ไอลอว์ ประณาม สุรทิน-ไทกร เอาผิด ม.112 ภูมิธรรม จี้ทำหนังสือแจง สาเหตุถอนแจ้งความ เรียกร้องขอโทษเป็นทางการ บี้หยุดใช้ กม.ทำลายผู้เห็นต่าง
จากกรณีนายสุรทิน พิจารณ์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปไตยใหม่ (ปธม.) และนายไทกร พลสุวรรณ นักเคลื่อนไหวทางการเมือง เข้าพบพนักงานสอบสวน บก.ปปป. แจ้งความเอาผิดนายภูมิธรรม เวชยชัย รักษาการนายกรัฐมนตรี ในความผิดตามมาตรา 112 ปมยื่นทูลเกล้าฯ พ.ร.ฎ.ยุบสภา โดยนายสุรทินยืนยันว่า สิ่งที่นายภูมิธรรมทำน่าจะระคายเคืองเบื้องพระยุคลบาท จึงปกป้องสถาบันด้วยวิธีดังกล่าว นอกจากนี้ การแจ้งความก็เพราะมีความจงรักภักดี ปัดเป็นเรื่องส่วนตัว จากนั้นนายสุรทินได้ถอนแจ้งความ ม.112 ยืนยันไม่มีใครกดดัน
เมื่อวันที่ 4 กันยายน โครงการอินเทอร์เน็ตเพื่อกฎหมายประชาชน หรือไอลอว์ แถลงประณามการแจ้งเอาผิดด้วยข้อกล่าวหา ม.112 ความว่า ขอประณามการแจ้งความ ม.112 และถอนกรณีทูลเกล้าฯ พ.ร.ฎ.ยุบสภา
วันที่ 3 กันยายน 2568 สุรทิน พิจารณ์ ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปไตยใหม่ ผู้ที่แสดงจุดยืนในการลงมติให้อนุทิน ชาญวีรกูล แคนดิเดตจากพรรคภูมิใจไทย เป็นนายกรัฐมนตรีคนที่ 32 และไทกร พลสุวรรณ ร้องทุกข์กล่าวหาภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ซึ่งปฏิบัติหน้าที่แทนนายกรัฐมนตรี ในความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 จากการที่ภูมิธรรมพยายามยื่นทูลเกล้าฯ ถวาย พ.ร.ฎ.ยุบสภา
วันถัดมา (4 กันยายน 2568) ทั้งสองถอนแจ้งความ สุรทินระบุว่า ไม่ได้เกิดจากคำสั่งหรือแรงกดดันจากบุคคลใด แต่ทำด้วยเจตนาที่ต้องการให้บ้านเมืองเดินหน้าต่อไป และเพื่อให้ทุกฝ่ายรู้สึกสบายใจก่อนการประชุมเลือกนายกรัฐมนตรีในวันรุ่งขึ้น (5 กันยายน 2568)
แม้จะถอนแจ้งความ แต่คดียังต้องเดินหน้าต่อ เนื่องจากความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 อยู่ในลักษณะ 1 ความผิดต่อความมั่นคงแห่งราชอาณาจักร หมวด 1 ความผิดต่อพระมหากษัตริย์ ตามระบบกฎหมายที่ใช้อยู่ขณะนี้ถือเป็นความผิดต่อแผ่นดินที่ยอมความไม่ได้ การริเริ่มคดีไม่ต้องอาศัยผู้เสียหายเป็นคนแจ้งความ แต่เป็น “ใครก็ได้” เมื่อริเริ่มไปแล้วรัฐมีหน้าที่ต้องสอบสวนต่อ แม้ผู้ร้องทุกข์จะถอนแจ้งความก็ตาม
จึงขอประณามการใช้ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 ต่อฝ่ายตรงข้ามทางการเมืองและมีข้อเรียกร้อง ดังนี้
ข้อเรียกร้องต่อสุรทินและไทกร ในฐานะผู้ร้องทุกข์กล่าวโทษ
1.กล่าวขอโทษอย่างเป็นทางการต่อสาธารณะ
2.ทำหนังสือชี้แจงว่าเหตุใดจึงถอนแจ้งความ และการกระทำดังกล่าวไม่เข้าข่ายเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 อย่างไรต่อพนักงานสอบสวน
3.หยุดใช้มาตรา 112 ในการทำลายผู้เห็นต่างทางการเมืองและเพื่อสร้างบรรยากาศที่ดีระหว่างที่สภาผู้แทนราษฎรกำลังดำเนินการลงมติเพื่อเลือกนายกรัฐมนตรีคนที่ 32
ข้อเรียกร้องต่อเจ้าหน้าที่ในกระบวนการยุติธรรม
ในการดำเนินคดีที่เป็นความผิดต่อแผ่นดินทุกฐานความผิด ไม่ได้หมายความว่า เมื่อมีการกล่าวโทษว่าใครเป็นผู้กระทำความผิดเกิดขึ้นแล้ว ตำรวจจะต้องดำเนินคดี จับกุมผู้ต้องหา และสั่งฟ้องคดีเสมอไป แต่ตำรวจที่รับเรื่องไว้ก็มีหน้าที่ต้องแสวงหาพยานหลักฐานว่ามีการกระทำความผิดเกิดขึ้นจริงหรือไม่ การกระทำดังกล่าวเป็นความผิดตามกฎหมายหรือไม่ และผู้ที่ถูกกล่าวหากระทำความผิดจริงหรือไม่
ถ้าหากเป็นกรณีที่ไม่มูลความผิด ตำรวจก็จะไม่ดำเนินคดีและสั่งไม่ฟ้องเพื่อให้คดีจบไปได้โดยไม่ส่งผลกระทบต่อผู้ที่ถูกกล่าวหา นอกจากนี้ หากตำรวจตัดสินใจดำเนินคดีและส่งฟ้องคดีต่ออัยการ อัยการก็ยังมีดุลพินิจที่จะพิจารณาว่าคดีมีมูลและมีเหตุควรจะฟ้องคดีต่อศาลหรือไม่อีกชั้นหนึ่ง
สำหรับคดีตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 เนื่องจากเป็นคดีความที่อ่อนไหวท่ามกลางความขัดแย้งทางการเมือง ตำรวจจึงไม่ได้ใช้นโยบายที่จะดำเนินคดีทุกคดีในทันทีที่ได้รับการร้องทุกข์กล่าวโทษมา ตรงกันข้าม ในปี 2553 สำนักงานตำรวจแห่งชาติมีคำสั่งฉบับที่ 122/2553 แต่งตั้งคณะกรรมการขึ้นชุดหนึ่ง มีรองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติเป็นประธานเพื่อพิจารณาว่า คดีใดควรจะสั่งฟ้องหรือจะดำเนินคดีหรือไม่ ตำรวจที่อยู่ประจำสถานีตำรวจแต่ละแห่งซึ่งเป็นผู้รับเรื่องกล่าวโทษจากประชาชนทั่วไปไม่ได้มีดุลพินิจที่จะดำเนินคดีด้วยตัวเอง
ต่อมาในปี 2563 คำสั่งฉบับที่ 122/2553 ถูกยกเลิกไป สำนักงานตำรวจแห่งชาติออกคำสั่งใหม่ฉบับที่ 558/2563 เรื่องแนวปฏิบัติในการดำเนินคดีเกี่ยวกับความมั่นคง ให้ตำรวจที่มีหน้าที่รับผิดชอบรายงานข้อเท็จจริงและความเห็นว่าจะฟ้องคดีหรือไม่ไปยังผู้บัญชาการตำรวจนครบาล ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค หรือผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง และให้ตั้งคณะกรรมการคดีความผิดเกี่ยวกับความมั่นคง โดยมีระดับรองผู้บัญชาการเป็นประธาน และมีผู้กำกับสถานีตำรวจท้องที่เป็นกรรมการ มีอำนาจพิจารณาทำความเห็นเสนอผู้บัญชาการ
หากดำเนินการตามขั้นตอนของทางตำรวจแล้วตัดสินใจสั่งฟ้องคดี และส่งคดีไปถึงชั้นอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุดก็มีแนวปฏิบัติที่ไม่ให้อัยการเจ้าของคดีทุกคนตัดสินใจเองได้ แต่ให้ส่งเรื่องไปให้อัยการสูงสุดเป็นผู้สั่งคดีเท่านั้น ดังนั้น คดีที่จะถูกส่งฟ้องต่อศาลจึงต้องผ่านความเห็นของตำรวจระดับสูง และอัยการระดับสูงมาแล้วเท่านั้น
ดังนั้นจึงเรียกร้องสำนักงานตำรวจแห่งชาติและสำนักงานอัยการสูงสุดให้ใช้ดุลพินิจตรวจสอบคดีและมีความเห็นไม่ฟ้องคดีในกรณีที่ตรวจสอบแล้วคดีไม่มีมูลและเข้าองค์ประกอบความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112
ทั้งนี้ ไม่เฉพาะคดีมาตรา 112 ของภูมิธรรมเท่านั้น แต่หมายรวมถึงคดีมาตรา 112 ทุกคดีที่เกิดขึ้น

