หน้าแรก การเมือง วุฒิสภา ปิดตา...

วุฒิสภา ปิดตายบุหรี่ไฟฟ้า หนุนห้ามนำเข้าเด็ดขาด ยกเป็นปัญหาระดับชาติ

16.09.25 | 15:16 น.

วุฒิสภา ปิดตายบุหรี่ไฟฟ้า หนุนห้ามนำเข้า (Total Ban) เด็ดขาด ยกเป็นปัญหาแห่งชาติก่อนไทยสิ้นชาติ แฉเกมธุรกิจใช้การตลาดมุ่งเป้าล่าเหยื่อเด็กเสพติดพุ่ง จวกสร้างค่านิยมผิดๆ สูบแล้วเท่ ยืนยันบุหรี่ไฟฟ้ามีสารนิโคตินอันตราย 2 พันชนิดส่งผลต่อระบบประสาทและสมอง ก่อสารพัดโรคมะเร็งอีกเพียบ ย้ำอีกรอบบุหรี่ไฟฟ้าไม่ช่วยลดบุหรี่มวน

เมื่อวันที่ 16 กันยายน ที่รัฐสภา นพ.วีระพันธ์ สุวรรณนามัย ส.ว. ในฐานะรองประธานคณะกรรมาธิการการสาธารณสุข ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.) การสาธารณสุข วุฒิสภา เปิดเผยว่า เมื่อวานนี้ (15 ก.ย.) ในการประชุมวุฒิสภา ได้มีมติให้ความเห็นชอบรายงานการพิจารณาศึกษาเรื่อง สถานการณ์และปัญหาการบริโภคผลิตภัณฑ์บุหรี่ไฟฟ้า โดยได้เชิญหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้ข้อมูลทั้งหมด 13 หน่วยงาน พร้อมมีบทสรุปผลการพิจารณาศึกษาและข้อเสนอเชิงนโยบายเพื่อกำหนดแนวทางบริหารจัดการปัญหาบุหรี่ไฟฟ้าในประเทศไทย

นพ.วีระพันธ์กล่าวว่า สาระสำคัญของรายงานผลการพิจารณาศึกษาดังกล่าวว่าสถานการณ์และปัญหาการบริโภคผลิตภัณฑ์บุหรี่ไฟฟ้าเป็นปัญหาสำคัญระดับชาติ เป็นอันตรายและส่งผลกระทบต่อสุขภาพของประชาชน โดยเฉพาะกลุ่มเด็กและเยาวชนมีสาเหตุจาก 6 ประการคือ

  1. บุหรี่ไฟฟ้ามุ่งเป้าไปที่เด็กและเยาวชนโดยการใช้การตลาดแบบล่าเหยื่อ
  2. เกิดการแพร่ระบาดของบุหรี่ไฟฟ้ามีจำนวนสูงมาก
  3. บุหรี่ไฟฟ้ามีอันตรายมากกว่าบุหรี่มวนและเสพติดได้ง่ายกว่า
  4. การขาดองค์ความรู้ในเรื่องสารเคมีสารเสพติดที่ถูกเติมในน้ำยาบุหรี่ไฟฟ้า
  5. ไม่มีกฎหมายในระดับพระราชบัญญัติในการควบคุมโดยตรง
  6. กลไกและเครื่องมือในการป้องกัน ควบคุมและปราบปรามบุหรี่ไฟฟ้ายังขาดประสิทธิภาพ

ทั้งนี้ บุหรี่ไฟฟ้าเป็นอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์รูปแบบใหม่ และถูกนำมาใช้ทดแทนการสูบบุหรี่มวน โดยใช้สารนิโคตินเหลวที่ระเหยด้วยไอความร้อนจากพลังงานไฟฟ้าและสูบเข้าสู่ร่างกาย แม้บุหรี่ไฟฟ้าจะไม่มีควัน แต่น้ำยาบุหรี่ไฟฟ้ามีอันตรายมากกว่า มีสารเคมีกว่า 2,000 ชนิด ทั้งยังแต่งเติมนิโคตินได้อย่างไม่จำกัด รวมถึงการแต่งกลิ่นและรส ที่ชวนดึงดูดและสร้างความเข้าใจผิดว่าปลอดภัยกว่าบุหรี่มวน ซึ่งอันตรายของสารนิโคตินส่งกระทบต่อทั้งร่างกาย สมอง และเกิดโรคต่างๆ อาทิ โรคมะเร็ง โรคถุงลมโป่งพอง และโรคปอดอักเสบรุนแรง รวมถึงโรคทางจิตเวช ขณะที่อุปกรณ์ที่ใช้สูบสามารถเติมสารเสพติดอื่นๆ อย่างไม่จำกัด

นพ.วีระพันธ์กล่าวว่า ผลการศึกษาพบว่าแนวโน้มการสูบบุหรี่ไฟฟ้าของเยาวชนไทยเพิ่มสูงขึ้น 5.3 เท่า ในระยะเวลา 7 ปี และกลุ่มผู้ใช้บุหรี่ไฟฟ้ามีอายุที่น้อยลงอย่างต่อเนื่อง และเปรียบเทียบกับ 10 ประเทศ พบว่าประเทศไทยมีอัตราการบริโภคผลิตภัณฑ์บุหรี่ไฟฟ้าเพิ่มขึ้นจากร้อยละ 3.3 ในปี 2558 เป็นร้อยละ 17.6 หรือมีค่าเฉลี่ยเพิ่มขึ้นกว่า 81.2 เท่า เนื่องจากผู้ประกอบธุรกิจยาสูบเป้าหมายทำการตลาดแบบล่าเหยื่อและมุ่งเป้าที่เด็ก โดยออกแบบผลิตภัณฑ์ให้เป็นที่ถูกใจของเยาวชนด้วยการสร้างสีสันที่น่ารัก มีการแต่งกลิ่น แต่งรส ให้มีความน่าดึงดูดเหมือนขนมหรือผลไม้ ทำให้ผู้สูบรู้สึกว่าไม่มีอันตราย ตลอดจนมีช่องทางการขายที่เข้าถึงเยาวชนได้หลากหลาย ทั้งสื่อโซเชียลมีเดีย ร้านออนไลน์ ผ่านกลุ่มเพื่อนและรุ่นพี่ในสถาบัน และมีกระบวนการสร้างค่านิยมในกลุ่มนักสูบผิดๆ เช่น เป็นสัญลักษณ์ของความทันสมัย การยอมรับของคนรุ่นใหม่ และความเชื่อว่าเป็นทางเลือกในการเลิกสูบบุหรี่

Advertisement

สำหรับปัญหาในประเทศไทย คือ เราไม่มีกฎหมายเฉพาะ หรือบทบัญญัติในระดับพระราชบัญญัติ ในการควบคุมหรือบังคับใช้กับบุหรี่ไฟฟ้าโดยตรง โดยปัจจุบันมีการบังคับใช้กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับบุหรี่ไฟฟ้าทั้งหมด 4 ฉบับ และพบช่องโหว่ทางกฎหมายและการบังคับใช้ ตลอดจนกลไกและเครื่องมือในการป้องกัน ควบคุม และปราบปรามบุหรี่ไฟฟ้ายังขาดประสิทธิภาพ เนื่องจากช่องทางออนไลน์ขยายตัวอย่างรวดเร็วในการจำหน่ายผ่านออนไลน์ หรือร้านค้าลับ รวมถึงการควบคุมโฆษณา รีวิว บุหรี่ไฟฟ้า ไม่สามารถควบคุมและปิดกั้นได้อย่างทันท่วงที

นพ.วีระพันธ์กล่าวว่า รายงานฉบับนี้ระบุถึงผลกระทบประเทศไทยมี 4 ด้านคือ 1.ผลกระทบด้านสุขภาพ อาทิ การทำลายพัฒนาการทางสมอง การทำงานของปอดถดถอย เกิดโรคหัวใจ โรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) โรคมะเร็ง โรคทางจิตเวช 2.ผลกระทบด้านความปลอดภัยต่อชีวิตและทรัพย์สิน ตัวเครื่องบุหรี่ไฟฟ้าไม่มีมาตรฐานอาจระเบิดได้รับอันตราย 3.ผลกระทบด้านเศรษฐกิจต้องสูญเสียค่ารักษาพยาบาลจากอาการเจ็บป่วย หรือการเสียชีวิตก่อนวัยอันควร และ 4.ผลกระทบด้านประชากรส่งผลต่อการสูญเสียประสิทธิภาพแรงงานและสุขภาพไม่แข็งแรง บั่นทอนศักยภาพ การเติบโตทางเศรษฐกิจและสังคม ส่งผลกระทบต่อการแข่งขันระดับโลกในระยะยาว

ทั้งนี้ผลการพิจารณาศึกษาของคณะกรรมาธิการการสาธารณสุข วุฒิสภา เห็นควรให้ “คงมาตรการห้ามนำเข้าบุหรี่ไฟฟ้าอย่างเด็ดขาด” (Total Ban) โดยมีข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย 4 ด้าน ได้แก่ 1.ด้านนโยบาย กฎหมาย และการจัดตั้งองค์กร 2.ด้านการศึกษา สร้างการตระหนักรู้และค่านิยมที่ถูกต้อง 3.ด้านมาตรการ ทางสังคม และ 4.ด้านสุขภาพและการบำบัดรักษา

“คณะกรรมาธิการการสาธารณสุข วุฒิสภา หวังเป็นอย่างยิ่งว่าสมาชิกวุฒิสภาทุกท่าน จะสนับสนุนการคงมาตรการห้ามนำเข้าบุหรี่ไฟฟ้าอย่างเด็ดขาด Total Ban เพื่อปกป้อง คุ้มครอง สุขภาพของประชากรไทย เพราะสุขภาพของคนไทยไม่ใช่ตัวทดลองเพื่อพิสูจน์ผลลัพธ์ของการปลดล็อกให้บุหรี่ไฟฟ้าถูกกฎหมาย” นพ.วีระพันธ์กล่าว