หน้าแรก การเมือง ชูศักดิ์ ยก 5...

ชูศักดิ์ ยก 5 ข้อ ย้ำ ภูมิธรรม มีอำนาจทูลเกล้าฯ ยุบสภา ได้

4.09.25 | 10:44 น.

ชูศักดิ์ ยก 5 ข้อ ย้ำ ภูมิธรรม มีอำนาจทูลเกล้าฯ ยุบสภา ได้

เมื่อวันที่ 4 กันยายน นายชูศักดิ์ ศิรินิล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวกรณี นายภูมิธรรม เวชยชัย ปฏิบัติหน้าที่แทนนายกรัฐมนตรี มีอำนาจที่จะทูลเกล้าฯถวายร่างพระราชกฤษฎีกายุบสภาผู้แทนราษฎร เพื่อทรงมีพระบรมราชวินิจฉัยได้หรือไม่ว่า 1.การยุบสภาผู้แทนราษฎรเป็นพระราชอำนาจของพระมหากษัตริย์ มิใช่อำนาจของนายกรัฐมนตรี ดังที่ตั้งประเด็นกันว่า “ผู้รักษาการในตำแหน่งนายกรัฐมนตรีมีอำนาจยุบสภาผู้แทนราษฎรหรือไม่” ตามมาตรา 103 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย นายกรัฐมนตรีมีแต่เพียงอำนาจถวายความเห็นโดยการเสนอร่างพระราชกฤษฎีกาตามมาตรา 103 และมาตรา 175 เท่านั้น

นายชูศักดิ์ กล่าวว่า 2.การตีความรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ควรตีความไปในทางที่สามารถใช้บังคับแก่เหตุการณ์ต่างๆ ได้ มิใช่ก่อให้เกิดทางตัน ขณะเดียวกันก็ควรตีความโดยเคร่งครัด เช่น เมื่อรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยประสงค์จะจำกัดอำนาจหน้าที่ใดของบุคคลหรือองค์กรใด ก็จะบัญญัติไว้อย่างชัดเจน ดังเช่น การจำกัดอำนาจของนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีภายหลังการยุบสภาแล้วตามมาตรา 169 และบัญญัติว่าการยุบสภาผู้แทนราษฎรจะกระทำมิได้ภายหลังการเสนอญัตติเปิดอภิปรายทั่วไป เพื่อลงมติไม่ไว้วางใจรัฐมนตรีเป็นรายบุคคลหรือทั้งคณะตามมาตรา 151 และการยุบสภาผู้แทนราษฎรจะทำได้เพียงครั้งเดียวในเหตุเดียวกันตาม มาตรา 103 โดยไม่มีบทบัญญัติอื่นใดจำกัดอำนาจนายกรัฐมนตรีในการถวายความเห็นให้ทรงตราพระราชกฤษฎีกาตามมาตรา 175 ไว้ในมาตราใดๆ ทั้งสิ้น และเมื่ออำนาจใดเป็นของนายกรัฐมนตรีแล้ว อำนาจนั้นย่อมเป็นของรองนายกรัฐมนตรีที่รักษาการแทนนายกรัฐมนตรีทั้งสิ้น เพราะไม่มีข้อจำกัดไว้ในที่ใด

นายชูศักดิ์ กล่าวต่อว่า คำกล่าวที่ว่า อำนาจในการเสนอร่างพระราชกฤษฎีกาเป็นอำนาจเฉพาะตัวของนายกรัฐมนตรี เป็นการคิดเอาเองตามทฤษฎี  เช่น ถือว่านายกรัฐมนตรีได้รับความไว้วางใจจากสภาผู้แทนราษฎร จึงควรเป็นบุคคลเดียวที่เสนอร่างพระราชกฤษฎีการยุบสภาผู้แทนราษฎรได้ เป็นการนำทฤษฎีคนละเรื่องกันมาตีความนอกรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ถ้ารัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยประสงค์จะให้ตีความเช่นนั้น ก็คงบัญญัติไว้แล้ว ดังเช่นบัญญัติไว้ในมาตรา 167 (1) ว่า รัฐมนตรีทั้งคณะพ้นจากตำแหน่งเมื่อความเป็นรัฐมนตรีของนายกรัฐมนตรีสิ้นสุดลง ที่เป็นเช่นนี้เพราะแม้นายกรัฐมนตรีจะพ้นจากตำแหน่งโดยเหตุใดเหตุหนึ่งแต่เพราะนายกรัฐมนตรีมาจากความไว้วางใจของสภาผู้แทนราษฎร รัฐมนตรีอื่นทั้งคณะจึงต้องพ้นจากตำแหน่งตามไปด้วย

Advertisement

นายชูศักดิ์ กล่าวว่า 3.ที่ว่าการตีความรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยต้องตีความไปในทางที่ใช้บังคับได้ เพราะหากเกิดเหตุการณ์สำคัญที่นายกรัฐมนตรีพ้นจากตำแหน่ง และยังคงมีรองนายกรัฐมนตรีรักษาการ แต่เหตุการณ์นั้นรุนแรงจนสมควรยุบสภาผู้แทนราษฎร ก็จะหาทางออกด้วยการยุบสภาผู้แทนราษฎรไม่ได้ อันจะก่อให้เกิดผล อันตรายและเสียหายตามมา อันจะเป็นทางตันไม่อาจแก้ปัญหาได้ 4.รองนายกรัฐมนตรี ผู้รักษาการแทนนายกรัฐมนตรี จึงมีอำนาจในการนำความกราบบังคมทูล พระกรุณาถวายร่างพระราชกฤษฎีกายุบสภาผู้แทนราษฎร เพื่อทรงมีพระบรมราชวินิจฉัยได้ ส่วนจะทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมประการใด ย่อมเป็นพระราชอำนาจเด็ดขาด ไม่อาจถูกทบทวนโดยศาลรัฐธรรมนูญหรือองค์กรใดๆ ได้

นายชูศักดิ์ กล่าวอีกว่า 5.ข้อที่ว่าผู้รักษาการในตำแหน่งนายกรัฐมนตรีไม่เคยทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวายร่างพระราชกฤษฎีกายุบสภาผู้แทนราษฎรมาก่อน มิใช่เหตุผลที่จะตัดอำนาจดังกล่าว ทั้งนี้ เป็นเพราะไม่เคยมีเหตุการณ์เช่นนี้เกิดขึ้นในอดีต จึงถือเป็นประเพณีการปกครองประเทศไทยในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขไม่ได้ แท้จริงแล้วถ้าเกิดปัญหาขึ้นก็ต้องหาทางออกจนได้ ดังเช่น กรณีนายสัญญา ธรรมศักดิ์ ได้ทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวายความเห็นให้ทรงยุบสภานิติบัญญัติแห่งชาติ เมื่อปีพุทธศักราช 2516 (หลังเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516) ทั้งที่ไม่เคยมีประเพณีให้ยุบสภาผู้แทนราษฎรที่มาจากการแต่งตั้ง และครั้งนั้นก็เคยสงสัยกันว่านายกรัฐมนตรีมีอำนาจเช่นนั้นหรือไม่ แต่ก็มีการยุบสภาผู้แทนราษฎรในที่สุด