หน้าแรก การเมือง เพื่อไทย เดิน...

เพื่อไทย เดินหน้าแก้รธน. เตรียมเสนอร่างแก้หมวด 15 ก่อนทำประชามติ คาดสัปดาห์หน้ายื่นได้

11.09.25 | 11:57 น.

เพื่อไทย เดินหน้าผลักดันแก้ รธน. เตรียมเสนอร่างแก้หมวด 15 ก่อนทำประชามติ คาด สัปดาห์หน้าสามารถยื่นได้ จี้ ทุกพรรคร่วมมือหาทางออกร่วมกัน โยน เป็นหน้าที่ ‘รัฐบาล’ ตัดสินใจทำประชามติเมื่อไหร่ครั้งที่ 1-2 พร้อมกันหรือไม่

เมื่อเวลา 10.30 น. วันที่ 11 กันยายน ที่รัฐสภา พรรคเพื่อไทย (พท.) นำโดย นายชูศักดิ์ ศิรินิล ส.ส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรค นายสรวงศ์ เทียนทอง ส.ส.สระแก้ว และเลขาธิการพรรค นายจาตุรนต์ ฉายแสง สส.บัญชีรายชื่อ แถลงกรณีคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญ

โดย นายชูศักดิ์ กล่าวว่า เมื่อมีผลคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญออกมา พรรค พท.เห็นว่าแม้มีปัญหาอุปสรรค มีขั้นตอนต่างๆ เพิ่มขึ้น รวมถึงเป็นปัญหาที่มีการถกเถียงกันอยู่ แต่พรรค พท.ในฐานะผู้ริเริ่มและติดตามการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่มาตลอด เรายังยืนยันที่จะดำเนินการในเรื่องการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ให้เป็นประชาธิปไตยต่อไป และเมื่อวิเคราะห์คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญแล้ว เราเห็นว่าจะดำเนินการดังนี้ ประการที่ 1 เมื่อศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ต้องเป็นไปตามหมวด 15 การแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ ดังนั้น จึงต้องมีการแก้ไขเพิ่มเติมบทบัญญัติในหมวด 15 ในเรื่องการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ไม่อาจดำเนินการเป็นประการอื่นได้ ซึ่งเมื่อรัฐสภาพิจารณาครบ 3 วาระ แล้วจึงค่อยนำไปทำประชามติตามรัฐธรรมนูญมาตรา 256 (8)

นายชูศักดิ์ กล่าวต่อว่า สำหรับคำวินิจฉัยที่ว่าการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ไม่อาจจะทำโดยสภาร่างรัฐธรรมนูญ (สสร.) ที่มาจากการเลือกตั้งโดยตรงของประชาชน แม้ว่าจะขัดต่อหลักการที่เคยพูดว่าประชาชนมีอำนาจสถาปนารัฐธรรมนูญ แต่เมื่อคำวินิจฉัยออกมาเช่นนี้ จึงเห็นว่าอาจจะทำการเลือกสสร.โดยทางอ้อม หรือการกระทำโดยรัฐสภามีมติแต่งตั้งสสร. ไม่ใช่การแต่งตั้งโดยตรง หรือรัฐสภามีมติตั้งคณะกรรมาธิการ (กมธ.)​ของรัฐสภาก็ได้ ส่วนจะกระทำโดยวิธีใด เราจะมีคณะทำงานที่ไปคิดเรื่องนี้ รวมถึงไตร่ตรองให้รอบคอบและนำเสนอตอนที่เสนอเราร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมหมวด 15 ต่อสภาฯ ในภายหลัง ส่วนการทำประชามติเนื่องจากต้องมีการดำเนินการแก้ไขเพิ่มเติมหมวด 15 และก็ต้องทำประชามตินั้น ปัญหาคือจะทำประชามติครั้งที่ 1 และครั้งที่ 2 เมื่อไหร่ หรือจะทำประชามติครั้งที่ 1 และครั้งที่ 2 รวมกันหรือไม่ ซึ่งเราเห็นว่าการทำประชามติตามพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ประชามตินั้น จะกระทำได้ขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของรัฐบาลด้วย ซึ่งถือเป็นหน้าที่ของรัฐบาลที่ต้องไปคิดเรื่องนี้

อย่างไรก็ตาม สำหรับคำถามในการทำประชามติครั้งที่ 1 และครั้งที่ 2 ควรจะมีว่า คำถามที่ 1 คือเห็นชอบว่าสมควรให้มีการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่ และคำถามที่ 2 เห็นชอบกับหลักเกณฑ์ วิธีการ สาระสำคัญเกี่ยวกับการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ตามรายละเอียดที่ปรากฏในรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมหรือไม่ แต่จะถามพร้อมกันหรือไม่ เมื่อไหร่ อย่างไร เป็นหน้าที่ของรัฐบาลที่จะต้องไปตัดสินใจในเรื่องนี้

Advertisement

ทั้งนี้ พรรค พท.ขอยืนยันตามเจตนารมณ์เดิมว่าจะผลักดัน และเดินหน้าให้มีการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ต่อไป เพื่อให้ได้รัฐธรรมนูญที่เป็นประชาธิปไตยให้มากที่สุด แม้จะยากลำบากก็จะทำอย่างเต็มกำลังและสุดความสามารถ

ด้าน นายจาตุรนต์ กล่าวว่า เมื่อคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญออกมาเช่นนี้ พรรค พท.ก็จำเป็นที่จะต้องเสนอญัตติแก้ไขรัฐธรรมนูญมาตรา 256 ใหม่ เพื่อให้สอดคล้องกับคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ และเพื่อให้มีทางออกที่ดีที่สุดที่จะทำให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการคิด ช่วยการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ต่อไปในอนาคต ซึ่งพรรค พท. ยินดีและอยากแสดงความตั้งใจว่า อยากให้มีความร่วมมือกัน ระหว่างพรรคการเมืองต่างๆ ไม่แบ่งเขาแบ่งเราเพื่อที่จะช่วยกันแก้ไขรัฐธรรมนูญมาตรา 256 ตามที่รัฐธรรมนูญบัญญัติไว้ หากทำได้ก็จะเกิดกระบวนการในการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่

แต่ขณะนี้ยังไม่มีองค์กรใดแสดงความต้องการ หรือแสดงความริเริ่มในการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ซึ่งจะเกิดขึ้นได้ต้องมีการจัดทำประชามติก่อน

ฉะนั้น เราจึงอยากเรียกร้องต่อพรรคการเมืองต่างๆ และรัฐบาลที่กำลังจะเข้ามาบริหารประเทศว่า ท่านน่าจะมาช่วยกันคิดหาทางว่าจะทำอย่างไรที่จะทำให้การจัดทำประชามติ 2 ครั้ง เอามารวมกันเป็นครั้งเดียว ซึ่งจะทำให้เราไม่ต้องเสียเวลานานและไม่ต้องสิ้นเปลืองงบประมาณ แต่จะการกระทำเช่นนี้ได้ ต้องหารือกันก่อนตั้งแต่เรื่องการจะแก้ไขมาตรา 256 อย่างไร และการแลกเปลี่ยนอันนี้เป็นข้อสรุปที่ดีที่จะหาทางออกร่วมกันในรัฐสภา และต้องได้รับความร่วมมือจากรัฐบาลที่มีความตั้งใจจริงที่จะทำให้เกิดการแก้ไขรัฐธรรมนูญเกิดขึ้น

เมื่อถามว่า การทำประชามติเป็นการวัดใจรัฐบาลหรือไม่ นายชูศักดิ์ กล่าวว่า อย่าถือเป็นการวัดใจ แต่การจะทำเรื่องนี้ได้เป็นหน้าที่ของรัฐบาลที่จะต้องไปคิดว่าจะทำประชามติเมื่อไหร่ และจะทำพร้อมกันสองครั้งหรือไม่ ย้ำว่าต้องเป็นมติคณะรัฐมนตรีและคำนึงถึงระยะเวลา 90 วันด้วย ฉะนั้น หมายความว่าเป็นเรื่องรัฐบาลต้องไปคิดตัดสินใจ จะไปโดดเดี่ยว หรือว่าไม่ทำอะไรเลยไม่ได้

เมื่อถามว่า ได้มีการกำหนดกรอบระยะเวลาไว้คร่าวๆ หรือไม่ว่าจะสามารถยื่นได้เมื่อไหร่ ภายในสัปดาห์หน้าสามารถยื่นได้เลยหรือไม่ นายชูศักดิ์ กล่าวว่า ประมาณนัั้น เราจะพยายามทำให้เร็วที่สุด

ถามต่อว่า การระบุวิธีการในคำถามที่ 2 จะถามอย่างไร นายชูศักดิ์ กล่าวว่า วิธีการเหล่านี้เข้าใจว่าต้องอยู่ในร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมที่นำเสนอไป แล้วก็เอาร่างรูปแก้ไขเพิ่มเติมที่นำเสนอไปถามประชาชนว่า มีวิธีการหรือมีสาระสำคัญเป็นเป็นแบบนี้ ฉะนั้น ต้องดูว่าร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมที่เสนอไปโดยพรรคการเมืองทั้งหลาย หรือรัฐบาลก็อาจจะเสนอก็ได้ว่า มีสาระสำคัญอย่างไร

เมื่อถามว่าจะมีการตั้งคำถามเกี่ยวกับการเลือก สสร. ด้วยหรือไม่ นายชูศักดิ์ กล่าวว่า เป็นเนื้อหาที่จะปรากฏอยู่ในรายละเอียดของรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติม โดยการได้มาซึ่ง สสร. ถ้าคำวินิจฉัยออกมาแบบนี้ ก็คล้ายๆ ว่าเลือกโดยตรงไม่ได้ แต่ความคิดก็คือว่าอาจจะเลือกโดยอ้อมหรือเลือกโดยรัฐสภา และกรรมาธิการที่แต่งตั้งขึ้นโดยรัฐสภาหรือไม่ ก็อยู่ที่การตัดสินใจของพรรคการเมืองที่จะนำเสนอร่างแก้ไขเพิ่มเติม

ขณะที่ พรรคเพื่อไทย ได้ร่อนแถลงการณ์มีเนื้อหาดังนี้ จากการที่ศาลรัฐธรรมนูญได้มีคำวินิจฉัย เมื่อวันที่ 10 กันยายน 2568 เรื่อง อำนาจหน้าที่ของรัฐสภาในการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ตามคำร้องของประธานรัฐสภา สืบเนื่องมาจากญัตติของ น.พ.เปรมศักดิ์ เพียยุระ สมาชิกวุฒิสภา และนายวิสุทธิ์ ไชยณรุณ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคเพื่อไทย
เนื่องจากคำวินิจฉัยฉบับเต็มและคำวินิจฉัยส่วนตนยังไม่ประกาศเผยแพร่ มีเพียงคำแถลงข่าวของสำนักงานศาลรัฐธรรมนูญ เมื่อพิจารณาจากคำแถลงยังคงมีประเด็นของความชัดเจนแน่นอนที่นำไปสู่การถกเถียงในเนื้อหาบางประเด็น เช่น คำวินิจฉัยว่า รัฐสภาไม่อาจให้ประชาชนเลือกผู้ร่างรัฐธรรมนูญโดยตรง ซึ่งขัดต่อหลักการที่ว่า ประชาชนมีอำนาจสถาปนารัฐธรรมนูญ อีกทั้งมิใช่ประเด็นคำถามในอำนาจหน้าที่ที่รัฐสภาส่งไปโดยตรงแต่อย่างใด
คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญดังกล่าว บางฝ่ายได้วิพากษ์วิจารณ์ว่าเพราะญัตติของพรรคเพื่อไทย เป็นเหตุให้ต้องส่งคำร้องไปยังศาลรัฐธรรมนูญ ทำให้การจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ต้องยุ่งยากสลับซับซ้อนขึ้น
ประเด็นดังกล่าวต้องย้อนกลับไปเมื่อประธานรัฐสภาตัดสินใจบรรจุระเบียบวาระรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมเพื่อจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ของพรรคเพื่อไทย และพรรคประชาชนว่ามีเหตุการณ์อะไรเกิดขึ้นบ้าง เห็นได้ชัดเจนว่าการประชุมรัฐสภาไม่อาจเกิดขึ้นได้ ปิดประตูการเสนอญัตติเพื่อจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่โดยสิ้นเชิง ในขณะนั้นสมาชิกบางส่วนยังยืนกรานว่ารัฐสภามีอำนาจ ไม่สมควรส่งคำร้องไปยังศาลรัฐธรรมนูญ พรรคเพื่อไทยจึงแสวงหาหนทางในการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ว่าจะดำเนินการอย่างไร จนสามารถผลักดันให้รัฐสภามีมติได้
คำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญพอจะสรุปสาระสำคัญได้ว่า
1. รัฐสภามีอำนาจริเริ่มหรือแสดงความต้องการเพื่อจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ได้ แต่ต้องให้ประชาชนออกเสียงประชามติให้ความเห็นชอบว่าสมควรมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่เสียก่อน
2. การจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่จะต้องเป็นไปตามบทบัญญัติหมวด ๑๕ การแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญของรัฐธรรมนูญด้วย
3. รัฐสภามีอำนาจแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญได้ แต่รัฐสภาไม่อาจให้ประชาชนเลือกผู้ร่างรัฐธรรมนูญได้โดยตรง
4. การจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ต้องมีการจัดให้มีการออกเสียงประชามติ 3 ครั้ง
ครั้งที่ 1 ให้ประชาชนออกเสียงประชามติว่าสมควรมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่
ครั้งที่ 2 ให้ประชาชนออกเสียงประชามติเกี่ยวกับการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ว่ามีวิธีการและเนื้อหาที่สำคัญอย่างไร
ครั้งที่ 3 ภายหลังรัฐสภาทำร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่เสร็จแล้ว ให้ประชาชนออกเสียงประชามติว่าเห็นชอบกับร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่
โดยการออกเสียงประชามติครั้งที่ 1 และครั้งที่ 2 อาจรวมเป็นครั้งเดียวกันได้
ผลจากคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญดังกล่าว พรรคเพื่อไทยเห็นว่า ยังยืนยัน   ที่จะเดินหน้าทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ต่อไป และจะดำเนินการดังนี้
1. เนื่องจากศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่า การจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ต้องเป็นไปตามหมวด 15 การแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ ดังนั้น จะมีการแก้ไขเพิ่มเติมบทบัญญัติในหมวด 15 เป็นอย่างอื่นมิได้ คงทำได้เพียงเพิ่มหมวด 15/1 การจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่เท่านั้น โดยให้รัฐสภาพิจารณาเป็น   สามวาระ ต้องนำไปทำประชามติตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 256(8)
2.การจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ไม่อาจกระทำโดย สสร. ที่มาจากการเลือกตั้งโดยตรงของประชาชนได้ แต่อาจจะทำได้โดยเลือก สสร. โดยทางอ้อม หรือรัฐสภามีมติแต่งตั้ง สสร. หรือคณะกรรมาธิการขึ้นมายกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ซึ่งคณะทำงานของพรรคจะไปไตร่ตรองตัดสินใจในชั้นเสนอญัตติต่อรัฐสภา
3. สำหรับการทำประชามติ เนื่องจากต้องดำเนินการตามหมวด15 การแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญจึงต้องทำประชามติอยู่แล้ว ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 256 (8)  โดยรัฐสภาต้องแจ้งให้คณะรัฐมนตรีดำเนินการตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการออกเสียงประชามติ
ส่วนการทำประชามติครั้งที่ 1 จะเกิดขึ้นเมื่อใด พร้อมกันกับการทำประชามติครั้งที่ 2 ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 256 (8) หรือไม่ เป็นเรื่องที่รัฐบาลต้องพิจารณา เพราะการทำประชามติจะเกิดขึ้นได้ เมื่อรัฐบาลพิจารณาเห็นสมควร หรือเมื่อรัฐสภาร้องขอตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการออกเสียงประชามติ เช่นกัน
4. สำหรับคำถามประชามติครั้งที่ 1 และครั้งที่ 2 ควรต้องมีคือ
คำถามแรก เห็นชอบว่าสมควรมีการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่ (ครั้งที่ 1)
คำถามที่สอง เห็นชอบกับหลักเกณฑ์ วิธีการ และสาระสำคัญเกี่ยวกับการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ตามรายละเอียดในรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมในหมวด 15 หรือไม่  (ครั้งที่ 2)
พรรคเพื่อไทยจึงขอยืนยันเจตนารมณ์เดิมว่าจะผลักดันและเดินหน้าให้มีการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ต่อไป เพื่อให้ได้รัฐธรรมนูญที่เป็นประชาธิปไตยให้มากที่สุด
จึงแถลงมาเพื่อทราบโดยทั่วกัน
พรรคเพื่อไทย
11 กันยายน 2568