หน้าแรก การเมือง สุชาติ สวัสดิ...

สุชาติ สวัสดิ์ศรี จ่ออุทธรณ์ หลังศาลปกครองยกฟ้อง ถูกเพิกถอนศิลปินแห่งชาติไม่ชอบด้วยกม.

22.09.25 | 16:00 น.

สุชาติ สวัสดิ์ศรี จ่ออุทธรณ์ หลังศาลปกครองยกฟ้อง ถูกเพิกถอนศิลปินแห่งชาติไม่ชอบด้วยกม.

จากกรณี สุชาติ สวัสดิ์ศรี บรรณาธิการและนักคิดนักเขียน ผู้เคยได้รับการเชิดชูเกียรติเป็นศิลปินแห่งชาติ สาขาวรรณศิลป์ ปี 2554 ได้ยื่นฟ้อง คณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ (ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1) และ กระทรวงวัฒนธรรม (ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2) ต่อศาลปกครองกลาง สืบเนื่องจากที่คณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติในการประชุมครั้งที่ 3/2564 เมื่อวันที่ 19 สิงหาคม 2564 โดยมี วิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน ได้ประชุมลับลงมติยกเลิกการยกย่องเชิดชูเกียรติการเป็นศิลปินแห่งชาติของสุชาติ โดยกล่าวหาว่าได้ทำการโพสต์ข้อความที่เป็นประเด็นขัดแย้งในสังคมลงในเฟซบุ๊กเป็นประจำ โดยมีถ้อยคำหรือภาพที่หมิ่นเหม่ต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ อันเป็นพฤติกรรมที่ขัดต่อวัฒนธรรมไทยและเสื่อมเสียต่อการเป็นศิลปินแห่งชาติ

พร้อมเรียกร้องให้กระทรวงวัฒนธรรมชดใช้ค่าเสียหายต่อการถูกละเมิดสิทธิในเกียรติยศชื่อเสียง เสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น และศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์อย่างร้ายแรง รวม 1,318,089.50 บาท

ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน ได้เผยแพร่ คำพิพกาษาศาลปกครองกลาง ซึ่ง ยกฟ้อง สุชาติ สวัสดิ์ศรี กรณีถูกเพิกถอนศิลปินแห่งชาติไม่ชอบด้วยกฎหมาย โดยระบุข้อพิพาท 2 ประเด็น ได้แก่

ประเด็นหลักที่ 1: มติของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ที่ให้ยกเลิกการยกย่องเชิดชูเกียรติศิลปินแห่งชาติ และงดจ่ายประโยชน์ตอบแทนของผู้ฟ้องคดี เป็นคำสั่งที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่

Advertisement

ศาลปกครองกลางได้วินิจฉัยในประเด็นนี้โดยพิจารณาจากประเด็นย่อย 4 ประเด็น ดังนี้

ประเด็นย่อยที่ 1: การประชุมลับชอบด้วยกฎหมายหรือไม่

ศาลวินิจฉัยว่า การที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 จัดการประชุมเป็น “วาระลับมาก” เพื่อพิจารณากรณีของผู้ฟ้องคดีนั้น ชอบด้วยกฎหมายแล้ว เนื่องจากมาตรา 14 แห่งพระราชบัญญัติข้อมูลข่าวสารของราชการ พ.ศ. 2540 กำหนดว่าข้อมูลที่อาจก่อให้เกิดความเสียหายต่อสถาบันพระมหากษัตริย์จะเปิดเผยไม่ได้ และ ระเบียบว่าด้วยการรักษาความลับของทางราชการ พ.ศ. 2544 ก็ให้อำนาจในการกำหนดชั้นความลับได้ตามความเหมาะสม การอ้างของผู้ฟ้องคดีที่ว่าการประชุมลับไม่ถูกต้องตามขั้นตอน จึงไม่อาจรับฟังได้

ประเด็นย่อยที่ 2: การไม่เปิดโอกาสให้ผู้ฟ้องคดีชี้แจงโต้แย้งก่อนมีมติชอบด้วยกฎหมายหรือไม่

ศาลวินิจฉัยว่าแม้มาตรา 30 แห่งพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 จะคุ้มครองสิทธิ ของคู่กรณีที่จะได้ทราบข้อเท็จจริงและโต้แย้งแสดงหลักฐานของตน เพื่อเป็นหลักประกันความเป็นธรรม แต่ ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ไม่จำเป็นต้องให้ผู้ฟ้องคดีมีโอกาสโต้แย้งและแสดงพยานหลักฐานของตนก่อนมีมติ

เนื่องจากข้อเท็จจริงที่นำมาพิจารณาคือข้อความและรูปภาพที่ผู้ฟ้องคดีโพสต์ในเฟซบุ๊กส่วนตัว ซึ่งตั้งค่าเป็นสาธารณะและผู้ฟ้องคดียอมรับว่าเป็นผู้โพสต์เองจริง กรณีนี้ถือได้ว่าเข้าข้อยกเว้นตามมาตรา 30 วรรคสอง (3) ตามกฎหมายฉบับดังกล่าวที่ว่าไม่ต้องให้โอกาสแก่คู่กรณี หากข้อเท็จจริงนั้นคู่กรณีเป็นผู้ให้ไว้เอง

ประเด็นย่อยที่ 3: หนังสือแจ้งมติของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 แสดงเหตุผลในการออกคำสั่งทางปกครองอย่างเพียงพอหรือไม่

ศาลวินิจฉัยว่า การแจ้งมติดังกล่าว ชอบด้วยกฎหมายแล้ว ศาลเห็นว่าหนังสือที่แจ้งให้ผู้ฟ้องคดีทราบเป็นเพียงการแจ้งผลของคำสั่งเท่านั้น ไม่ใช่ตัวคำสั่งที่ต้องมีเหตุผลในตัวเอง

อย่างไรก็ตาม ศาลได้พิจารณาเหตุผลในคำสั่งทางปกครองที่แท้จริงของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ซึ่งได้จัดทำขึ้นแล้ว โดยประกอบด้วยข้อเท็จจริง ข้อกฎหมายที่อ้างอิง (พ.ร.บ.วัฒนธรรมแห่งชาติ พ.ศ. 2553 และกฎกระทรวงที่เกี่ยวข้อง) และข้อพิจารณาในการใช้ดุลพินิจ ซึ่งถือว่ามีเหตุผลครบถ้วนตามมาตรา 37 แห่งพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539

ประเด็นย่อยที่ 4: การมีมติของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 เป็นการใช้ดุลพินิจที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายและขัดต่อเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นหรือไม่

ศาลวินิจฉัยว่า การมีมติยกเลิกการเป็นศิลปินแห่งชาติของผู้ฟ้องคดีนั้น มิใช่เป็นการใช้ดุลพินิจที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย แม้ไม่มีกฎหมายนิยามความหมาย ผู้มีมีความประพฤติเสื่อมเสียไว้เป็นการเฉพาะ แต่ผู้ฟ้องคดีในฐานะศิลปินแห่งชาติควรเป็นแบบอย่างในการรักษาวัฒนธรรมและประเพณีที่ดีงามของไทย ตามคำนิยาม วัฒนธรรมมาตรา 4 แห่งพระราชบัญญัติวัฒนธรรมแห่งชาติ พ.ศ. 2553 ซึ่งรวมถึงการเคารพสถาบันพระมหากษัตริย์

การโพสต์ข้อความที่หมิ่นเหม่ต่อสถาบันฯ จึงถือเป็นพฤติกรรมที่มี “ความประพฤติเสื่อมเสีย” ตามที่กำหนดไว้ในกฎกระทรวง นอกจากนี้ มติดังกล่าวไม่ได้เป็นการจำกัดสิทธิหรือขัดต่อเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นตามรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2560 มาตรา 34 ของผู้ฟ้องคดีแต่อย่างใด เนื่องจากผู้ฟ้องคดียังคงมีเสรีภาพในการโพสต์ข้อความได้ตามปกติ เพียงแต่ผลของการกระทำนั้นทำให้เข้าลักษณะเป็นผู้มีความประพฤติเสื่อมเสียต่อการเป็นศิลปินแห่งชาติเท่านั้น

ประเด็นหลักที่ 2: การมีมติดังกล่าวเป็นการกระทำละเมิดต่อผู้ฟ้องคดีหรือไม่ และผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 ต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายหรือไม่

เนื่องจากศาลได้วินิจฉัยในประเด็นแรกแล้วว่ามติของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 นั้น มิใช่คำสั่งทางปกครองที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ดังนั้น การมีมติดังกล่าวจึงมิใช่การกระทำผิดกฎหมาย และไม่ถือเป็นการกระทำละเมิดต่อผู้ฟ้องคดีตามมาตรา 420 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ส่งผลให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 (กระทรวงวัฒนธรรม) ไม่จำเป็นต้องรับผิดชอบชดใช้ค่าสินไหมทดแทนใด ๆ ให้แก่ผู้ฟ้องคดี

ด้วยเหตุผลดังกล่าว ศาลจึงมีคำพิพากษายกฟ้อง

ส่วนประเด็น ว่าการโพสต์ข้อความตามฟ้องนี้ มีลักษณะเช่นเดียวกับการใช้สิทธิหรือเสรีภาพเพื่อล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ตามคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญที่ 19/2564 ลงวันที่ 10 พฤศจิกายน 2564 ที่ผู้ถูกฟ้องคดีกล่าวอ้าง ศาลเห็นว่าเป็นคนละประเด็นกับที่ศาลวินิจฉัยในคดีนี้ ข้อกล่าวอ้างดังกล่าวไม่อาจรับฟังได้

สุรชัย ตรงงาม หนึ่งในทนายความของผู้ฟ้องในคดีนี้ ระบุภายหลังการฟังคำพิพากษาว่า เมื่อตรวจสอบคำพิพากษาของศาลปกครองกลาง เปรียบเทียบกับสรุปข้อเท็จจริงเจ้าของสำนวน ที่ศาลส่งเอกสารให้ผู้ฟ้องคดี ตรวจสอบก่อนศาลกำหนดนั่งพิจารณาคดีในวันที่ 2 กันยายน 2568 มีข้อความในส่วนคำคัดค้านคำให้การ ความเห็นของนักวิขาการ ที่ศาลเคยสรุป ไว้ในหน้า 16-24 และสรุปคำให้การเพิ่มเติมใน หน้า 24-26 ถูกตัดออกจากคำพิพากษาทั้งหมด

ทำให้เวลาอ่านคำพิพากษา จะไม่ทราบข้อโต้แย้งในคดีของสุชาติฯ ทั้งข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายที่อ้างส่งต่อศาลในคำคัดค้านคำให้การ โดยเฉพาะอย่างยิ่งความเห็นนักวิชาการ และผู้เชี่ยวชาญ ที่มีชื่อเสียงด้านนิติศาสตร์ รัฐศาสตร์ สังคมศาสตร์ ประวัติศาสตร์ และด้านศิลปวัฒนธรรม รวม 9 ท่าน ที่ไม่เห็นด้วยกับมติของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ที่ให้ยกเลิกการยกย่องเชิดชูเกียรติศิลปินแห่งชาติ เช่น ศาสตราจารย์ นิธิ เอียวศรีวงศ์, ศาสตราจารย์ ดร.เกษียร เตชะพีระ, ศาสตราจารย์ สมชาย ปรีชาศิลปกุล, รองศาสตราจารย์ ดร. ประจักษ์ ก้องกีรติ

การตัดข้อมูลสำคัญดังกล่าวออก จากการสรุปตามคำพิพากษาแม้เป็นดุลพินิจของศาล แต่จะเป็นประเด็นหนึ่งในการยื่นอุทธรณ์ต่อศาลปกครองสูงสุดต่อไป ว่าข้อมูลที่ฝ่ายผู้ฟ้องนำเสนอจะได้ถูกรับฟัง และนำไปประกอบการวินิจฉัยตีความตามกฎหมายวิธีพิจารณาทางปกครองและตามคำพิพากษาหรือไม่เพียงใด

สุชาติ สวัสดิ์ศรี พร้อมทนายความภาคีนักกฎหมายสิทธิมนุษยชน ยังประสงค์จะยื่นอุทธรณ์คดีนี้ต่อศาลปกครองสูงสุด เพื่อเป็นการยืนยันว่าเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นเป็นสิ่งที่ศิลปินและประชาชนทุกคนต้องได้รับการรับรองคุ้มครอง และการตีความการแสดงความคิดเห็นที่หน่วยงานรัฐอ้างว่าหมิ่นเหม่ต่อสถาบันกษัตริย์ ต้องสอดคล้องกับหลักการและคุณค่าอื่นในรัฐธรรมนูญและระบอบประชาธิปไตยโดยรวมด้วย อันจะเป็นผลดีต่อการสร้างสมดุลและรักษาไว้ทั้งคุณค่าของสิทธิเสรีภาพขั้นพื้นฐานและสถานะของสถาบันพระมหากษัตริย์ในสังคมประชาธิปไตยควบคู่กันไป

ทั้งนี้คู่ความยังมีสิทธิอุทธรณ์คำพิพากษาภายในระยะเวลา 30 วัน นับแต่วันที่ศาลปกครองกลางอ่านคำพิพากษา โดยคดีนี้จะครบกำหนดในวันที่ 18 ตุลาคม 2568