ธนาธร เห็นแวว Grand Compromise ถ้าพูดแล้วทำ จากหนูท่อเป็น หนูทองคำ ตอบ น.ศ.ถ้าประชามติแพ้ คงย้ายประเทศ
เมื่อวันที่ 19 กันยายน ที่ห้องริมน้ำ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ แนวร่วมธรรมศาสตร์และการชุมนุม ร่วมกับ DRG จัดงาน ‘19/9 Remember Me สนามราษฎร์ในความทรงจำ’ เพื่อระลึกถึงวันครบรอบ 5 ปี การชุมนุมทวงอำนาจคืนราษฎร ที่มวลชนต่างมาทวงสิทธิของตนในการร่างรัฐธรรมนูญ ไล่รัฐบาลที่มาจากผลพวงของการรัฐประหาร ยังตรงกับวาระครบรอบ 19 ปีการรัฐประหาร โดย พลเอกสนธิ บุญยรัตกลิน ที่นำมาสู่ทางตันของประชาธิปไตยไทย
บรรยากาศภายในงาน เต็มไปด้วยบูธจากกลุ่มองค์กรภาคประชาสังคม และกิจกรรมตลอดทั้งวัน ได้แก่ ปาฐกถา “ความหลัง ความหวัง ความฝัน”, ละครเวที The Ordinary (คนธรรมดา)
ต่อมา 16.10 น. เข้าสู่ช่วง Special Talk เสวนา “4 เดือนนี้ ชี้ชะตาการเมืองไทย” โดย นายณัฐชนน ไพโรจน์ อดีตแกนนำแนวร่วมธรรมศาสตร์ฯ, นายยิ่งชีพ อัชฌานนท์ ผู้อำนวยการโครงการอินเทอร์เน็ตเพื่อกฎหมายประชาชน (iLaw) และ นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ประธานคณะก้าวหน้า
ในตอนหนึ่ง นายธนาธรกล่าวว่า ในช่วงรัฐประหารปี 2549 ตอนนั้นตนอยู่ต่างประเทศกำลังไปทำธุรกิจ ขายของ พอเกิดเหตุรัฐประหารคู่ค้าเราก็ตกใจ จนรู้สึกอับอาย
“เรากำลังดีลธุรกิจเป็นล้านดอลลาร์ ในขณะที่ประเทศไทยเกิดรัฐประหาร อายมาก กลับมาเลยรวมกับเพื่อน ส่วนกันยายน ปี 63 ถ้าหันหน้าเข้าเวรที ผมอยู่ซ้ายมือ” นายธนาธรเผย
เมื่อถามว่า ถ้ามองอนาคต 4 เดือนข้างหน้า มีการทำ MOA เพื่อยุบสภา คิดว่ารัฐบาลชุดนี้จะยุบจริงหรือไม่ ?
นายธนาธรกล่าวว่า ตนไม่เชื่อเหตุผลอื่น จะไม่มีวันที่ 121 ถามว่าถ้าอยู่ต่อ 1 เดือนหรือ 6 เดือนเราได้อะไร เขาได้อะไรหรือเสียอะไร
“บวก ลบ คูณ หาร สำหรับเขาแล้ว อยู่ 120 วัน ไม่มี 121 จากหนูท่อ เป็นหนูทองคำเลย ตามสโลแกนของเขา ‘พูดแล้วทำ วิธีการนี้จะทำให้ภูมิใจไทย กลายเป็นพรรคใหญ่ คือการทำตามสัญญา เหมือนประชาธิปัตย์ หรือไทยรักไทย สมัยก่อน” นายธนาธรกล่าว
เมื่อถามต่อว่า ถ้าเกิดมีวันที่ 121 ขึ้นมา ?
นายธนาธรเผยว่า ก็อาจจะมีคนลงถนนก็ได้ ในทางเทคนิคจริงๆ มันอาจจะเกิดอุบัติเหตุก็ได้เช่นกัน ว่าอาจดีเลย์ไปเล็กน้อย 1-2 เดือน ต้องดูหน้างานว่าเป็นยังไง
“แต่ผมคิดว่า กระบวนการ 4 เดือนนี้ ยังไงการตื่นตัวของภาคประชาชน ที่ออกมากดดันเรื่องนี้ เป็นสิ่งจำเป็นไม่แพ้กัน ให้ทำตามสัญญา คงความศักดิ์สิทธิ์ไว้ได้ ดังนั้นประชาชนที่ติดตามการ เมืองต้องการแก้ไขรัฐธรรมนูญนั้น การควบคุมเสียงของมวลชนเป็นสิ่งจำเป็น” นายธนาธรกล่าว
นายธนาธรกล่าวด้วยว่า กรณีเลย 120 วัน ก็อาจจะเป็นไปได้ หากเกิดอุบัติเหตุการเมืองสักอย่าง เช่น ความขัดแย้งบริเวณชายแดน ไทย-กัมพูชา เกิดตึงเครียดขึ้นอีกครั้ง แต่ประชาชาชนตั้งอยู่บนความเสี่ยง เนื่องจากประตูไปสู่การแก้ไขรัฐธรรมนูญ มีประตูนี้ประตูเดียว
“จะเสี่ยงหรือไม่เสียง เพราะถ้าจะแก้รัฐธรรมนูญ คุณต้องมี ส.ว. เลือกนายกฯ ทั้งนี้ ไม่ใช่เลือกว่านายกฯ เพราะ คนไหน เป็นบุคคลที่มีความรู้ ความสามารถมากกว่ากัน หรือในอดีตทำอะไรไว้บ้าง แต่มันเลือกจากเหตุผลว่า ใครนำไปสู่ ‘การเปิดประตูแก้ไขรัฐธรรมนูญ’ ได้มากกว่ากัน เรายืนบนฐานนี้มั่นๆ เราต้องยืนอยู่จุดนี้ เพราะเขาเป็นคนถือกุญแจ” นายธนาธรกล่าว และว่า
ในเมื่อเราไม่ได้ถือกุญแจ คุณมีสิ่งที่ต้องการ เราก็มีเช่นนั้น ถ้าอย่างนั้นก็ Take risk ความเสี่ยงมีแน่นอน แต่ถ้าเกิดเป็นไปได้ขึ้นมาล่ะ ความเสียงนี้คุ้มหรือไม่
“ถ้าเขาอยู่ต่อยาวๆ ไปเป็นปี ผมคิดว่าคะแนนของภูมิใจไทย จะไม่ได้เพิ่มขึ้นในการเลือกตั้งครั้งหน้า ถ้าทุกฝ่ายทำตามสัญญาฉบับนั้น จะเป็นคุณกับทุกฝ่าย เป็นการหยิบกุญแจ ไขกลอน ที่ไม่รู้จะแก้มันยังไง”
นายธนาธร กล่าวเสริมด้วยว่า การรณรงค์เรื่องการทำประชามติครั้งนี้ ‘แพ้ไม่ได้’ ประมาทไม่ได้ เราเคยเจอบทเรียนมาแล้ว เมื่อปี 2559 เรามีบทเรียนวันนั้น โหวต No ไม่รับร่างรัฐธรรมนูญฉบับปี 2550 ถ้าแพ้ไม่รู้จะกลับมาแก้ยังไงอีกเลย
“นี่คือเหตุผลที่เราพยายามบังคับ ให้การทำประชามติ ต้องมาพร้อมการใช้สิทธิเลือกตั้งทั่วไป เพราะถ้าทำประชามติโดดๆ คงไม่มีใครเสียค่ารถกลับบ้านต่างจังหวัด เพื่อไปทำประชามติแน่ๆ ถ้าผ่านไปถึงจุดนั้นจริงๆ
ขอแรงทุกคน รณรงค์ให้เต็มที่ ถ้าแพ้ข้อแรก ก็ไม่รู้ว่าต้องใช้เวลาอีกกี่ปีถึงจะกลับมาทำเรื่องแก้ไขรัฐธรรมนูญ ได้อีกครั้ง” นายธนาธรกล่าว และว่า
หน้าตักมันสูงมาก ต้องรณรงค์อย่างแข็งขันจริงๆ ต้องทำงานอย่างกว้างขวาง ให้ประชาชนได้รับข่าวสารให้รอบด้านที่สุด เพื่อมองเห็น และนำไปสู่การโหวตรับรัฐธรรมนูญชุดใหม่ ซึ่งวางใจไม่ได้ ต้องออกแรงรณรงค์ร่วมกัน
มองตัวเองอีก 4 เดือนหลังจากนี้ จะทำอะไร ?
นายธนาธรเผยว่า คงทำสองเรื่องไปพร้อมกันคือ 1. เป็นผู้ช่วยหาเสียงให้กับพรรคประชาชน และ 2.รณรงค์เรื่องการทำประชามติแก้ไขรัฐธรรมนูญ ก็คงใช้เวลา 4 เดือนที่เหลือนี้ไปด้วยกัน
เมื่อถามถึงความเป็นไปได้อื่น ?
นายธนาธรกล่าวว่า ตอนนี้การตัดสินใจหลักๆ ของพรรคประชาชน คือ 19 ปี 19 กันยายน 2549 ถ้าเราไม่เสียง คงต้องอยู่อย่างนี้ต่อไป ตลอด 8 ปี ที่อยู่ในการเมืองมา มันไม่มีวินาทีไหนที่เรามีอำนาจต่อรองทางการเมืองถึงขนาดนี้ได้เลย
“กุญแจกมันแค่คลิ๊กเดียว คือถ้ามันผ่านกระบวนการนี้ จะไม่ต้องผ่านการยกมือของ ส.ว.อีก ถ้ารอบนี้ไขเพียงคลิ๊กเดียวได้
ถ้าใครมีหาทาง ผมก็อยากทำเหมือนกัน เพราะผมมองไม่เห็น การใช้เสียง 1 ใน 3 ของ ส.ว. มันแค่รอบนี้รอบเดียว พอเข้าสู่กระบวนการทั้งหมด มันจะไม่ต้องกลับมาอีก ในจังหวะเข้าได้เข้าเข็มแบบนี้ เราจำเป็นต้องลองเสี่ยง” นายธนาธรชี้
นายธนาธรกล่าวต่อว่า ถ้าหากประเมินข้อเสียที่อาจเกิดขึ้น อย่าง คดีเขากระโดง จริงๆ อยู่ที่ การรถไฟ จึงไม่มีการฟ้อง ซึ่งถ้าผิด ชาวบ้านจะโดนด้วยเต็มไปหมด ส่วนเรื่องฮั้ว ส.ว. ต้องไปดูที่กลไก กกต.
“ถ้าเราเชื่อว่ากลไกเหล่านี้เป็นของเขาอยู่แล้ว ใครเป็นรัฐบาลก็มีค่าเท่ากัน บวก ลบ คูณ หารแล้ว ต่อให้เกิดการเบี้ยว มันก็เน่ามา 19 ปีแล้ว ต่อให้ดาวน์ไซต์อีก อย่างน้อยอีก 2 ปีเลือกตั้งใหม่
ถ้าใครมีทางอื่นที่พรรคประชาชนไม่ได้เลือก ผมก็อยากฟังเหมือนกัน”
ถ้าประชามติแพ้ ทำไง ?
นายธนาธรเผยว่า ถ้าประชามติแพ้ ตนคงย้ายประเทศ ไม่อยู่แล้ว
“สนามหน้า สนามต่อไป คงเป็นปี 2572 ถ้าประชามติรอบนี้แพ้ สมรภูมิแก้ไขรัฐธรรมนูญที่เป็นไปได้จริง คือปี 2572 ซึ่งเราไม่รู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้น ถ้ารูปแบบการเลือก ส.ว. ยังเป็นแบบรัฐธรรมนูญนี้ ผมคิดไม่ออกเลยว่าจะเอาคนที่ใจรักประชาธิปไตย ฝักใฝ่แก้รัฐธรรมนูญ เข้าไปอยู่ใน ส.ว. ได้อย่างไร” นายธนาธรระบุ
แล้วเราจะทำอย่างไร ให้เกิดความหวัง ขึ้นกับประชาชนอีกครั้ง ?
นายธนาธรยกตัวอย่าง กรณีสภาเพิ่งผ่านกฎหมาย ลาดคลอด 120 วัน เนื้อหาคือ เพิ่มวันลาคลอด จาก 90 วัน 30 วันที่เพิ่มขึ้น เลือกใช้ได้ทั้งคุณพ่อและแม่ ซี่งเป็นกฎหมายก้าวหน้าที่ผ่านมาได้ เหมือน สมรสเท่าเทียม
“ผมว่าไม่ถึงขนาดหมดหวัง เราเห็นถึงความยากลำบากของผู้คน อนาคตที่มืดมน แต่ก็มีชัยชนะเล็กๆ แบบนี้ ที่หล่อเลี้ยงการเดินทางของพวกเรา ว่าไม่ได้สูญเปล่า
สิ่งที่ทุกคนทำ รวมถึงคนที่อยู่ในคุก มันคือการทำให้การพูดถึงการปฏิรูป เป็นเรื่องสามัญได้ มันมีต้นทุน แต่อย่างน้อยมันมีความก้าวหน้าในการผลักเพดาน” นายธนาธรกล่าว
ผู้สื่อข่าวรายงานว่าในช่วงท้าย มีนักศึกษาธรรมศาสตร์กล่าวว่า ส่วนตัวเชื่อว่าถ้าเลือกตั้งหน้า พรรคประชาชนอาจจะได้ถึง 270 ที่นั่ง ถ้าสมมติเป็นอย่างนั้น มองว่าจะมีการยอมให้เข้าสู่อำนาจหรือไม่?
นายธนาธรกล่าวว่า ตนคิดว่า ต่างจากตอนยุคคุณทักษิณที่ผ่านมา ที่เสียงข้างมากพรรคเดียว เราต่างเหนื่อยล้ากันทุกฝ่าย ถูกยุบพรรค ตัดสิทธิ นักเคลื่อนไหวก็ต่างเหนื่อยล้า แม่แต่ฝั่งอนุรักษนิยม เขาก็เหนื่อยล้าและกังวลกันมาก
ในภาวะนี้ จึงเป็นโอกาสเปลี่ยนผ่านที่ดีที่สุด
วันนี้หนังสือยังอยู่ในบทนี้อยู่ ยังไม่จบบทดี เดินมาถึงตอนปลายของบทแล้ว มันมีโอกาสเกิดสิ่งที่เรียกว่า การประณีประนอมครั้งใหญ่ ของทุกฝ่าย Grand Compromise ถ้าภูมิใจไทย รักษาสัญญา อย่างน้อยเพื่อให้ปิด chapter นี้ ทำการเมืองให้เป็นปกติ เอาเพื่อนออกจากคุกใน 4 เดือนนี้
“ผมว่าอาจไม่ใช้ 4 เดือน ช่วง 2 ปีนี้ มีโอกาสเกิด Grand Compromise ในสังคมไทยได้ เพื่อไปสู่แชปเตอร์ต่อไป”
ถ้าไม่เกิด มันจะเกิดการทำลายพรรคประชาชน เหมือนกับที่ทำไทยรักไทยมาแล้ว หลังจากนั้นก็ไม่รู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้นแล้ว แต่ผมมองโลกในแง่ดี ว่าเราจะหาทางออกโดยไม่ต้องมีการสูญเสียกันอีก

