ส.ส.เชตวัน ยก 3 กรณีศึกษา หนุนแก้กม.ศาลทหาร ย้ำ คดีอาญา-ทุจริต ต้องขึ้นศาลพลเรือน
เมื่อวันที่ 24 กันยายน นายเชตวัน เตือประโคน ส.ส.ปทุมธานี พรรคประชาชน โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กระบุว่า “เชตวัน” ยก 3 กรณีศึกษา 3 หลักการยืนยัน หนุนแก้กฎหมาย “ศาลทหาร” ย้ำคดีอาญา-ทุจริต ต้องขึ้นศาลพลเรือน” ความว่า
สภาผู้แทนราษฎร พิจารณาในวาระรับหลักการแก้ไขกฎหมายที่เกี่ยวกับอำนาจหน้าที่ของ “ศาลทหาร” จำนวน 3 ฉบับ คือ ร่าง พ.ร.บ.ธรรมนูญศาลทหาร 2 ฉบับ ที่เสนอโดย ส.ส.วิโรจน์ ลักขณาอดิศร กับ ส.ส.เอกราช อุดมอำนวย และ ร่าง พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ ซึ่งเสนอโดย ส.ส.วิโรจน์ ลักขณาอดิศร
ผมได้รับมอบหมายให้อภิปรายสรุป โดยยก 3 กรณีศึกษา กับ 3 หลักยืนยันมาสนับสนุนให้มีการแก้ไขกฎหมาย ดังนี้
กรณีที่ 1 คดีการเสียชีวิตของนายภัคพงศ์ ตัณกาญจน์ หรือ น้องเมย นักเรียนเตรียมทหารชั้นปีที่ 1 ซึ่งถูกรุ่นพี่ซ่อมจนเสียชีวิต ซึ่งกรณีนี้ พ.ร.บ.ธรรมนูญศาลทหารระบุว่า “นักเรียนเตรียมทหาร” คือบุคคลที่อยู่ในอำนาจขอบเขตของศาลหทาร ดังนั้น คดีจึงไปขึ้นศาลทหาร
ครอบครัวสู้คดีมาอย่างยาวนาน และสุดท้าย ก็อย่างที่เรารู้คือศาลทหารสูงสุดพิพากษาผู้กระทำผิดโดยจำคุกเพียงแค่ 4 เดือน 16 วัน อีกทั้งโทษจำคุกนั้นให้รอลงอาญาไว้เสียด้วย
ทหารทำผิด ตัดสินคดีกันเอง กรณีนี้สังคมตั้งคำถามอย่างหนักถึงความได้สัดส่วนของโทษ สิ่งที่เรียกว่า “ธรรม” ที่ญาติควรที่จะ “ยุติ” ไม่ติดใจอะไรเกิดขึ้นแล้วหรือไม่? ผมคิดว่าพ่อแม่ของน้องเมยคงตอบว่าไม่ รวมถึงคนในสังคมก็คงตอบว่าไม่เช่นกัน
กรณีที่ 2 คดีการเสียชีวิตของพลทหารวรปรัชญ์ พัดมาสกุล ที่ค่ายทหารแห่งหนึ่งใน จ.ชลบุรี เขาเป็นทหารเกณฑ์ที่ถูกครูฝึกและรุ่นพี่ “ทำร้ายร่างกาย” จนเสียชีวิต
ยอมรับเถอะว่านี่คือการทำร้ายร่างกาย อย่าเรียกว่า “ธำรงวินัย” เลย เพราะการ “ธำรงวินัย” มันหมายถึงทำให้ ตั้งมั่น คงอยู่ในความมีระเบียบวินัย หากแต่การฟาดด้วยไม้ การเตะการต่อย การกระทืบจนจมคาตี ผมถามหน่อยว่ามันทำให้ “วินัย” ถูก “ธำรง” ไว้อย่างไร? กองทัพพอที่จะอธิบายให้ผมฟังได้มั้ย?
คดีของพลทหารวรปรัชญ์ดีที่ว่าในวันเกิดเหตุนั้น ประเทศไทยเรามี พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการทรมานและป้องกันการกระทำให้บุคคลสูญหาย พ.ศ.2565 หรือ พ.ร.บ.อุ้มหาย บังคับใช้แล้ว คดีจึงไปอยู่กับ ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ ซึ่งเป็น “ศาลพลเรือน”
ทหารทำผิด กรณีนี้ไม่ได้ตัดสินกันเอง ไม่ได้ลงโทษกันเอง โทษที่ผู้ทำผิดได้รับจึงกลายเป็นว่าครูฝึกโดนคุกไป 20 ปี, อีกคนโดนไป 15 ปี และพลหทารรุ่นพี่ที่ทำหน้าที่เป็นผู้ช่วยครูฝึก 11 คน โดนคุกกันคนละ 10 ปี
จะเห็นว่าแตกต่างอย่างชัดเจนกับคดีที่ขึ้นศาลทหาร
กรณีที่ 3 คดีการเสียชีวิตของพลทหารกิตติธร เวียงบรรพต ที่ค่ายเม็งรายมหาราช จ.เชียงราย เขาโดนครูฝึกยศร้อยโทกับยศจ่าสิบโท สั่งฝึกที่ไม่เหมาะสมในเวลากลางคืน ประกอบกับการขาดความรู้ทางการแพทย์ของหน่วย ทำให้เมื่อพลทหารรายนี้เจ็บป่วย แล้วทำให้ต่อมาถึงขั้นเสียชีวิตด้วยภาวะติดเชื้อในกระแสเลือด
พลทหารกิตติธรผู้มีอนาคตไกล เรียนจบปริญญาตรี ไปทำงานอยู่ที่เกาหลีใต้ มีครอบครัวมีลูกตัวน้อยที่น่ารัก แต่ทว่าเมื่อต้องจับโดน “ใบแดง” สิ่งที่เขาได้รับกลับมาคือ “ความตาย”
คดีนี้ในตอนแรกก็อยู่กับศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ แต่ไม่รู้ว่าจู่ๆ มีใครมาช่วยหรือไม่? จู่ๆ มีนายทหารคนไหนมากระซิบข้างหูจำเลยที่เป็นทหารทั้งสองคนหรือไม่? ว่าให้ยื่นคำร้องสู้เรื่องขอบเขตอำนาจศาล
พูดง่ายๆ ก็คือจะให้การพิจารณาพิพากษาคดีนี้ไปอยู่กับศาลทหาร โดยให้เหตุผลว่าเพราะพวกเขาเป็นทหาร
นี่คือความพยายามของกองทัพ ที่จะดึงเอาคดีที่ไม่เกี่ยวอะไรกับวินัยทหาร ไม่เกี่ยวอะไรกับเรื่องระเบียบทหาร หากแต่เป็นเรื่องความผิดทางอาญาฆ่าคนตาย แต่จะขอเอากลับไปอยู่กับศาลทหาร
คดีนี้ก็เลยต้องมี “คณะกรรมการชี้ขาดเขตอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล” ซึ่งพิจารณากันยืดเยื้อยาวนานมาก เลื่อนนัดฟังคำสั่งแล้ว เลื่อนนัดฟังคำสั่งอีก โดยล่าสุดนัดจันทร์ที่ 15 กันยายน ที่ผ่านมา และก็ปรากฏว่าเลื่อนไปเป็น 20 ตุลาคม อีกแล้ว ไม่รู้ว่าจะยื้อ จะดึงอะไร
ทั้ง 3 กรณี เราเห็นอะไร?
เราเห็นว่าศาลทหารมีการช่วยเหลือกันแบบระบบรุ่นหรือไม่?
เราเห็นว่าศาลพลเรือนนั้นบุคคลที่กระทำผิดซึ่งตกเป็นจำเลย หรือแม้แต่โจทย์ก็ได้สู้คดีกันอย่างเต็มที่กว่าหรือไม่?
เราเห็นว่าความพยายามทวงถามเรื่องขอบเขตอำนาจศาลนั้น คือต้องการที่จะให้คดีของบุคคลที่เป็นทหารกลับไปอยู่ในแดนสนธยาดำมืด คงอำนาจกองทัพที่ได้ “อภิสิทธิ์” กว่าใครเช่นเดิมใช่หรือไม่?
สำหรับในส่วนของ 3 หลักการยืนยัน ที่ผมจะใช้อภิปรายสนับสนุนร่างกฎหมายฉบับนี้ ได้แก่
1.ร่างกฎหมายฉบับนี้ยันยันหลักการ “คนเท่ากัน”
นั่นเพราะว่าจะต้องไม่มีใครได้อภิสิทธิ์เหนือกว่าใคร ทำความเข้าใจตรงนี้ชัดๆ ว่าทหารก็คือข้าราชการ สังกัดกระทรวงกลาโหม สังคมเขาก็มีคำถามว่า แล้วทำไมต้องมี “ศาล” สำหรับการพิจารณาคดีของตัวเองด้วย
ในสภาวะที่บ้านเมืองมีศึกสงครามนั้นเข้าใจได้ครับ ศาลทหารมีไว้พิจารณาเรื่องวินัยทหาร เรื่องคนหนีทัพ แหกค่าย ฯลฯ แต่ในสภาวะปกติล่ะ คดีความที่ไม่เกี่ยวกับระเบียบวินัยทหาร พวกคดีอาญา ปล้น ฆ่า ฉ้อฉล คอรัปชั่น เหล่านี้ต้องไปขึ้นศาลพลเรือน
2. ร่างกฎหมายฉบับนี้ยืนยันหลักการ “แบ่งแยกอำนาจ”
วิชารัฐศาสตร์เบื้องต้นสอนเราว่า อำนาจนิติบัญญัติ อำนาจบริหาร และอำนาจตุลาการนั้น ต้องแบ่งแยกและถ่วงดุลย์กัน
ฝ่ายบริหารคือรัฐบาลมีหน้าที่บริหารประเทศ ฝ่ายนิติบัญญัติมีหน้าที่ออกกฎหมาย ขณะที่ฝ่ายตุลาการมีหน้าที่พิจารณาพิพากษาตัดสินคดีความ แยกออกจากกันอย่างชัดเจน
ดังนั้น เราจะเห็นว่าบุคคลในส่วนขององค์กรตุลาการ เขาจะไม่ได้ขึ้นอยู่กับกระทรวงยุติธรรมนะครับ หากแต่ขึ้นกับสำนักงานศาลยุติธรรม นั่นก็เพื่อที่จะให้ปราศจากการแทรกแซง เพื่อที่จะให้มีความเป็นอิสระในการพิจารณาคดี
แต่สำหรับอัยการทหาร นายทหารพระธรรมนูญ ผู้พิพากษาในศาลทหาร เหล่านี้สังกัดอยู่ในกรมพระธรรมนูญทหาร สำนักงานปลัดกระทรวงกลาโหม มีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมเป็นผู้บังคับบัญชา ถามว่าจะมีความเป็นอิสระ ปราศจากการแทรกแซงได้จริงไหมแบบนี้
3.ร่างกฎหมายฉบับนี้ ยืนยันหลักการ “ปฏิรูปกองทัพ”
นี่จะเป็นกุญแจดอกแรกที่จะเปิดไปสู่ประตูอีกหลายๆ บาน เกี่ยวกับการปฏิรูปกองทัพครับ
ซึ่งเอาแค่ง่ายๆ เรื่อง “เกณฑ์ทหารแบบสมัครใจ” โดยที่ไม่มีใครต้องถูกบังคับไปจับใบดำ-ใบแดง
กรณีนี้ ถ้าพลทหารที่ถูกครูฝึก ถูกรุ่นพี่ ซ้อมทรมาน แล้วได้รับโทษที่ได้สัดส่วน ไม่ใช่ช่วยเหลือซึ่งกันและกันแบบระบบอุปถัมภ์ เมื่อพลทหารได้รับความเป็นธรรมจากการตัดสินของศาลพลเรือน ผมเชื่อมั่นว่ามันจะทำให้ไม่มีครูฝึกหรือแม้แต่รุ่นพี่คนไหน กล้าที่จะ “ทำร้ายร่างกาย” หรือ “ลงโทษบ้าๆ” กับพลทหารอีก
นี่คือหลักประกัน ที่จะทำให้สังคมเชื่อมั่น
แต่ถ้ายังปล่อยให้ครูฝึกที่ทำร้ายร้างกายทหารจนเสียชีวิต แล้วยังขึ้นศาลทหาร แล้วหลุดรอดคดีหรือแม้โทษที่ได้รับเบาหวิว
ถามว่าจะมีใครอยากสมัครใจมาเป็นทหาร? จะมีพ่อแม่คนไหนที่อยากให้ลูกของตัวเองเป็นทหาร?
ปฏิรูปกองทัพ ไม่ใช่เรื่องที่จู่ๆ กองทัพจะลุกขึ้นมาทำเองอย่างแน่นอน ประชาชนทุกคนต้องออกมาช่วยกันส่งเสียง ออกมากดดัน, พรรคการเมืองทุกพรรค-นักการเมืองทุกคน ต้องเอาด้วย และต้องเอาจริงเอาจัง อาศัยเจตจำนงที่มุ่งมั่นจริงๆ
ไม่ใช่แค่ประกาศบนเวทีหาเสียง ไม่ใช่เป็นเพียงแค่ “ข้ออ้าง” ในการขึ้นสู่อำนาจแล้วสุดท้ายก็ไม่กล้าแตะต้องอะไรกองทัพ
ยิ่งในสถานการณ์ที่กระแสของกองทัพได้รับความนิยมอย่างในขณะนี้ ผมคิดว่าเราต้องแยกแยะ ไม่ใช่ว่า “ขี้ทหาร” นั้นหอมไปเสียทั้งหมด จนไม่สนหลักการ จนหลับตาให้แม้แต่กับเรื่องทุจริตคอรัปชั่น หลับตาให้แม้แต่เรื่องการทำร้ายร่างกาย การซ้อมทรมาน การที่มีคนตายในค่ายทหาร
นี่คือ 3 กรณีศึกษา และ 3 หลักการยืนยัน ที่ผมนำมาอภิปรายสนับสนุนร่างแก้ไขกฎหมายในครั้งนี้
ซึ่งในที่สุด สภาผู้แทนลงมติ “รับหลักการ (วาระ 1)” โดยจำนวนผู้ลงมติ 320 คน เห็นด้วย 315 คน ไม่เห็นด้วย 0 คน งดออกเสียง 4 คน และไม่ลงคะแนนเสียง 1 คน
นับเป็นก้าวแรกของการเปิดประตู “ปฏิรูปกองทัพ”

