ปกรณ์วุฒิ เย้ย ต่อให้ผู้นำฝ่ายค้านลาออก “พท.” ก็เป็นไม่ได้ เหตุมี “ปธ.สภา-รองปธ.สภา” ชี้ต้องให้รองปธ.ลาออกก่อน ลั่นให้รอดูวันแถลงนโยบาย พรรคไหนจะตรวจสอบรัฐบาล พรรคไหนจะตรวจสอบฝ่ายค้านกันเอง เหน็บ 24 ก.ย.จะเป็นบทพิสูจน์แรก “เพื่อไทย”จะเห็นด้วยกับ กม.ปฏิรูปกองทัพ ตามที่หาเสียงไว้หรือไม่
เมื่อเวลา 09.30 น. วันที่ 23 ก.ย.2568 ที่รัฐสภา นายปกรณ์วุฒิ อุดมพิพัฒน์สกุล ส.ส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรคประชาชน ในฐานะประธานคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมฝ่ายค้าน (วิปฝ่ายค้าน) กล่าวถึงบทบาทการทำงานฝ่ายค้านร่วมกับพรรคเพื่อไทยซึ่งล่าสุดออกมาเรียกร้องให้ผู้นำฝ่ายค้านลาออก ว่า ในที่ประชุมจะมีการพูดคุยและได้หารือกับวิปบางคนแล้วว่าจะขอมติสัดส่วนวิปฝ่ายค้านอย่างไร โดยได้เว้นสัดส่วนไว้ให้พรรคเพื่อไทยไว้แล้ว ซึ่งมติวิปวันนี้จะมีสัดส่วนของวิบฝ่ายค้านด้วย
นายปกรณ์วุฒิกล่าวต่อว่า ส่วนพรรคเพื่อไทยจะแสดงเจตจำนงไม่เข้าร่วมก็เป็นสิทธิของพรรคเพื่อไทย อย่างไรก็ตาม ก็ได้ประสานกับพรรคร่วมฝ่ายค้านอื่นไปบ้างแล้ว ซึ่งเชื่อว่าจะเข้าร่วม ตนก็เคารพเจตนารมณ์และอยากให้มาทำงานร่วมกัน ส่วนเรื่องการที่ให้ผู้นำฝ่ายค้านลาออกก็ไม่ทราบว่าเหตุผลคืออะไรแต่เรายังยืนยันชัดเจนว่า เราทำงานฝ่ายค้านเต็มที่
“อยากจะบอกว่า ต่อให้ผู้นำฝ่ายค้านลาออกพรรคเพื่อไทยก็เป็นผู้นำฝ่ายค้านไม่ได้ เพราะมีประธานสภาและรองประธานสภาแล้ว ซึ่งตามกฎหมายรัฐธรรมนูญ ก็ไม่สามารถเป็นผู้นำฝ่ายค้านได้ นอกจากรองประธานสภาทั้งสองคนจะลาออก” นายปกรณ์วุฒิกล่าว
นายปกรณ์วุฒิกล่าวต่อว่า ขอยืนยันว่านายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ ส.ส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคประชาชน และผู้นำฝ่ายค้าน ทำหน้าที่ฝ่ายค้านเต็มที่แน่นอน การแถลงนโยบายครั้งนี้ ที่จะเกิดขึ้นในสัปดาห์หน้าก็คงได้เห็นกันว่าพรรคประชาชน จะตรวจสอบรัฐบาลเสียงข้างน้อยชุดนี้มากแค่ไหน พรรคไหนที่จะตรวจสอบรัฐบาลหรือพรรคไหนที่จะลุกขึ้นอภิปราย ตรวจสอบฝ่ายค้านด้วยกันเอง
เมื่อถามว่าทางพรรคเพื่อไทยเหมือนจะขยี้พรรคประชาชนมาโดยตลอดหลังจากหนุนพรรคภูมิใจไทยเป็นรัฐบาล นายปกรณ์วุฒิกล่าวว่า ไม่เข้าใจเหมือนกันว่าเพราะอะไร ก็ต้องไปถามพรรคเพื่อไทยว่าตกลงจะตรวจสอบรัฐบาล หรือจะตรวจสอบฝ่ายค้านกันเอง ตนก็ไม่รู้ว่าจะตอบอย่างไร และก็ยังงงอยู่ว่าจะมาตรวจสอบตนทำไม เราก็พยายามที่จะชักชวนให้มาทำงานร่วมกัน
นายปกรณ์วุฒิกล่าวต่อถึงการหารือระหว่างวิปทั้ง 3 ฝ่าย ว่า คาดว่าน่าจะได้คุยกันในวันที่ 24 ก.ย.นี้ ซึ่งได้คุยกันเกือบจะชัดเจนแล้ว ถ้าขยับคงขยับไม่มาก แต่วันแถลงนโยบายยังติดปัญหาอยู่เรื่องโควต้าเวลา เรามีการคุยกันหลังไมค์ตลอดรวมถึงคุยกับพรรคเพื่อไทยด้วย เมื่อพรรคเพื่อไทยตัดสินใจไม่เข้าร่วมวิปฝ่ายค้าน ซึ่งตนได้ยินมาว่าต่อให้ไม่เข้าร่วมวิปฝ่านค้านก็จะส่ง ส.ส.รุ่นเด็ก มานั่งฟังการประชุมวิปฝ่ายค้าน ซึ่งตนก็ไม่ติดขัด แต่ก็ไม่เข้าใจว่าทำแบบนี้ทำไม พรรคเพื่อไทยเข้าใจดีอยู่แล้ว แต่อย่าแกล้งทำเป็นไม่เข้าใจ ว่าการเข้าร่วมวิปฝ่ายค้านคือการเข้ามาปรึกษาหารือร่วมกัน ว่าสภาแต่ละสัปดาห์จะเกิดอะไรขึ้นบ้าง และฝ่ายค้านจะเคลื่อนไหวอย่างไรบ้าง
“ผมผ่านการร่วมงานมาหมดแล้วทั้งพรรคประชาธิปัตย์ พรรคพลังประชารัฐ และพรรคภูมิใจไทย ซึ่งทุกคนคงรู้ดีว่าหลายเรื่องอาจคิดไม่ตรงกัน และผมก็พูดเสมอว่าฝ่ายค้านไม่จำเป็นต้องคิดตรงกันทุกเรื่อง เรื่องไหนที่คิดไม่เหมือนกันก็สงวนสิทธิของแต่ละพรรคได้เลย ว่าจะลงมติหรือปฏิบัติอย่างไร ซึ่งไม่เคยมีปัญหาอะไรเลย ไม่เหมือนวิปรัฐบาล” นายปกรณ์วุฒิกล่าว
ต่อข้อถามว่าหนักใจกับบทบาทของพรรคเพื่อไทยและพรรคประชาชนจะค้านกันเองหรือไม่ นายปกรณ์วุฒิกล่าวว่า ไม่ได้หนักใจอะไร ฝากประชาชนให้หนักใจมากกว่า รัฐบาลเสียงข้างน้อยตนคิดว่าถ้าเป็นคนที่มีความรู้มากหน่อย ไม่ต้องมาก ตนคิดว่าคนที่มีประสบการณ์ทางการเมือง ถ้ามีความรู้รอบตัวก็จะทราบดีว่ารัฐบาลเสียงข้างน้อยเป็นเรื่องปกติในโลกนี้อยู่แล้ว ตอนปี 2020 มีอย่างน้อยๆ 15 ประเทศที่อยู่สภาวะรัฐบาลเสียงข้างน้อย ปัจจุบันปี 2025 ก็มีแคนาดา ที่เป็นรัฐบาลเสียงข้างน้อย และมีผลวิจัยว่ารัฐบาลเสียงข้างน้อยไม่ได้ทำให้สภาแย่ลง ดังนั้นการที่ทำให้ฝ่ายค้านอ่อนแอไม่ใช่เพราะรัฐบาลเสียงข้างน้อย หรือบิดเบือนกระบวนการประชาธิปไตย
“การที่จะสภาจะอ่อนแอ ฝ่ายตรวจสอบจะอ่อนแอ ถ้าหากว่าฝ่ายตรวจสอบไม่ทำงานตรวจสอบอย่างแข็งขัน และขอย้ำว่าถ้าพรรคประชาชนกับพรรคเพื่อไทยรวมกัน สามารถผ่านกฎหมายอะไรก็ได้ และรัฐบาลไม่มีสิทธิปฏิเสธ นี่คืออำนาจนิติบัญญัติ ที่แยกออกจากอำนาจบริหารโดยเด็ดขาด” นายปกรณ์วุฒิกล่าว
นายปกรณ์วุฒิกล่าวต่อว่า ถ้าพรรคเพื่อไทยยืนยันว่า 4 เดือนที่เหลือแม้ไม่มีอำนาจบริหาร แต่ยินดีที่จะทำงานด้วยกัน และยังทำงานเพื่อประชาชนอยู่ตามที่หาเสียงไว้ และการประชุมสภา พรุ่งนี้ (24 ก.ย.) มี พ.ร.บ.ธรรมนูญศาลทหาร ที่นายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร ส.ส.บัญชีรายชื่อ และนายเอกราช อุดมอำนวย ส.ส.กทม.พรรคประชาชน เสนอ ที่จะแก้ไขให้ทหารที่ทำผิดในคดีทุจริตขึ้นศาลพลเรือน ซึ่งถือเป็นการปฏิรูปกองทัพก้าวแรก และการปฏิรูปกองทัพก็เป็นนโยบายของพรรคเพื่อไทยที่หาเสียงไว้ ก็น่าจะเป็นบทพิสูจน์แรกว่าพรรคเพื่อไทยจะเอาอย่างไรกับนโยบายที่หาเสียงไว้กับประชาชน

