พรรคประชาชน เปิดโมเดลที่มา ส.ส.ร. ผ่าน 2 กลไก คณะผู้ร่างรธน. – คณะผู้แทนประชาชน
เมื่อวันที่ 17 กันยายน ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายพริษฐ์ วัชรสินธุ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน โพสต์เกี่ยวกับข้อเสนอของพรรคประชาชน ในการเปิดโมเดล 2 คณะ (คณะผู้ร่างรัฐธรรมนูญ & คณะผู้แทนประชาชน) เพื่อรับฟังความเห็นต่อการออกแบบกลไกการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ที่ยังคงยึดโยงกับประชาชน ในวันที่สภาร่างรัฐธรรมนูญที่มาจากการเลือกตั้ง อาจไปต่อได้ยาก เพราะคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ
ซึ่งรายละเอียดทั้งหมดระบุว่า พรรคประชาชนยืนยันว่า เป้าหมายสำคัญในการแก้ไขปัญหาประเทศควบคู่ไปกับการฟื้นฟูความเข้มแข็งทางเศรษฐกิจ คือ การจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ทางเราเห็นว่า รัฐธรรมนูญฉบับใหม่จะมีความชอบธรรมทางประชาธิปไตยและส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชนได้มากที่สุด
หากถูกจัดทำโดยสภาร่างรัฐธรรมนูญที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชน – เมื่อปลายปี 2567 เราจึงได้ยื่นร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ หมวด 15/1 ที่เสนอให้มีกลไกดังกล่าว โดยมี สสร. ที่มาจากการเลือกตั้งทั้งหมด 200 คน (แบ่งออกเป็น 100 คน ที่เลือกตั้งแบบแบ่งเขตจังหวัด และอีก 100 คน ที่เลือกตั้งแบบบัญชีรายชื่อระดับประเทศ)
อย่างไรก็ตาม คำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญสัปดาห์ที่ผ่านมา ทำให้หลายฝ่ายตีความว่า เป็นการปิดประตูสู่การมีสภาร่างรัฐธรรมูญที่มาจากการเลือกตั้ง ซึ่งอาจทำให้พรรคประชาชนต้องทบทวนร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ หมวด 15/1 ที่ได้ยื่นไป
แม้ผมยืนยันว่า คำวินิจฉัยดังกล่าวมีปัญหาทั้งในเชิงกระบวนการที่เป็นการตอบเกินคำถาม และในเชิงเนื้อหาสาระที่ผมมองว่า ขัดกับหลักการว่าอำนาจสถาปนารัฐธรรมนูญเป็นของประชาชน แต่โจทย์ที่สำคัญสำหรับพรรคประชาชน
ณ เวลานี้ คือเราจะทบทวน ร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ พัฒนาการเมืองฯ และกลไกในการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ อย่างไร ที่ยังคงความยึดโยงกับประชาชนและการมีส่วนร่วมของประชาชน แต่ไม่เสี่ยงจะขัดกับคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญที่ระบุว่า “รัฐสภาไม่อาจให้ประชาชนเลือกผู้ร่างรัฐธรรมนูญโดยตรง”
ผมขอลองเสนอนำเสนอกลไกดังต่อไปนี้ ที่ผ่านการหารือเบื้องต้นกับภาคส่วนต่างๆของพรรคประชาชน
1.ออกแบบให้ประชาชนมีส่วนร่วมกับการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ผ่าน 2 กลไก
– “คณะผู้ร่างรัฐธรรมนูญ” ที่มีหน้าที่ในการยกร่างรัฐธรรมนูญ เพื่อนำเสนอต่อรัฐสภา (เสมือนกับเป็น “คณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ”)
– “คณะผู้แทนประชาชน” ที่มีหน้าที่ในการรับฟังความเห็นประชาชน และสะท้อนต่อคณะผู้ร่าง (เสมือนกับเป็น “สภาที่ปรึกษาการร่างรัฐธรรมนูญ”)
2.คณะผู้ร่างรัฐธรรมนูญ มี 35 คน โดยให้ประชาชนสรรหามาก่อน 70 คน (2 เท่า) ผ่านการเลือกตั้ง
– ให้ผู้สมัครที่สนใจ สมัครเป็นทีม (ทีมหนึ่งมีได้ไม่เกิน 70 คน โดยเรียงลำดับเหมือนผู้สมัคร ส.ส.บัญชีรายชื่อ)
– อาจกำหนดคุณสมบัติเพิ่มเติมได้ ว่าผู้สมัครจะต้องมีประสบการณ์หรือความเชี่ยวชาญด้านใด
– ให้ประชาชนเลือก 1 ทีม ที่ตนอยากสนับสนุน โดยใช้ประเทศเป็นเขตเลือกตั้ง
– ผู้ได้รับการสรรหา 70 คน ให้คำนวณโดยใช้ระบบสัดส่วนแบบบัญชีรายชื่อ (เช่น หากทีม ก. ได้คะแนนเสียง 10% ของคะแนนทั่วประเทศ ทีม ก. จะมีผู้ได้รับการสรรหา 7 คน (10% ของ 70 คน) โดย ผู้สมัครในบัญชีรายชื่อของทีม ก. ในลำดับที่ 1-7 จะได้รับการสรรหา)
3.เมื่อได้รายชื่อที่ประชาชนเลือกมาแล้ว 70 คน ให้รัฐสภาคัดเลือกเหลือ 35 คน ที่จะมาทำหน้าที่คณะผู้ร่าง
– ในเชิงการเมือง เราคาดหวังให้สมาชิกรัฐสภาคัดเลือก 35 คน จาก 70 คน โดยคำนึงถึงเจตนารมณ์ของประชาชนที่สะท้อนผ่านผลการเลือกตั้ง
– ในเชิงกฎหมาย เราอาจกำหนดให้สมาชิกรัฐสภามีโอกาสเสนอชื่อหรือคัดเลือกคณะผู้ร่าง ตามสัดส่วน ส.ส. ส.ว. หรือ พรรคการเมือง
4.“คณะผู้แทนประชาชน” มี 100 คน โดยให้ประชาชนเลือกทางตรงทั้งหมด ผ่านการเลือกตั้ง
– ให้ผู้สมัครที่สนใจ สมัครเป็นรายบุคคล
– อาจกำหนดคุณสมบัติให้เปิดกว้างที่สุด เพื่อให้เรามีตัวแทนที่มีความหลากหลายและครอบคลุมทุกกลุ่ม
– ให้ประชาชนเลือก 1 คน ที่ตนอยากสนับสนุน โดยใช้จังหวัดเป็นเขตเลือกตั้ง (แต่ละจังหวัดจะมี “ผู้แทนประชาชน” 1-5 คน ขึ้นอยู่กับจำนวนประชากร)
– ผู้ได้รับการเลือกตั้ง 100 คน ให้คำนวณจากผู้ที่ได้รับคะแนนสูงสุดในแต่ละจังหวัด ตามจำนวนผู้แทนที่แต่ละจังหวัดมี (เช่น หากจังหวัด ก. มีผู้แทน 2 คน ผู้ที่ได้รับเลือกตั้งคือผู้สมัครที่ได้คะแนนสูงสุดอันดับที่ 1-2)
5.ในระหว่างที่มีการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ (ซึ่งอาจถูกกำหนดไว้ที่ 6-12 เดือน) ให้ทั้ง 2 คณะทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิด และมีการประชุมร่วมกันอย่างสม่ำเสมอ โดย “คณะผู้ร่างรัฐธรรมนูญ” จะมีหน้าที่ชี้แจงความคืบหน้าของร่าง ในขณะที่ “คณะผู้แทนประชาชน” จะมีหน้าที่ซักถามและสะท้อนความเห็นประชาชนต่อร่างที่อยู่ระหว่างการพัฒนา
6.เมื่อยกร่างเสร็จแล้ว ให้คณะผู้ร่างนำร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ไปเสนอต่อรัฐสภา
– หากรัฐสภาเห็นชอบ ให้นำร่างดังกล่าวไปทำประชามติ เพื่อสอบถามประชาชนว่าเห็นชอบกับร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่
– หากรัฐสภาไม่เห็นชอบ ให้ร่างดังกล่าวเป็นอันตกไป โดยหากจะมีการจัดทำฉบับใหม่ขึ้นมาอีกฉบับ ให้รัฐสภาให้ความเห็นชอบให้มีการเลือก 2 คณะชุดใหม่ขึ้นมาตามกระบวนการเดิม
7.เราอาจกำหนดเพิ่มเติมให้การทำงานของ 2 คณะ ไม่จำกัดอยู่แค่ร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ แต่ให้ครอบคลุมถึงร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ (พ.ร.ป.) ที่ถูกกำหนดในรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ด้วย โดยอาจเริ่มต้นทันทีที่ประชาชนลงประชามติเห็นชอบร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ เพื่อประหยัดเวลาและป้องกันผลประโยชน์ทับซ้อน
8.เราอาจกำหนดเพิ่มเติม ให้บุคคลที่ทำหน้าที่ใน 2 คณะ ห้ามดำรงตำแหน่งทางการเมือง (เช่น สส. / สว. / รัฐมนตรี / ผู้บริหารหรือสมาชิกสภาท้องถิ่น / ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ / ผู้ดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระ) ภายใน 5 ปีแรก เพื่อป้องกันผลประโยชน์ทับซ้อน
9.กำหนดให้ 2 คณะที่ตั้งขึ้นมาแล้ว สามารถปฏิบัติหน้าที่ต่อได้ โดยไม่ถูกกระทบจากการยุบสภาฯ หรือ จากการที่สภาฯหมดวาระ เพื่อความต่อเนื่องในการทำงาน และของกระบวนการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่
ทางผมจะเป็นตัวแทนพรรคประชาชน ในการนำเสนอโมเดลนี้ในการประชุม กมธ. พัฒนาการเมืองฯ ในวันพฤหัสบดี (พรุ่งนี้) เพื่อหารือและรับฟังความเห็นจากพรรคเพื่อไทย พรรคภูมิใจไทย กมธ. พัฒนาการเมืองฯ วุฒิสภา นักวิชาการ และตัวแทนภาคประชาชน


