หมายเหตุ – รายละเอียดคำแถลงของนายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน สนับสนุนนายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย เป็นนายกรัฐมนตรี โดยนายอนุทินแถลงการจัดตั้งรัฐบาลเสียงข้างน้อย พร้อมรับเงื่อนไข 5 ข้อของพรรคประชาชน ขณะที่นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.มหาดไทย ปฏิบัติหน้าที่แทนนายกรัฐมนตรี ได้เสนอทูลเกล้าฯยุบสภา เพื่อคืนอำนาจให้ประชาชน เมื่อวันที่ 3 กันยายน
ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ
หัวหน้าพรรคประชาชน
ในช่วงระยะเวลา 5 วันที่ผ่านมา เป็นช่วงเวลาที่ไม่แน่นอน ขณะที่มีกระแสข่าวในเรื่องการยุบสภา จึงต้องนำเรียนตามข้อเท็จจริงว่าจนถึงปัจจุบัน ยังไม่ได้มีการชี้แจงอย่างเป็นทางการ หรือรับการรับรองอย่างเป็นทางการจากพรรคเพื่อไทยว่ามีการทูลเกล้าฯ เสนอการยุบสภาแล้วหรือไม่อย่างไร ผมในฐานะหัวหน้าพรรคประชาชน วันนี้มาพร้อมกับผู้บริหารของพรรคบางส่วน ที่เราได้มีการประชุมจนถึงเมื่อเช้านี้ ถึงข้อสรุปว่าประชาชนจะตัดสินใจอย่างไรในสถานการณ์การเมืองในปัจจุบัน
ทุกท่านครับ นับตั้งแต่กรณีการเผยแพร่คลิปเสียงการสนทนาระหว่างอดีตนายกรัฐมนตรี แพทองธาร ชินวัตร และฮุน เซน ทางพรรคประชาชน ยืนยันมาตลอดว่าทางออกที่ดีที่สุดสำหรับประเทศคือการคืนอำนาจให้กับประชาชนตัดสินใจกำหนดอนาคตของประเทศผ่านการยุบสภา เพื่อเดินหน้าไปสู่การเลือกตั้งใหม่ เพื่อให้เรามีรัฐบาลที่มีความชอบธรรม มีสถานภาพและมีศักยภาพในการแก้ไขปัญหาสำคัญให้กับประชาชน ทั้งด้านการเมือง เศรษฐกิจ สังคมและความมั่นคง
แต่กระทั่งจนถึงวันนี้รัฐบาลผู้มีอำนาจในการยุบสภา กลับยังไม่ให้ความชัดเจนไม่ตอบสนอง และมีความพยายามที่จะอยู่ในอำนาจให้นานที่สุด โดยไม่สำนึกถึงความล้มเหลวในการบริหารประเทศของตนเอง รวมทั้งไม่ตระหนักว่าประชาชนส่วนใหญ่มิอาจมอบความไว้วางใจให้แก่รัฐบาลชุดนี้ได้อีกต่อไป
หลังจากที่ศาลรัฐธรรมนูญได้วินิจฉัยให้ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร พ้นจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 29 สิงหาคมที่ผ่านมา พรรคประชาชนจึงเห็นว่าหากพรรคงดออกเสียงในการพิจารณาให้ความเห็นชอบนายกรัฐมนตรีคนใหม่ อาจเกิดสถานการณ์ที่ไม่มีผู้ใดได้เสียงสนับสนุนเกินกึ่งหนึ่งของสภาผู้แทนราษฎร อาจเกิดความเสี่ยงที่ทำให้เกิดการไหลกลับรวมกันของพรรคร่วมรัฐบาลชุดเดิม ที่ได้บริหารประเทศอย่างล้มเหลวมาตลอด 2 ปีที่ผ่านมา รวมทั้งเสี่ยงต่อการทำให้หัวหน้าคณะปฏิวัติรัฐประหารกลับเป็นนายกรัฐมนตรีอีกครั้ง หรือไม่ก็เปิดช่องให้มีนายกฯคนนอก
ตลอดเวลา 5 วันที่ผ่านมา หลังจากได้มีการพูดคุยกับพรรคเพื่อไทยและพรรคภูมิใจไทย พรรคประชาชนจึงได้พิจารณาอย่างละเอียดถึงความเข้าใจของ 2 พรรคการเมืองต่อเงื่อนไขของพรรคประชาชน และกลไกในการควบคุมรัฐมนตรีชุดใหม่ ให้รักษาสัญญาดังกล่าว ประกอบกับกระบวนการในการรับฟังเสียงของสมาชิกพรรคคณะทำงานของพรรคทั่วประเทศ และผู้แทนสภาผู้แทนราษฎรอย่างละเอียดรอบคอบแล้ว
วันนี้คณะกรรมการบริหารของพรรคที่ได้ประชุมจึงมีมติว่าหากมีการประชุมสภาผู้แทนราษฎรเพื่อให้ความเห็นชอบเลือกนายกรัฐมนตรีคนใหม่ พรรคประชาชนจะให้ความเห็นชอบแก่นายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย โดยพรรคภูมิใจไทยจะต้องยอมตกลงเงื่อนไขดังต่อไปนี้
1.นายกรัฐมนตรีคนใหม่ต้องยุบสภาผู้แทนราษฎรภายใน 4 เดือน นับตั้งแต่วันที่ได้แถลงนโยบายต่อรัฐสภา เพื่อจัดให้มีการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเป็นการทั่วไป
2.ในกรณีที่ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่า ในการจัดทำร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ จำเป็นต้องมีการออกเสียงประชามติก่อนที่รัฐสภาจะดำเนินการแก้ไขรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 ตามมาตรา 256 นั้น คณะรัฐมนตรีชุดใหม่ต้องจัดให้มีการออกเสียงประชามติในประเด็นการแก้ไขรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 เพื่อนำไปสู่การจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ โดยสภาร่างรัฐธรรมนูญที่มาจากการเลือกตั้ง โดยเร็ว ทั้งนี้ ต้องไม่เกินกว่าวันลงคะแนนเสียงเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเป็นการทั่วไป
3.ในกรณีที่ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่า ในการจัดทำร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ไม่จำเป็นต้องมีการออกเสียงประชามติก่อนที่รัฐสภาดำเนินการแก้ไขรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 ตามมาตรา 256 นั้น คณะรัฐมนตรีชุดใหม่ พรรคประชาชน และพรรคภูมิใจไทย จะเร่งผลักดันร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติม เพื่อกำหนดให้มีกระบวนการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ โดยสภาร่างรัฐธรรมนูญที่มาจากการเลือกตั้ง ให้แล้วเสร็จในวาระของสภาผู้แทนราษฎรชุดนี้โดยเร็ว
4.เพื่อสร้างหลักประกันว่า นายกรัฐมนตรีคนใหม่จะยุบสภาผู้แทนราษฎรภายใน 4 เดือนจริง พรรคภูมิใจไทยต้องไม่ดำเนินการโดยวิธีการใดๆ เพื่อทำให้เป็นรัฐบาลเสียงข้างมาก
5.พรรคประชาชนยืนยันเป็นฝ่ายค้านต่อไป โดยจะทำหน้าที่ตรวจสอบการบริหารราชการแผ่นดินของรัฐบาลชุดใหม่อย่างเต็มที่ และจะไม่มีบุคคลใดจากพรรคประชาชนไปดำรงตำแหน่งรัฐมนตรี

อนุทิน ช่ญวีรกูล
หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ‘ตั้งรัฐบาลเสียงข้างน้อย’
ผมและบรรดาสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรทั้ง 146 คนที่อยู่ในที่นี้ จะขอแถลงข่าวเกี่ยวกับการจัดตั้งรัฐบาล เมื่อเช้าที่ผ่านมา ทุกท่านคงได้รับทราบข้อมูลจากการแถลงข่าวของหัวหน้าพรรคประชาชนเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ผมได้รับเงื่อนไข และข้อสรุปออกมาเป็นข้อตกลงร่วมระหว่างพรรคประชาชนกับพรรคภูมิใจไทย ว่าด้วยกรณีการเลือกบุคคลไปดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี แจ้งให้กับสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรทั้ง 146 คนรับทราบ
พวกเราทุกคนต้องขอขอบคุณพรรคประชาชน คณะกรรมการบริหารพรรคประชาชน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรพรรคประชาชน และพี่น้องประชาชนที่สนับสนุนพรรคประชาชนทุกท่าน ที่ได้มีมติของที่ประชุมผู้บริหารพรรคประชาชน ในการให้การสนับสนุนพรรคภูมิใจไทยเป็นแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาลครั้งนี้
พรรคภูมิใจไทย และสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร 146 คน มาร่วมกันจัดตั้งรัฐบาลในครั้งนี้ ได้มอบรายชื่อ และให้คำมั่นกับพรรคประชาชน ว่าจะให้การสนับสนุนผมเป็นนายกรัฐมนตรี และจะได้จัดตั้งรัฐบาลตามข้อเสนอของพรรคประชาชน ทุกท่านได้ลงลายมือชื่อในเอกสารแสดงคำมั่น และผมจะได้นำส่งให้ผู้บริหารพรรคประชาชนไว้เป็นข้อมูลต่อไป
อย่างไรก็ตาม หลังจากนี้จะเป็นการดำเนินการตามขั้นตอนที่กำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย เป็นอำนาจหน้าที่ของสภาผู้แทนราษฎร โดยประธานสภาผู้แทนราษฎร และสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จะได้ดำเนินการตามขั้นตอนตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป
ผมขอกราบเรียนให้ทุกท่านทราบว่าพรรคภูมิใจไทย และบรรดาสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ทั้ง 146 คน ที่ปรากฏตัวในที่นี้ ซึ่งมี ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า ประธานที่ปรึกษาพรรคกล้าธรรม นางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ หัวหน้าพรรคกล้าธรรม นายสันติ พร้อมพัฒน์ เลขาธิการพรรคพลังประชารัฐ นายสุรทิน พิจารณ์ หัวหน้าพรรคประชาธิปไตยใหม่ นายสุชาติ ชมกลิ่น รองหัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ นายศักดา วิเชียรศิลป์ ส.ส.กาญจนบุรี พรรคเพื่อไทย นายสรรเพชญ บุญญามณี ส.ส.สงขลา พรรคประชาธิปัตย์ และนายสมยศ พลายด้วง ส.ส.สงขลา พรรคประชาธิปัตย์
ทั้งนี้ เราตระหนักดีว่าการจัดตั้งรัฐบาลที่กำลังดำเนินต่อไปจากนี้ ทางพรรคประชาชนได้ให้ความร่วมมือ เสียสละในการหาทางออกให้ประเทศไทยในสถานการณ์วิกฤต ทั้งทางการเมือง เศรษฐกิจ ความมั่นคง และภัยธรรมชาติ ขอยืนยันว่าพวกเราทุกคนในที่นี้จะไม่ทำให้เจตนารมณ์ และความเสียสละของทุกท่านสูญเปล่า และจะรักษาข้อตกลงทั้ง 5 ข้อ ที่ได้ให้ไว้กับประชาชนตลอดระยะเวลา 4 เดือนนับตั้งแต่วันที่เราได้เข้าทำงานในฐานะรัฐบาล และจะดำรงสภาพการเป็นรัฐบาลเสียงข้างน้อยที่จะมีพี่น้องประชาชนร่วมเป็นผู้ตรวจสอบการทำงานของพวกเรา ดังนั้น ในระยะเวลา 4 เดือนของรัฐบาล เราจะตั้งใจทำงานอย่างเต็มกำลังสุดความสามารถให้สมกับความไว้วางใจที่ทุกท่านให้โอกาสกับพวกเรา
ส่วนเรื่องอื่นๆ ขอให้เป็นไปตามขั้นตอนที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ เราทุกคนจะร่วมกันทำหนังสือที่แสดงถึงความพร้อมที่จะให้ทางประธานสภาผู้แทนราษฎร ได้พิจารณาบรรจุวาระการเลือกนายกรัฐมนตรีเข้าสู่ที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรโดยเร็วที่สุด การชี้แจงวันนี้ยืนยันให้ประชาชนรับรู้รับทราบว่า พวกเราทุกคนมีความพร้อมจากแรงสนับสนุน และความเข้าใจ ของทางพรรคประชาชน เราจึงมีความมั่นใจว่าการจัดตั้งรัฐบาลชุดถัดไปนี้จะดำเนินไปได้ด้วยความราบรื่น และการทำงานของรัฐบาลที่เกิดจากข้อตกลงระหว่างพรรคประชาชน และพรรคภูมิใจไทยจะเป็นไปตามเงื่อนไขทั้ง 5 ข้อของพรรคประชาชน
อยากขอบคุณเพื่อนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรทั้ง 146 คน ตั้งแต่ระดับผู้ใหญ่จนถึงระดับสมาชิก ที่ทุกๆ ท่านให้ความร่วมมือสนับสนุนให้ผมได้รับการคัดเลือกให้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ต้องถือเป็นความเสียสละมุ่งมั่นตั้งใจ เราผ่านอุปสรรคต่างๆ มากมาย ผ่านความกดดัน แต่สิ่งที่อยู่ในหัวจิตหัวใจของพวกเราทุกคน คือความรักชาติ รักแผ่นดิน หวงแหนแผ่นดิน และความจงรักภักดีต่อสถาบันอันเป็นที่เคารพสักการะสูงสุดของพี่น้องคนไทยทุกคน เรามีความห่วงใยพี่น้องประชาชนต่อความเป็นอยู่ และคุณภาพชีวิต จึงทำให้พวกเราตัดสินใจที่จะมาทำงานร่วมกัน ขอให้ความมั่นใจว่าพวกเราทุกคนรู้จักกันเป็นเวลาเนิ่นนาน รู้มือ รู้ฝีมือ และรู้ถึงความทุ่มเทที่จะมีให้กับพี่น้องประชาชน และประเทศไทยที่รัก เรามั่นใจว่าเราจะใช้เวลาทุกวัน ทุกนาที ทุกชั่วโมง ในการปฏิบัติหน้าที่รัฐบาลให้ดีที่สุด คุ้มค่าที่สุดกับความไว้วางใจที่พวกเรามีต่อกัน และความไว้วางใจที่พี่น้องประชาชนชาวไทยทุกท่านได้มอบหมายให้เรามาทำหน้าที่ผู้แทนราษฎรของท่าน

ภูมิธรรม เวชยชัย
รองนายกฯและ รมว.มหาดไทย ปฏิบัติหน้าที่แทนนายกรัฐมนตรี ‘ทูลเกล้าฯยุบสภา’
สถานการณ์ที่เกิดขึ้นขณะนี้คิดว่าระบอบประชาธิปไตยบิดเบี้ยว ไม่เป็นไปตามครรลองที่ควรจะทำ การตัดสินใจของพรรคภูมิใจไทยและประชาชนที่ตัดสินใจว่าจะร่วมกันตั้งรัฐบาล โดยพรรคประชาชน จะโหวตให้แต่ไม่ร่วมรัฐบาล ก็เป็น 3 กลุ่มอยู่อย่างเดิม พรรคเพื่อไทยทำหน้าที่ฝ่ายค้าน พรรคภูมิใจไทยเป็นรัฐบาลเสียงข้างน้อย และพรรคประชาชน มี 2 หมวกอยู่ในตัวเอง คือทั้งฝ่ายค้าน ฝ่ายรัฐบาล ที่ผ่านมาไม่เคยเป็นแบบนี้มาก่อน
บรรยากาศทางการเมืองที่มีการดึงซื้อ ส.ส.ทำให้เกิดความสับสนอลหม่านท่ามกลางเศรษฐกิจที่มีปัญหา ทำให้เห็นว่าหากไม่สามารถดึงความเชื่อมั่นกลับมาสู่ประเทศได้ จะยิ่งทำให้ปัญหาเศรษฐกิจถูกรุมเร้า
ฝ่ายกฎหมายจึงเห็นว่าควรจะคืนอำนาจให้ประชาชนไปตัดสินใจ เป็นเรื่องของพระราชอำนาจ ไม่มีใครไปตัดสินใจได้ ขึ้นอยู่กับพระบรมราชวินิจฉัย และสถานการณ์ต่างๆ
ในฐานะปฏิบัติหน้าที่นายกรัฐมนตรี ได้พิจารณาและรวบรวมความคิดเห็น และต้องกราบถวายบังคมทูลรายงานสถานการณ์ต่างๆ ให้พระองค์ท่านรับทราบ และคิดว่าจะแก้ปัญหาได้ จึงตัดสินใจ ทูลเกล้าฯพระราชกฤษฎีกายุบสภา ไปตั้งแต่วันที่ 2 ก.ย.ที่ผ่านมาแล้ว และต้องรอให้เป็นไปตามกระบวนการประชาธิปไตย ตามรัฐธรรมนูญ และเมื่อเป็นแบบนี้ พรรคประชาชนกับพรรคภูมิใจไทยก็ต้องไปพิจารณา ทั้งนี้ ไม่ได้กังวลในข้อกฎหมาย เพราะยื่นไปตามกฎหมายและกระบวนการตามรัฐธรรมนูญ

