‘ผบ.กกล.บูรพา’ พร้อม ผวจ.สระแก้ว ลงพื้นที่ชายแดนไทย-เขมร บ้านหนองจาน ติดตามการสร้างถนนเชื่อมชุมชน ย้ำ จนท.มีความพร้อมเผชิญทุกสถานการณ์ ขณะที่ผู้ว่าฯระบุ หลัง 10 ต.ค.จะใช้กฎหมายเข้มงวดจัดการกับคนที่ลักลอบเข้าเมือง
เมื่อวันที่ 24 กันยายน ที่บ้านหนองจาน อ.โคกสูง จ.สระแก้ว พล.ต.เบญจพล เดชาติวงศ์ ณ อยุธยา ผู้บัญชาการกองพลทหารราบที่ 2 รักษาพระองค์ ในฐานะผู้บัญชาการกองกำลังบูรพา พร้อมด้วยนายปริญญา โพธิสัตย์ ผู้ว่าราชการจังหวัดสระแก้ว ลงพื้นที่บ้านหนองจาน ตำบลโนนหมากมุ่น อำเภอโคกสูง จังหวัดสระแก้ว เพื่อติดตามการเทลูกรังกว่า 800-900 ตัน ของหน่วยบัญชาการทหารพัฒนา ซึ่งจะนำมาสร้างถนนเชื่อมชุมชนในพื้นที่แนวชายแดน
พล.ต.เบญจพลกล่าวว่า วันนี้มาดูการดำเนินการของหน่วยบัญชาการทหารพัฒนาที่เข้ามาสร้างถนนและถือโอกาสตรวจเยี่ยมกำลังพลสามฝ่ายที่จัดเตรียมไว้รองรับสถานการณ์หากเกิดขึ้น เราตอบไม่ได้ว่าจะรุนแรงเมื่อใด แต่ยืนยันว่ามีความพร้อมทั้งด้านกฎหมายและการปฏิบัติ ขอให้ประชาชนเชื่อมั่น

“ขณะนี้เป็นช่วงคุมเชิงสถานการณ์ ขอความร่วมมือจากสื่อมวลชนให้ระมัดระวังการนำเสนอข่าว เพราะฝ่ายตรงข้ามเฝ้าติดตามข้อมูลอย่างใกล้ชิด ย้ำว่ากองกำลังไทยมีแผนเผชิญเหตุรองรับทุกสถานการณ์ หากเกิดความรุนแรงก็พร้อมบังคับใช้กฎหมายอย่างเคร่งครัด” พล.ต.เบญจพลกล่าว
นายปริญญากล่าวว่า หลังวันที่ 10 ต.ค.ต้องติดตามท่าทีจากที่ประชุมระดับคณะกรรมการชายแดน (GBC) ยืนยันว่าจังหวัดจะเฝ้าระวังพื้นที่อย่างเข้มงวด และจะใช้กฎหมายจัดการกับการลักลอบเข้าเมืองโดยผิดกฎหมายเป็นลำดับแรก สำหรับการประชุม RBC ในวันที่ 24-26 ก.ย. ต้องรอความชัดเจนจากฝ่ายทหาร เพราะแม่ทัพทั้งสองประเทศจะเป็นผู้กำหนด ส่วนกรณีที่มีการอ้างว่าพื้นที่บ้านหนองหญ้าแก้วเป็นของกัมพูชา ยืนยันว่าต้องยึดสถานการณ์ปัจจุบันเป็นหลัก

“ที่ผ่านมา จ.สระแก้วประกาศชัดเจนแล้วว่าหากฝ่ายกัมพูชาไม่ส่งแผนอพยพก็จะไม่มีการพูดคุยกันในระดับจังหวัด ต้องไปหารือกันที่ GBC เท่านั้น ขณะเดียวกัน ยืนยันว่าฝั่งไทยยังไม่มีการก่อสร้างบ่อนกาสิโนใดๆ” นายปริญญากล่าว
ผู้ว่าฯสระแก้วกล่าวอีกว่า การผลักดันผู้ที่รุกล้ำต้องดำเนินการหลังวันที่ 10 ต.ค.68 ตามกระบวนการ ไม่ใช่ใช้วิธีรุนแรง เพราะไทยอาจเสียเปรียบในเวทีโลก และขณะนี้เราได้ยกระดับเรื่องดังกล่าวขึ้นสู่ในระดับรัฐบาลแล้ว ย้ำว่าฝ่ายไทยมีความพร้อมทั้งกำลังพลและกฎหมาย โดยเฉพาะการจัดการกับการเข้าเมืองผิดกฎหมาย ส่วนการเปิด-ปิดด่านเป็นอำนาจที่ต้องให้นายกรัฐมนตรีทั้งสองประเทศหารือกัน

