงเฉพาะตัว ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 170 วรรคหนึ่ง(4) ประกอบมาตรา160(4)(5)หรือไม่นั้น เห็นว่ารัฐธรรมนูญมาตรา 160 และมาตรา 170 เป็นบทบัญญัติในหมวด 8 คณะรัฐมนตรี มาตรา 160 บัญญัติว่ารัฐมนตรี (4) ต้องมีความซื่อสัตย์เป็นที่ประจักษ์ (5) การฝ่าฝืนไม่มีพฤติกรรมอันเป็นการฝ่าฝืน หรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง และมาตรา 170 วรรคหนึ่ง ความเป็นรัฐมนตรีสิ้นสุดลงเฉพาะตัวเมื่อ (4) ขาดคุณสมบัติหรือมีลักษณะต้องห้ามตามมาตรา 160 บทบัญญัติของรัฐธรรมนูญดังกล่าวมีเจตนารมณ์ ว่าที่จะกำหนดบทบัญญัติจริยธรรมของผู้ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีไว้ในรัฐธรรมนูญอย่างชัดเจน
ประเด็นว่าผู้ถูกร้องมีความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์ตามรัฐธรรมนูญมาตรา160(4)หรือไม่นั้น เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่าขณะที่ผู้ถูกร้องกำลังเจรจากับสมเด็จฮุนเซน สถานการณ์ระหว่างไทยกับกัมพูชามีความตึงเครียดอย่างสูง พิจารณาแล้วเห็นว่าไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่าผู้ถูกร้องตอบรับข้อเสนอหรือความต้องการใดของสมเด็จฮุนเซน การกระทำของผู้ถูกร้องยังไม่มีลักษณะเป็นผู้ไม่มีความซื่อสัตย์ สุจริตเป็นที่ประจักษ์
ส่วนประเด็นว่าผู้ถูกร้องมีพฤติกรรมอันเป็นการฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมตามรัฐธรรมนูญมาตรา 160 (5) หรือไม่นั้นพิจารณาแล้วเห็นว่าผู้ถูกร้องดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีซึ่งเป็นตำแหน่งสูงสุดของฝ่ายบริหารมีฐานะเป็นหัวหน้ารัฐบาล ผู้ถูกร้องจึงเปรียบเสมือนบุคคลที่มี 2 สถานะอยู่ตลอดเวลาที่ดำรงตำแหน่ง
สถานะหนึ่ง ในสถานะประชาชนที่มีเสรีภาพในการกระทำภายใต้บทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ ส่วนอีกสถานะหนึ่งในฐานะนายกรัฐมนตรีซึ่งต้องถูกจำกัดเสรีภาพที่รัฐธรรมนูญและกฎหมายบัญญัติ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องความมั่นคงของประเทศ รัฐบาลในฐานะฝ่ายบริหารมีหน้าที่ดูแลรักษาผลประโยชน์ของประเทศเหนือประโยชน์ส่วนตน
ดังนั้นเมื่อข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่าผู้ถูกร้องสนทนากับสมเด็จฮุนเซนในเรื่องเกี่ยวกับการเปิดปิดด่านบริเวณชายแดนไทยกัมพูชาอันเป็นผลสืบเนื่องจากเหตุปะทะบริเวณช่องบก อ.น้ำยืน จ.อุบลราชธานี เนื้อหาของการสนทนามีสาระสำคัญเกี่ยวกับการขอเปิดด่านบริเวณชายแดนไทย -กัมพูชา อันเป็นความมั่นคงของประเทศ ไม่ใช่การสนทนาในเรื่องส่วนตัวทั่วไป ระหว่างผู้ถูกร้องกับสมเด็จฮุน เซน กรณีจึงไม่ใช่การกระทำส่วนตัวในฐานะประชาชน หากเป็นการปฏิบัติหน้าที่ในฐานะนายกรัฐมนตรี ซึ่งผู้ถูกร้องต้องไม่มีพฤติกรรมมันเป็นการฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรงด้วย
เมื่อพิจารณาถ้อยคำของผู้ถูกร้องใช้ในการสนทนาประกอบกับบริบทการสนทนาตามคลิปเสียงทั้งหมดแล้ว ในส่วนของการกล่าวถึงแม่ทัพภาคที่ 2 พล.ท.บุญสิน พาดกลาง การที่ผู้ถูกร้องซึ่งมีสถานะเป็นนายกรัฐมนตรีของไทย และเป็นผู้บังคับบัญชาของแม่ทัพภาคที่ 2 กล่าวถ้อยคำดังกล่าวต่อสมเด็จฮุน เซน พฤติการณ์ดังกล่าวย่อมเป็นการสะท้อนให้เห็นว่ามีการแบ่งข้างเชิงความคิดด้านความมั่นคงของประเทศที่เกี่ยวกับแนวทางแก้ไขปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชา และเกิดความไม่เป็นเอกภาพระหว่างรัฐบาลกับกองทัพ
วิญญูชนย่อมเข้าใจได้ว่าเป็นลักษณะการแสดงถึงความอ่อนแอทางการเมืองภายในประเทศให้กัมพูชา ซึ่งเป็นคู่ขัดแย้งทราบ และหากถูกเผยแพร่ออกไปถึงกัมพูชาจะเป็นการเปิดช่องให้ฝ่ายกัมพูชานำข้อมูลดังกล่าวมาใช้แทรกแซงกิจการภายในประเทศได้
สำหรับการเจรจาเกี่ยวกับการเปิดด่านชายแดนไทย -กัมพูชา ซึ่งผู้ถูกร้องชี้แจงว่า ใช้เทคนิคเพื่อค้นหาความต้องการที่แท้จริง ในลักษณะไม่โจมตีจุดยืนของคู่เจรจาแต่มุ่งทำความเข้าใจความต้องการที่อยู่เบื้องหลังมากขึ้นนั้น
พิจารณาแล้วเห็นว่า ผู้ถูกร้องประสงค์ที่จะใช้ช่องทางการเจรจาทั้งที่เป็นทางการ และไม่เป็นทางการ ควบคู่กันไป เห็นว่าไม่ว่าผู้ถูกร้องจะใช้เทคนิคการเจรจาแบบใดก็ตาม ผู้ถูกร้องจึงต้องปฏิบัติหน้าที่ภายใต้ของกรอบรัฐธรรมนูญมาตรา 3 ที่บัญญัติว่าต้องปฏิบัติหน้าที่ให้เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ กฎหมายและหลักนิติธรรมเพื่อประโยชน์ส่วนรวมของประเทศชาติ และความผาสุกของประชาชนโดยรวม และมาตรา 164 วรรคหนึ่ง (1) ที่บัญญัติให้คณะรัฐมนตรีต้องปฏิบัติหน้าที่และใช้อำนาจด้วยความรอบคอบ และระมัดระวังในการดำเนินการกิจการต่างๆเพื่อประโยชน์สูงสุดของประเทศและประชาชนส่วนรวม
นอกจากนั้นยังต้องคำนึงถึงกรอบแห่งจริยธรรมตามรัฐธรรมนูญมาตรา 160 (5) ประกอบมาตรา219 และมาตรฐานทางจริยธรรมของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ และผู้ดำรงตำแหน่งองค์กรอิสระ รวมถึงผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน และหัวหน้าหน่วยงานธุรการของศาลรัฐธรรมนูญและองค์กรอิสระ พ.ศ 2561 ด้วย
หาใช่ว่าผู้ถูกร้องจะสามารถเจรจาได้อย่างอิสระเป็นไปตามอำเภอใจแต่อย่างใด ทั้งกรณีในเรื่องของความมั่นคงของประเทศ ซึ่งผู้ถูกร้องทราบดีว่าสามารถเจรจาโดยมีหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอยู่ร่วมบันทึกข้อมูลและมีมาตรการรักษาความปลอดภัยร่วมด้วย
แต่เมื่อผู้ถูกร้องเลือกใช้รูปแบบการเจรจาเช่นนี้ รวมทั้งเลือกเจรจาปัญหาส่วนรวมของประเทศกับสมเด็จฮุน เซน ซึ่งผู้ถูกร้องรู้จักกันมาก่อนเป็นการส่วนตัว ผู้ถูกร้องจึงยิ่งต้องมีความรับผิดชอบต่อการกระทำของตัวเอง และต้องใช้ความรอบคอบและระมัดระวังในการเจรจาเพื่อรักษาไว้ซึ่งผลประโยชน์ของชาติมากยิ่งขึ้น
กรณีมีการปิดด่านชายแดนไทย-กัมพูชา ไทยได้รับผลกระทบทางเศรษฐกิจน้อยกว่ากัมพูชามาก เนื่องจากกัมพูชาเป็นฝ่ายที่ต้องพึ่งพาไทย ดังนั้นการกระทำของผู้ถูกร้องที่มีวัตถุประสงค์เจรจาให้มีการเปิดด่านพร้อมกันกับกัมพูชาจึงเป็นไปเพื่อผลประโยชน์ และความประสงค์ของสมเด็จฮุน เซน มากกว่าประโยชน์ของความมั่นคงของชาติ อันเนื่องมาจากการพยายามรักษาความสัมพันธ์ส่วนตัวของผู้ถูกร้องกับสมเด็จฮุน เซน และเป็นไปเพื่อการลดการวิพากษ์วิจารณ์การจัดการแก้ไขปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชา ของผู้ถูกร้อง
โดยผู้ถูกร้องมุ่งหวังถึงแต่เพียงการจะทำให้คะแนนนิยมในประเทศของผู้ถูกร้องดีขึ้น อันจะนำไปสู่การมีศักยภาพรัฐบาล ซึ่งเป็นประโยชน์ทางการเมืองของตน โดยไม่ได้คำนึงถึงสถานการณ์ด้านความมั่นคงในขณะนั้น อันเป็นผลประโยชน์ของชาติอันเป็นที่ตั้ง แต่อย่างใด
ดังนั้นการกระทำของผู้ถูกร้องที่ขอความเห็นใจจากสมเด็จฮุน เซน จึงไม่ใช่เทคนิคการเจรจา ตามที่ผู้ถูกร้องกล่าวอ้าง แต่เป็นการปฎิบัติหน้าที่โดยขาดความรอบคอบ และระมัดระวัง ซึ่งตามวิสัยพฤติการณ์ของผู้ถูกร้อง ซึ่งดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ควรจะต้องมีวิจารณญาณในการเลือกกระทำการ โดยไม่ขัดต่อรัฐธรรมนูญ ตามหน้าที่ที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ มาตรา164 วรรคหนึ่ง(1)
โดยเมื่อผู้ถูกร้องมีประโยชน์ส่วนตัว คือคะแนนนิยมและศักยภาพของรัฐบาลเข้าไปเกี่ยวข้อง หรือเกี่ยวเนื่องกับการปฎิบัติหน้าที่ ผู้ถูกร้องกลับไม่คำนึงถึง หรือยึดถือผลประโยชน์ของประเทศชาติเป็นที่ตั้ง การกระทำดังกล่าวเป็นการลดทอน หรือทำให้เสียหาย ซึ่งเกียรติภูมิ หรือเกียรติของนายกรัฐมนตรี และประเทศไทย
เพราะความนิยม ซึ่งหมายความว่า เกียรติที่ได้รับการยกย่องจากสังคมหรือนานาชาติ หรือการน่าเชื่อถือของประเทศชาติ อันเป็นสิ่งที่ประชาชนควรภาคภูมิใจ ขาดความภาคภูมิใจ และความไว้วางใจในนายกรัฐมนตรี ซึ่งเป็นผู้นำของประเทศอันมีลักษณะเป็นการไม่พิทักษ์รักษาไว้ซึ่งเกียรติภูมิ และผลประโยชน์ของชาติ และถือเอาประโยชน์ส่วนตัวเหนือกว่าประโยชน์ของประเทศชาติ อันเป็นการฝ่าฝืนไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานจริยธรรมของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ดำรงตำแหน่งองค์กรอิสระ รวมทั้งผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน และหัวหน้าหน่วยงานธุรการของศาลรัฐธรรมนูญ และองค์กรอิสระ พ.ศ.2561 หมวด1 ข้อ 6,7,8 ซึ่งมาตรา 21 วรรคหนึ่งให้ถือว่ามีลักษณะร้ายแรง
ดังนั้นการกระทำของผู้ถูกร้อง เป็นการฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติมาตรฐานจริยธรรมของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ หรือผู้ดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระ รวมทั้งผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน และหัวหน้างานธุรการของศาลรัฐธรรมนูญ และองค์กรอิสระ พ.ศ. 2561 หมวด2 ข้อ17 และข้อ21 ซึ่งเมื่อพิจารณาประกอบกับเจตนา และความร้ายแรงของความเสียหายที่เกิดขึ้นแล้ว เห็นได้ว่า มีลักษณะร้ายแรงตามข้อ 27 วรรคสองด้วย ดังนั้นผู้ถูกร้องจึงมีพฤติกรรมอันเป็นการฝ่าฝืน หรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง อันทำให้ผู้ถูกร้องขาดคุณสมบัติและมีลักษณะต้องห้าม ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา165 ส่วนข้อกล่าวหาอื่นๆ ตามที่กล่าวมาในคำร้องนั้น ไม่จำต้องวินิจฉัย เนื่องจากไม่ทำให้ผลของคดีเปลี่ยนแปลงไป
อาศัยเหตุผลดังกล่าวข้างต้นจึงวินิจฉัยว่า ความเป็นรัฐมนตรีของผู้ถูกร้อง นายกรัฐมนตรีสิ้นสุดลงเฉพาะตัว ตามรัฐธรรมนูญมาตรา170 วรรคหนึ่ง(4) ประกอบ มาตรา160(5) นับแต่วันที่ศาลรัฐธรรมนูญมีคำสั่งให้ผู้ถูกร้อง หยุดปฎิบัติหน้าที่นายกรัฐมนตรี คือวันที่ 1 ก.ค.2568 เพื่อความเป็นรัฐมนตรีของนายกรัฐมนตรีสิ้นสุดลง ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 170วรรคหนึ่ง(4)แล้ว รัฐมนตรีต้องพ้นจากตำแหน่งทั้งคณะตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 167 วรรคหนึ่ง(1) โดยให้นำมาตรา 168 วรรคหนึ่ง(1) มาใช้บังคับ การปฏิบัติหน้าที่ของคณะรัฐมนตรีที่พ้นจากตำแหน่งต่อไป

