หน้าแรก การเมือง ทักษิณ นอนคุก...

ทักษิณ นอนคุกคลองเปรม คืนแรกไม่เครียด ราชทัณฑ์เผยมีสิทธิลุ้นพักโทษเหตุพิเศษ

11.09.25 | 06:30 น.

‘ทักษิณ’ นอนคุกคลองเปรม คืนแรก กินได้-นอนหลับ-ไม่เครียด ราชทัณฑ์เผยมีสิทธิลุ้นพักโทษเหตุพิเศษ

เมื่อวันที่ 10 กันยายน กรณีเมื่อวันที่ 9 กันยายน เรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานคร ได้รับตัวนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี จากศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ไว้คุมขังตามคำพิพากษาของศาลให้บังคับโทษจำคุกแก่จำเลย โดยให้จำคุก 1 ปี ต่อมาเรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานคร ได้ดำเนินการย้ายนายทักษิณ ไปควบคุมยังเรือนจำกลางคลองเปรม เนื่องจากเป็นนักโทษเด็ดขาด เพื่อแยกการปฏิบัติตามประเภทของผู้ต้องขังอย่างเหมาะสมนั้น

ผู้สื่อข่าวได้รับรายงานภายในกรมราชทัณฑ์ว่า นายทักษิณที่อยู่ระหว่างการกักโรคโควิด-19 ระยะเวลา 5 วัน ภายในเรือนจำกลางคลองเปรม อาการนอนห้องกักโรคคืนแรก พบว่า นายทักษิณสามารถนอนหลับได้ ปรับตัวได้เป็นอย่างดี ให้ความร่วมมือกับเจ้าหน้าที่เรือนจำ ส่วนการรับประทานอาหาร รับประทานอาหารได้ครบ ยังไม่ได้ร้องขอสิ่งใดเป็นพิเศษ

ส่วนเรื่องกระบวนการแรกรับผู้ต้องขังเข้าใหม่ แม้ว่าจะเป็นการย้ายการคุมขังออกจากเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ มายังเรือนจำกลางคลองเปรม แต่เจ้าหน้าที่ได้ดำเนินการตามกระบวนการครบถ้วน ไม่ว่าจะเป็นการตรวจสุขภาพร่างกายโรคประจำตัว การใช้ยารักษาโรค ดูเรื่องสุขภาพจิตใจ โดยรวมเป็นไปในทิศทางที่ดี

รายงานข่าวจากกรมราชทัณฑ์ แจ้งว่า ส่วนโครงการพักการลงโทษนั้น ด้วยความที่นายทักษิณได้รับพระราชทานอภัยลดโทษเหลือ 1 ปี ซึ่งตามหลักการจะต้องจำคุกมาแล้ว 1 ใน 2 จึงจะเข้าโครงการพักโทษได้ ดังนั้น ในกรณีของนายทักษิณ คือ 6 เดือน เมื่อรับโทษมาแล้ว 6 เดือน จะได้พักโทษกลับไปคุมประพฤติที่บ้านตามขั้นตอน อย่างไรก็ตาม ด้วยความที่นายทักษิณอายุ 76 ปี มีสิทธิที่จะเข้าโครงการพักการลงโทษกรณีเหตุพิเศษได้ แต่ต้องรับโทษมาให้ได้ห้วงเวลาตามที่เงื่อนไขกำหนดก่อน

Advertisement

ส่วนที่น่าสนใจ คือระเบียบคุมขังนอกเรือนจำ หรือระเบียบกรมราชทัณฑ์ ว่าด้วยการดำเนินการสำหรับการคุมขังในสถานที่คุมขัง พ.ศ.2566 ซึ่งกำหนดคุณสมบัติของผู้ต้องขังที่จะเข้าเกณฑ์ได้รับการพิจารณา ไม่ว่าจะเป็นเหลือโทษต่ำกว่า 4 ปี, มีอัตราโทษต่ำกว่า 4 ปี, เป็นการรับโทษจำคุกครั้งแรก เป็นต้น มีสิทธิได้รับการพิจารณาไปคุมขังนอกเรือนจำ

โดยกรณีของนายทักษิณ หากดูคุณสมบัติที่มีโทษจำคุกตามคำสั่งศาลศาลฎีกาฯ บังคับโทษ 1 ปี ถือว่าเข้าเกณฑ์ แต่ด้วยระเบียบดังกล่าวยังติดขัดปัญหาเรื่องการจัดหากำไล EM และยังไม่ได้นำร่องใช้กับเรือนจำใด ผู้ต้องขังใด เพราะมีจำนวนผู้ต้องขังทั่วประเทศที่เข้าข่ายได้รับการพิจารณาให้ไปคุมขังนอกเรือนจำหลักหมื่นราย และผู้ต้องขังที่มีโทษต่ำกว่า 5 ปี มีประมาณ 2-3 หมื่นรายแล้ว

หากเรือนจำใดพิจารณาคัดกรองรายชื่อเรียบร้อยแล้วว่า เป็นผู้มีสิทธิรายชื่อเหล่านั้น จะต้องถูกนำเสนอไปยังกรมราชทัณฑ์ มีรองอธิบดีกรมราชทัณฑ์เป็นประธานพิจารณา ทั้งนี้ กรมราชทัณฑ์จะได้รับงบประมาณเกี่ยวกับกำไล EM ในปี 2568 แต่แม้ว่ากรมราชทัณฑ์จะมีกำไล EM บางส่วนเพื่อใช้กับผู้ต้องขังเวลาเดินทางไปศาลนั้น แต่ยังไม่พอกับจำนวนคนที่จะต้องออกไปคุมขังนอกเรือนจำ

รายงานข่าวจากกรมราชทัณฑ์ แจ้งอีกว่า แม้นายทักษิณจะเหลือโทษจำคุก 1 ปี แต่ระหว่างที่คุมขังอยู่นั้น หากมีพระราชทานอภัยโทษเป็นการทั่วไป ถือว่ามีสิทธิได้รับเกณฑ์พิจารณาเช่นเดียวกัน แต่ต้องรอดูรายละเอียดภายในกฤษฎีกาพระราชทานอภัยโทษนั้นด้วย

โดยการเข้าเรือนจำครั้งแรก นายทักษิณจะได้รับการจัดลำดับชั้นเป็นนักโทษเด็ดขาดชั้นกลางก่อน และในทุกๆ 6 เดือน เรือนจำจะปรับเลื่อนชั้นผู้ต้องขัง นอกจากนี้ นายทักษิณถือเป็นผู้มีความรู้ความสามารถ ทางเรือนจำอาจแต่งตั้งให้เป็นผู้ช่วยในงานด้านต่างๆ เพื่อช่วยเหลืองานในเรือนจำได้ ไม่ว่าจะเป็นผู้ช่วยฝ่ายบรรณารักษ์ ห้องสมุด ผู้ช่วยงานสถานพยาบาล เพราะได้ภาษาอังกฤษ เป็นต้น

ทั้งนี้ ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า ระหว่างกระบวนการกักโรคโควิด-19 ระยะเวลา 5 วัน ระหว่างวันที่ 9-13 กันยายน ผู้ต้องขังสามารถเยี่ยมได้เพียงทนายความ แต่เมื่อครบระยะเวลากักโรคเรียบร้อยแล้ว จึงจะให้ญาติเยี่ยมได้ โดยจะต้องเป็นญาติที่ถูกระบุอยู่ในบัญชีรายชื่อการเยี่ยมญาติ 10 รายชื่อ ซึ่งรายชื่อนี้เปลี่ยนแปลงได้ภายหลังครบ 30 วัน

ส่วนการฝากเงินเข้าบัญชีเงินฝากผู้ต้องขัง เพื่อใช้เป็นค่าใช้จ่ายซื้อของอุปโภคบริโภคระหว่างอยู่ในเรือนจำนั้น มีจำนวนเงินสูงสุดที่ฝากเงินได้ไม่เกิน 15,000 บาท และผู้ต้องขังใช้เงินได้วันละ 500 บาท