หมายเหตุ – นายนิกร จำนง ผู้อำนวยการพรรคชาติไทยพัฒนา (ชทพ.) ในฐานะอดีตเลขานุการคณะกรรมการ เพื่อพิจารณาแนวทางในการทำประชามติเพื่อแก้ไขปัญหาความเห็นต่างในเรื่องรัฐธรรมนูญ 2560 ให้สัมภาษณ์ “มติชน” ถึงแนวทางการยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ของรัฐบาลอนุทิน ชาญวีรกูล ที่มีเวลา 4 เดือนในการบริหารประเทศ ภายใต้เงื่อนไขที่ศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยว่า ต้องทำประชามติ 3 ครั้ง และไม่ให้ประชาชนเลือกผู้ร่างรัฐธรรมนูญได้โดยตรง
⦁ฟังคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญต่อแนวทางการแก้ไขรัฐธรรมนูญที่ออกมา รู้สึกอย่างไร
ส่วนใหญ่ตามคาด เพราะผมเคยชี้ไว้นานแล้วว่า การทำประชามติต้องทำ 3 ครั้ง ก็ไม่ได้ผิดไปจากตรงนั้น เพราะช่วงรัฐสภาชุดที่แล้ว ชุดที่ 25 เราเคยเสนอร่างแก้ไขมาตรา 256 มาแล้ว และชี้มาแล้วว่า ต้องทำ 2 ครั้ง แล้วศาลรัฐธรรมนูญมีวินิจฉัยที่ 4/2564 บอกว่า ต้องทำประชามติเสียก่อน ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนั้นก็เลยร่วง ดังนั้น ในครั้งนี้ ไม่ว่าจะอย่างไรก็ตาม ต้องถามประชาชนเสียก่อน เพราะว่าผู้สถาปนาเป็นประชาชน ต้องกลับมาแน่ๆ เพราะว่าคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญผูกมัดทุกองค์กร ผมเสียดายว่าเราเสียเวลาไปสองปีแล้ว เราก็ศึกษาเรื่องนี้ ผมก็เสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.) ไปแล้วยุคนั้น ตอนผมเป็นกรรมการอยู่ด้วยว่า ต้องทำประชามติ 3 ครั้ง และคำถามก็กำหนดแล้ว และปัญหา พ.ร.บ.ประชามติที่ต้องแก้ไขด้วย แต่ตอนนั้นไม่ได้เอาเข้า ครม. เพราะไปรอความเห็นในสภาว่า ทำ 2 ครั้งก็ได้ ผมยืนยันตลอดว่า ไม่ได้ แล้วมีการยื่นไปถามศาลรัฐธรรมนูญ คำตอบที่ได้มาก็คือ 3 ครั้ง แต่ที่ดีขึ้นนิดหนึ่งก็คือ ครั้ง 1 กับครั้ง 2 สามารถรวมกันได้ แต่ที่ไม่ดีกว่าเดิมคือ ศาลรัฐธรรมนูญไปวินิจฉัยว่า รัฐสภามีอำนาจในการแก้รัฐธรรมนูญทั้งฉบับก็ได้ แต่ต้องถามประชาชนก่อน แต่ชี้ไปเลยว่าไม่สามารถให้มีการเลือกผู้ร่างรัฐธรรมนูญโดยตรงได้
ซึ่งคณะกรรมการที่มายกร่างรัฐธรรมนูญผ่านการเลือกตั้งโดยตรงได้ นี่คือสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ (ส.ส.ร.) ที่ผมยังเสนอตุ๊กตาไว้ด้วย คือเป็นร่างแก้ไขมาตรา 256 ส.ส.ร. ตามมาตรา 256 มาจากการเลือกตั้งโดยตรง จังหวัดละ 1 คน 77 จังหวัด คือ 77 คน ไปดูได้ในร่างมติ ครม.
นอกจากนั้น มีนักวิชาการ 23 คน ตั้งไว้ 100 คนให้มหาวิทยาลัยต่างๆ ส่งเข้ามา แล้วให้รัฐสภาเป็นคนเลือก เพราะผมเป็นห่วงว่า ถ้ารัฐสภาไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง เราไปเลือกคนยกร่างรัฐธรรมนูญเลย จะกลายเป็นว่าคณะกรรมการยกร่างรัฐธรรมนูญขาดจากสภา ผมเชื่อว่าขัดรัฐธรรมนูญ ผมเลยยกร่างตรงนั้นไว้แล้ว โดยให้รัฐสภามาเลือก 23 คน มาจากนักวิชาการที่ส่งชื่อเข้ามาโดยอ้อม แล้วไปบวกกันรวมเป็น 100 คน พรรคการเมืองก็ดี นักการเมืองก็ดี หาว่าผมไม่ใจกว้าง ไม่เอาประชาชนโดยตรงเลย ผมบอกว่า ที่เสนอแบบนั้นเพื่อหาทางออกไว้ก่อนแล้ว ตรงนี้ก็ไม่ผิดคาดเท่าไหร่แต่ที่ผิดคาดคือพอศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่ามาจากการเลือกตั้งโดยตรงไม่ได้ ตามวิธีที่ผมเคยเสนอ มาจากจังหวัดต่างๆ จังหวัดละคนเพื่อมาผสมกับที่รัฐสภาเลือก ก็ทำได้อยู่ ผมเชื่อว่าถ้ายื่นแบบนี้ก็ถูกร้องอีก ต้องมาคิดใหม่ อาจต้องไปเอาตามรัฐธรรมนูญปี 2540
⦁ตามแนวทางของรัฐธรรมนูญปี’40 เป็นอย่างไร
ในฐานะที่เคยเป็นสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญช่วงนั้น เราทำปี’39 ผมเป็นที่ปรึกษานายบรรหาร ศิลปอาชา อดีตนายกฯ ดำเนินการเรื่องนี้ตั้งแต่เริ่มนโยบายว่าจะดำเนินการแก้ไขมาตรา 211 ตอนนั้น ตอนนี้ คือ มาตรา 256 เหมือนกันคือมาตราที่ว่าด้วยการแก้รัฐธรรมนูญ ของปี 2540 ใช้รัฐธรรมนูญปี 2539 ทำ รัฐธรรมนูญปี 2540 เป็นสองฉบับซ้อนกันอยู่ ในปี 2539 ตรงที่ว่า ที่มาของ ส.ส.ร.ตอนนั้น มาโดยอ้อม คือเลือกให้จังหวัดต่างๆ ส่งมา 10 คน ให้รัฐสภาเลือก ที่ส่งมา 10 คน ถ้าจังหวัดไหนสมัครกันไม่ครบ ก็ให้เอาเท่าที่ได้ 7 คน ก็มา 7 คน แต่รัฐสภาเลือกเอา 1 คนจังหวัดไหนที่มีการสมัคร เกิน 10 คน ก็เลือกกันเอง เอา 10 คน แล้วให้รัฐสภา เลือกเอา 76 คนตอนนั้น คือโดยอ้อม การทำรัฐธรรมนูญปี’40 โดยอ้อม แต่ทำไมถึงเรียกเป็นรัฐธรรมนูญฉบับประชาชน ผมอยากให้ครั้งนี้มีการพิจารณา ถ้าศาลรัฐธรรมนูญล็อกว่า เลือกโดยตรงไม่ได้ ผมมองว่าเรากำลังติดกับคำว่าเลือกตั้งโดยตรง คือตรงนั้นเรากำลังจะเลือก ส.ส.ร.ที่มาจากการเลือกตั้ง ก็คิดว่านี่คือรัฐธรรมนูญฉบับประชาชน ที่รัฐธรรมนูญปี’40 เรียกว่า ฉบับประชาชนในครั้งนั้น เพราะว่าเสียงประชาชนมาก มีสมัชชาชาวนา มีสมัชชาคนจน ไปฟังความเห็น แล้วประกอบเป็นรัฐธรรมนูญ มันเป็นประชาชนเพราะ ขั้นตอนฟังประชาชนเยอะ
เพราะฉะนั้นคราวนี้เราไม่สามารถเลือกตั้งโดยตรง ถ้าเลือกตั้งโดยตรงจริงๆ ประเด็นที่มีปัญหาก่อนนั้น คือถ้าเกิดได้ ส.ส.ร. ได้จากบ้านใหญ่ หรือได้จากตัวแทนพรรคการเมืองที่ไปซ้อนอยู่ด้านหลังเสมอก็กลายเป็นว่า ส.ส.ร.ที่มายกร่างรัฐธรรมนูญเป็นไปตามพรรคการเมืองกำหนดหรือตามกลไกอื่นที่กำหนด ตรงนี้เราจะบอกว่ามันเป็นประชาชนหรือเปล่า เพราะฉะนั้นไม่สำคัญว่ามาจากไหน มันเป็นภาพเท่านั้นเอง เป็นรูปแบบ แต่เนื้อหาในการทำรัฐธรรมนูญ ฟังประชาชนกี่คำ ใช้ระยะเวลาเท่าใดมากกว่า
รัฐธรรมนูญปี’40 ตอนนั้นกำหนดว่า ส.ส.ร.ต้องใช้เวลาไม่เกิน 240 วัน ก็ใช้เกือบหมด ใช้เวลาในการเดินทางไปทั่วทุกภาค จนกระทั่งประชาชนเห็นด้วย กลายเป็นรัฐธรรมนูญฉบับประชาชน ไม่ใช่ ส.ส.ร.ที่มาจากการเลือกตั้งโดยตรง มาจากการเลือกตั้งโดยอ้อม แต่ฟังประชาชนโดยตรงต่างหาก อยากจะให้ยึดหลักการว่า แนวปฏิบัติ ขั้นตอนคือ ฟังประชาชนให้เยอะ รัฐธรรมนูญคือต้องฟังประชาชน ผมเสนอตอนนี้ว่าให้ไปเอาต้นแบบจากรัฐธรรมนูญ 2540 จะได้ไม่ขัดรัฐธรรมนูญ แล้วทำให้เป็นฉบับประชาชนในเนื้อหา ไม่ใช่รูปแบบ
⦁มีสูตรที่คิดว่าจะทำให้รอดพ้นจากการถูกตีตกไปหรือไม่
คือจริงๆ แล้ว ผมเสนอตุ๊กตาไปแล้ว เลือกตั้งโดยตรงจาก 77 จังหวัด จังหวัดละ 1 คน มายังไงก็ได้ กับอีกแบบให้รัฐสภา เลือกจากนักวิชาการมาบวก อีก 23 คน เป็น 100 คน เพื่อให้สภามีส่วนเกี่ยวข้อง คือถ้าลอยๆ อย่างเดียว ผมเชื่อว่ามีปัญหา แล้วตอนนี้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยมาแล้วว่า ไม่ได้ อย่างที่บอกว่าเราจะไปเอาแบบเดิมไม่ได้แล้ว เพราะถ้าไปยื่นตามร่างที่ผมเสนอเดิม ก็คือว่ามาจากการเลือกตั้งโดยตรง แต่ละจังหวัด ผมเกรงว่าจะมีคนร้องว่าขัดรัฐธรรมนูญ เวลาเรามีจำกัดมาก เราจะไปเสี่ยง พอมีการยื่นร้องขึ้นมา ผมเชื่อว่าสมาชิกรัฐสภาไม่กล้าโหวต เพราะถ้าโหวต จะกลายเป็นขัดหรือแย้งกับคำวินิจฉัยรัฐธรรมนูญ ก็โดนร้องเรื่องจริยธรรมอีก
⦁ถ้าเลือกตั้งโดยตรง ไม่เกี่ยวกับรัฐสภา คือขัดรัฐธรรมนูญ
ใช่ แต่บางส่วนมาโดยตรง บางส่วนมาตามร่างเดิมของผม ผมก็เชื่อว่าจะถูกร้อง เราถูกสภาพบังคับกลับไปใช้ตามรัฐธรรมนูญปี’40 หลักการที่ว่าต้องมาจากประชาชน ประเด็นไม่ได้อยู่ที่ ส.ส.ร.มาจากการเลือกตั้งโดยตรง ประเด็นอยู่ที่คุณฟังประชาชนหรือเปล่าต่างหาก รัฐธรรมนูญต้องออกมาแก้ปัญหาประชาชนด้วย เป็นรัฐธรรมนูญฉบับปฏิรูปประเทศ เพราะขณะนี้โลกหมุนเร็วมาก มีผลกระทบจากภายนอก ถ้ากฎหมายเราแก้ไม่ได้เลย ถูกรัฐธรรมนูญล็อกไว้ มันจะมีปัญหา ถามว่าจะแก้ปัญหาตรงนี้ยังไง ผมเสนอเพิ่มเข้าไปอีก 20 ตัวแทนกลุ่มต่างๆ ที่ผมเสนอไว้ ให้เอาจาก 5 กลุ่มด้วย ก็คือ กลุ่มคนพิการ กลุ่มความหลากหลายทางเพศ กลุ่มเยาวชนที่อยากเขียนรัฐธรรมนูญไปในอนาคต กลุ่มสตรีผู้สูงอายุ กลุ่มเกษตรกรชาวประมง ต้องนำกลุ่มพวกนี้เข้ามาร่วมด้วย แล้วให้รัฐสภาเป็นคนเลือกเหมือนกัน ปรากฏว่า ส.ส.ร.ในอนาคต มาจากการเลือกตั้งโดยอ้อม 120 คน ตรงนี้ไม่สงวนลิขสิทธิ์ สามารถเอาไปดัดแปลง ส่วนหนึ่งที่มาจากนักวิชาการ เพราะประชาชนเองก็ยกร่างรัฐธรรมนูญไม่ได้ มันยาก
⦁การคิกออฟการแก้ไขรัฐธรรมนูญเริ่มได้เมื่อใด
เดิมคิดว่าพอจะมีทาง ก็พยายาม เกือบจะสิ้นหวังแล้ว เพราะว่าสถานการณ์การเมืองแบบนี้ ผมเชื่อว่าจะยังมีหวังอยู่ ถ้าเป็นแบบนี้ สถานการณ์ที่เชื่อว่ามีโอกาสเป็นไปได้มากที่สุดขณะนี้ หนึ่งคือ สามารถที่จะเกิดลักษณะของสามมิติของความสำเร็จได้
หนึ่ง มีคำถามที่หนึ่ง แล้วคำถามที่สอง ที่ศาลรัฐธรรมนูญบอกว่าเป็นหลักการต่างๆ คือการมี ส.ส.ร. คือการแก้ไขมาตรา 256 แก้มาตราที่ว่าด้วยเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญทั้งฉบับขึ้นมา เรื่องที่สามคือการเลือกตั้ง ถ้าเราเรียงดีๆ มันไปพร้อมกันได้จะประหยัดด้วย จะลงตัวด้วย แต่ทีนี้ความเข้าใจผิด ประชาชนก็มีความเห็นว่าภายใน 4 เดือน ไม่ใช่รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ มันคือรัฐธรรมนูญแก้ไข เพื่อแก้ไขรัฐธรรมนูญทั้งฉบับ ถ้าเป็นอดีต ก็คือรัฐธรรมนูญปี 2539 เพื่อนำไปสู่การยกร่างรัฐธรรมนูญปี 2540
หลักการที่จะเสนอมีอย่างนี้ วันเลือกตั้ง เราเล็งวันเลือกตั้งก่อน เพราะรัฐบาลชุดนี้ถูกให้อยู่เป็นรัฐบาลเสียงข้างน้อยที่มาเพื่อยุบสภาภายใน 4 เดือน และทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่เพราะถ้ายุบสภา เลือกตั้งใหม่ก็ได้พรรคการเมืองแบบเดิม กลไกการเมืองแบบเดิม ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง มันไม่ได้อะไรเลย ถ้าเราได้รัฐธรรมนูญฉบับใหม่เพื่อปฏิรูประเทศ แก้ปัญหาประเทศเลย มันคุ้ม
ขณะนี้พรรคการเมืองที่อยู่ในสภา พรรค ชทพ.เสนอไม่ได้มีแค่ ส.ส. 10 คน ผมเสนอว่าให้รัฐบาลชุดนี้ หลังจากถวายสัตย์ปฏิญาณตนก่อนเข้ารับหน้าที่เสร็จ รัฐธรรมนูญกำหนดว่าจะต้องแถลงนโยบายต่อรัฐสภาไม่เกิน 15 วัน พอแถลงนโยบายแล้ว จะเริ่มนับการทำงาน 4 เดือน แล้วนับจากเดือนตุลาคมไป 4 เดือน การยุบสภาก็จะประมาณปลายเดือนกุมภาพันธ์ปี 2569 กฎหมายกำหนดว่าเมื่อยุบสภา ต้องเลือกตั้งไม่น้อยกว่า 45 วัน แต่ไม่เกิน 60 วัน ก็จะประมาณวันที่ 29 มีนาคม ระหว่างนี้พรรคการเมืองไม่ต้องรอให้ ครม.แถลงนโยบายต่อรัฐสภาเสร็จ พรรคร่วมรัฐบาลสามารถเสนอร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญมาตรา 256 ได้เลย โดยยึดร่างแก้ไขที่เป็นไปได้ และไม่ขัดคำวินิจฉัยของศาล โดยพรรคร่วมรัฐบาลต้องไปคุยกับสมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) ซึ่งไม่ผิดรัฐธรรมนูญ มาคุยกันได้ เพราะในการแก้ไขมาตรา 256 ในขั้นรับหลักการ ต้องมีเสียง ส.ว. 1 ใน 3 เห็นชอบด้วย ต้องคุยกันก่อนจะเสนอร่างเข้าที่ประชุมรัฐสภา หากมีเนื้อหาที่จะไปตัดอำนาจ ส.ว.ก็จะเป็นเรื่องใหญ่
ร่างแก้ไขเดิมเคยเสนอว่าให้ตัดเสียง ส.ว. 1 ใน 3 ในชั้นรับหลักการออกไป ซึ่งวุฒิสภาชุดที่แล้วยอมรับ พอ ส.ว.เห็นด้วย เราเสนอว่าวาระหนึ่งกับวาระสาม ต้องได้เสียง 2 ใน 3 ของสองสภา คือ ส.ว.อาจจะกลัวว่า ส.ส.ใช้เสียงเกินกึ่งหนึ่ง คือเสียง 351 สามารถจะทำรัฐธรรมนูญได้แล้ว แบบนี้ไม่ถูก มันน้อยเกินไปที่จะแก้รัฐธรรมนูญซึ่งผมไม่เห็นด้วย ควรใช้เสียง 2 ใน 3 คือใช้เสียง 447 เสียง จาก 700 เสียง ถ้าเป็นแบบนี้ ทั้งสภาผู้แทนราษฎร ต้องแก้รัฐธรรมนูญได้ เพราะมาจากการเลือกตั้งประชาชนโดยตรง แบบนี้ ส.ว.ก็ไม่ต้องกังวลว่าออกมาผิดรูปผิดทาง หรือแก้ตามใจคุณ เพราะใช้เสียงฉันทามติตั้ง 477 เสียง เกือบเต็มสภา แบบนี้ได้ แบบนี้เขาเคยยอมแล้ว ถ้าเสนอแบบนี้ยังพอคุยกันได้ก็สามารถยื่นแก้ไขมาตรา 256 รัฐสภาจะรับหลักการและต้องตั้งคณะกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญฯ ขึ้นมาก่อนสิ้นเดือนตุลาคมที่จะปิดสมัยประชุมสภา
⦁มองว่าวุฒิสภาชุดใหม่จะรับเสนอดังกล่าวหรือไม่
ยังไม่ทราบ ผมเลยเสนอว่า พรรคร่วมรัฐบาลต้องประกาศเป็นนโยบาย และยื่นญัตติแก้ไขมาตรา 256 ซึ่ง ครม.สามารถเชิญ ส.ว.มาพูดคุยว่ามีความเห็นอย่างไร คุยกันก่อน ถ้าโอเค ก็คุยกันว่าเขาจะเอายังไง เขาจะได้พร้อมที่จะโหวตให้ พอยกร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญของรัฐบาลแล้ว ก็เอาร่างนั้นเป็นหลัก เอาร่างของพรรคประชาชน (ปชน.) และร่างของพรรคเพื่อไทย (พท.) ประกบ แล้วตั้งกรรมาธิการขึ้นมา 45 คน ทั้งสองสภา แล้วทำให้เสร็จภายในเดือนครึ่ง คือสิ้นเดือนตุลาคม ต้องตั้งผ่านวาระ 1 ให้ได้ แล้วตั้ง กมธ.ไปพิจารณาประมาณ 45 วัน ก็จะเสร็จกลางเดือนธันวาคม พอวันวันที่ 12 ธันวาคม เปิดสมัยประชุมสภา ประมาณวันที่ 15 ธันวาคม ก็เสนอให้ที่ประชุมรัฐสภาพิจารณาวาระ 2-3 จากนั้นประธานสภา ก็ส่งร่างแก้ไขฯมาให้ ครม.ทำประชามติ ของคำถามที่ 2 เพราะคำถามที่ 1 ตอนนี้ยังทำไม่ได้ เพราะกฎหมายประชามติยังไม่โปรดเกล้าฯลงมา พอกฎหมายประชามติโปรดเกล้าฯลงมา ครม.คุยกับ กกต. โดย กกต.ต้องทำกฎหมายและระเบียบในการทำประชามติใหม่ว่าจะต้องใช้งบประมาณเท่าใด พออนุมัติงบประมาณเสร็จ ก็รอไว้ประมาณปลายเดือนมีนาคมที่ยุบสภา เพราะถ้ายุบสภาก่อน ครม.ไม่เป็น ครม.แล้ว จะเสนอให้ตั้งคำถามประชามติและอนุมัติงบไม่ได้ ก็ต้องทำก่อน
⦁กรอบเวลาการตั้งคำถามประชามติ
ผมเสนอว่าถ้าจะยุบสภา ต้องนับตามตั้งแต่วันแถลงนโยบาย หมายถึงว่าการออกมติ ครม. ทำประชามติ คำถามแรกก่อน (จะยกร่างรัฐธรรมนูญหรือไม่) ซึ่งจะกำหนดวันที่ทำประชามติก่อนที่จะยุบสภา พอกำหนดวันที่แล้ว ในคำถามที่สอง ให้รัฐสภาใช้เวลาที่เหลืออยู่แก้ไขมาตรา 256 ให้ทัน เพื่อให้มาทำประชามติวันเดียวกับการเลือกตั้ง ที่ประมาณไว้ว่าเป็นวันที่ 29 มีนาคม 2569 คำถามที่หนึ่งคือ ประชาชนอนุญาตให้มีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ไหม ถ้าไม่ผ่านตรงนี้ ก็จบหมด ตรงนี้มันต้องได้คำถามที่หนึ่งผ่าน คำถามที่สองถึงจะมีผล
แต่ถ้าคำถามที่สองไม่ผ่าน คำถามที่หนึ่งผ่าน ก็รอหลังเลือกตั้ง แล้วไปยกร่าง 256 ขึ้นใหม่ ก็ยังได้อยู่หนึ่งคำถาม ตอนนี้ที่จะได้จริงๆ ก็คือ ได้คำถามที่หนึ่ง โดย ครม.ชุดนี้แน่ๆ ไม่ว่ายังไงก็ได้
อันที่สองอาจจะได้ คำถามที่สองไปด้วย ถ้าทำคำถามที่สองทัน ถ้าคุยกันได้ในรัฐสภา ถ้า ส.ว.ยอม ก็เท่ากับสำเร็จ แล้วยุบสภาให้มีการเลือกตั้ง แล้วไปสภาชุดหน้า ประธานสภาก็เสนอ ให้นายกฯทูลเกล้าฯเลือก ส.ส.ร. ตามมาตรา 256 ที่เสนอแก้ไข การพิจารณาของ ส.ส.ร.ก็ประมาณ 300 วัน เลือกตั้ง 90 วัน ทำรัฐธรรมนูญอีก 240 วัน ก็ได้รัฐธรรมนูญฉบับใหม่หลังการเลือกตั้งรัฐสภาในชุดหน้า ไม่ใช่ชุดนี้
⦁คำถามที่ 1 กับคำถามที่ 2 จะต้องให้ประชาชนรู้ก่อนกี่วัน และการคิกออฟทำประชามติควรเป็นอย่างไร
กำหนดไว้แล้ว ถ้าตามกฎหมายเดิม 90 วันให้ประชาชนรู้ และบังคับว่า ครม.ต้องแจ้งประชาชนว่าทำไมต้องถามประชามติ ในคำถามแรก
แต่คำถามที่สอง กกต.มีหน้าที่เอาประเด็นและข้อมูลต่างๆ จากทั้ง ครม.ที่รับผิดชอบคำถามที่ 1 แล้วรัฐสภารับผิดชอบคำถามที่ 2 การแก้ไขตามมาตรา 256 เป็นอย่างไร ทำไมถึงต้องมี ส.ส.ร. ทำไมใช้เสียงสองสภาในการผ่านร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ กกต.มีหน้าที่เอาข้อมูลที่ทำความเข้าใจประชาชน จากหน่วยที่ทำประชามติ ที่ต้องทำพร้อมกันในวันเดียวกัน เพราะฉะนั้นวันเวลาจะต้องเป๊ะ
คิกออฟอันแรก คือถามประชาชน แก้ทั้งฉบับหรือไม่ นี่คือข้อ 1 สี่เดือนทำได้แน่ ครม.แค่รอกฎหมายประชามติโปรดเกล้าฯลงมา แล้วก็ถามเลย ถ้าแก้ไขมาตรา 256 อย่างประนีประนอมกับ ส.ว. ส.ว.ก็เป็นส่วนหนึ่งเหมือนกันก็ไปคุยกันเท่าที่จะได้ และไม่ขัดต่อคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ พอได้คำถามที่สอง บังเอิญได้พร้อมกัน ส.ส.ร. กลับมาสภาชุดหน้า ให้ประธานสภาที่เลือกหลังการเลือกตั้งครั้งหน้าทูลเกล้าฯ ต่อจากนั้นก็จะมีการเลือกตั้ง ส.ส.ร.โดยอ้อมที่เรากำหนด
หลังจากนั้นประมาณ 90 วัน จะมีการเลือกตั้งหรืออาจจะลงมา 60 วัน ก็ไปสู่การมี ส.ส.ร. ต่อจากนั้นใช้เวลาในการพูดคุยกับประชาชน เพื่อถามความเห็นประชาชน เพื่อมายกร่างรัฐธรรมนูญฉบับประชาชน พอออกมา เราก็ได้รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ในรัฐสภาชุดหน้า มันมีก้าวที่เดิน ไม่ใช่เดินย่ำอยู่กับที่ ไม่ใช่ตรงนี้ ย่ำอยู่ที่เดิมมาหลายปีแล้ว ต้องเดินด้วยความระวัง วางแผนให้ดี มันมีโอกาส แต่ต้องก้าวไม่พลาดเลย แต่ขณะนี้ถ้าเป็นเซฟตี้ คือพลาดก้าวนึงก็ยังเหลืออีกก้าวนึง มันมี 3 ก้าว ยังไงเราก็ได้ 2 ก้าว คือเรื่องเลือกตั้ง กับคำถามที่ 1 และอาจจะได้คำถามที่ 2 พ่วงเข้าไปด้วย ก็แล้วแต่ช่วงเวลาและวาสนาเหมือนกัน อยู่ที่ว่าเราจะฟังกันแค่ไหน ถ้าจะเอาแต่ได้ พรรคการเมืองเอาแต่หาเสียง หวังว่าจะได้เสียง แบบนี้มันไม่ได้ ก็หวังว่าครั้งนี้ ดูเหมือนยาก แต่สำหรับผม ผมมีความหวังมากที่สุด
⦁ปี 2568 โอกาสในการแก้ไขรัฐธรรมนูญ เพื่อเปิดให้มีการยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ มีกี่เปอร์เซ็นต์
สถานการณ์บังคับพรรคการเมืองในสภาให้ลงมาตรงนี้ ประชาชนเริ่มต้องการกฎหมายประชามติแก้ไขแล้ว สถานการณ์มีความเหมาะสม โดยศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยแนวทางแก้ไขรัฐธรรมนูญ ถูกขีดเส้นให้เดิน เดินยาก แต่เดินง่าย ไม่หลงทาง ตอนนี้เดินไปดิ่งๆ วันเวลาถูกบังคับไว้ มีโอกาสเป็นไปได้มาก เราอย่าไปหวัง เรารู้แล้วแก้ไขทั้งฉบับไม่ได้ ต้องทำใจตรงนี้ก่อน เอาเท่าที่ได้ ทำเป็น 2 ระยะ เหมือนกับการยกร่างรัฐธรรมนูญปี 2540 ผมมีความหวังช่วงที่มีเวลา ผมก็หวังเต็มที่ ผมเชียร์ หนุนทั้งนั้น ไม่ว่าเป็นฝ่ายไหน

