‘กมธ.สร้างเสริมสันติสุขฯ’ ประชุมนัดสุดท้ายเคาะแนวทางนิรโทษกรรม-ที่มา 9 คกก. พร้อมอำนาจหน้าที่ จ่อยื่น ‘ปธ.สภาฯ’ สัปดาห์หน้า คาด เข้าถกในสภาฯ เร็วที่สุด
เมื่อเวลา 09.30 น.วันที่ 25 กันยายน 2568 ที่รัฐสภา ในการประชุมคณะกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) สร้างเสริมสังคมสันติสุข พ.ศ…. ที่มี นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ อดีตที่ปรึกษาของนายกรัฐมนตรี เป็นประธานกมธฯ โดยเป็นการประชุมสรุปภาพรวมเป็นนัดสุดท้าย ซึ่งใช้เวลาประชุมกว่า 6 ชั่วโมง จากนั้น เวลา 14.50 น. นายวีรพัฒน์ ปริยวงศ์ โฆษกกมธ. แถลงผลการประชุมกมธ. ว่า การทำงานของกมธ.ชุดนี้ตั้งอยู่บนพื้นฐานความตั้งใจที่จะลดความขัดแย้ง ไม่ใช่การเพิ่มความขัดแย้ง ทุกอย่างที่เราหารือกันเป็นการทำให้เกิดสังคมสันติสุข ซึ่งจะเห็นได้จากชื่อ กมธ.ที่เราตั้งคือการสร้างเสริมสังคมสันติสุข ไม่ใช่การใช้ชื่อว่า ร่างพ.ร.บ.นิรโทษกรรม เราตั้งใจที่จะใช้ชื่อกว้างๆ และด้วยระยะเวลาที่เรามีอยู่อย่างจำกัด เราพยายามที่จะแก้ปัญหาให้ถูกจุดหมายถึงประชาชนที่ไปแสดงออกทางการเมืองร่วมชุมนุม แล้วเขาต้องถูกดำเนินคดี เราอยากคืนความเป็นธรรมให้พวกเขาโดยจะต้องมีกรอบกฎหมายที่ชัดเจน คือ 1.ต้องดูว่าระยะเวลาที่เกิดขึ้นนั้น เกิดขึ้นช่วงไหน โดยรายละเอียดเราเขียนชัดเจนว่ามีกรอบระยะเวลาที่มีความขัดแย้งทางการเมือง คือกลับไปตั้งแต่ตอนที่มีรัฐประหาร ช่วงก่อนรัฐประหารปีพ.ศ.2549 ลากมาจนถึงช่วงที่มีความขัดแย้งในช่วงที่มีการรัฐประหารล่าสุด มาจนถึงสถานการณ์ปัจจุบัน แต่เราตีกรอบว่าจะไม่เกินวันที่มีการเสนอร่างกฎหมายและรับหลักการในรัฐสภา
นายวีรพัฒน์ กล่าวต่อว่า 2.ไม่ใช่ใครก็ได้มาบอกว่าต้องได้รับการนิรโทษกรรม แต่ต้องมาดูเหตุจูงใจทางการเมืองว่ากระทำไปโดยพยายามแสดงออก แสดงความเห็นหรือไปร่วมชุมนุม เป็นเรื่องส่วนตัว หรือเป็นความผิดบางลักษณะที่เราวางหลักเกณฑ์ที่สภาผู้แทนราษฎรรับหลักการไว้ เราจะไม่นิรโทษกรรมเกี่ยวกับการกระทำที่ทำให้มีผู้เสียชีวิต ถึงแก่ชีวิต เรื่องการทุจริต และความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 นอกจากนี้ ยังมีความชัดเจนในเรื่องของการกระทำความผิดที่จะได้รับการนิรโทษกรรมนั้นต้องอยู่ในบัญชีแนบท้ายร่างพ.ร.บ.ฯ ที่จะระบุฐานความผิดเอาไว้จำนวนมากขึ้นกว่าที่มีการรับหลักการไว้ เพื่อทำให้บุคคลที่เป็นเหยื่อหรือถูกดึงเข้าไปในความขัดแย้งให้ได้รับความช่วยเหลือ
นายวีรพัฒน์ กล่าวด้วยว่า อย่างไรก็ตาม ในร่างพ.ร.บ.ฉบับนี้มีการพูดถึงความรับผิดทางแพ่งด้วย ซึ่งเราจะไม่ได้มีการไปนิรโทษกรรมความผิดทางแพ่งด้วย แต่เราใช้กรณีที่ผู้เสียหายเป็นรัฐหรือรัฐวิสาหกิจ กฎหมายกำหนดว่า เราจะไม่ไปฟ้องร้องหรือบังคับคดี แต่หากกรณีใดที่ฟ้องร้องหรือบังคับคดีไปแล้ว ได้รับการชดใช้หรือคืนเงินไปและเก็บเข้าคลังไปแล้ว ก็ไม่มีการส่งคืน เพราะถือเป็นพยายามสร้างความสมดุลในเชิงความเป็นธรรม และเราเห็นใจคนที่ถูกบังคับคดีไปจนกระทั่งล้มละลาย ไม่สามารถใช้ชีวิตปกติได้ เราบอกว่า คดีทางแพ่งไม่ได้หายไป แต่ให้ไม่ต้องไปบังคับคดีอะไรเพิ่มเติม อีกทั้งยังมีเรื่องการดูเรื่องพฤติกรรมการกลับตัวกลับใจ
ด้าน นายเอกชัย ไชยนุวัติ โฆษกกมธ.ฯ กล่าวว่า ในกรณีบุคคลที่ต้องคดีเกี่ยวกับการกระทำความผิดที่อายุต่ำกว่า 18 ปี กมธ.ฯ ได้เพิ่มมาตรา 9/1 ให้คณะกรรมการที่จะมีการจัดตั้งขึ้นมามีอำนาจในการจัดทำแผนแก้ไขบำบัดและฟื้นฟูผู้กระทำความผิด
ขณะที่นายนิกร จำนง เลขานุการกมธ.ฯ กล่าวว่า กมธ.มีความประสงค์ที่จะเสนอกฎหมายให้ทันการประชุมสภาฯ สมัยนี้ให้ได้ ซึ่งสัปดาห์หน้าจะยื่นต่อประธานสภาผู้แทนราษฎรเพื่อจะเข้าสู่ที่ประชุมเข้าวาระ 2 และ 3 ต่อไป คาดว่าจะทำให้เร็วที่สุด
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับที่มาของคณะกรรมการนิรโทษกรรม จำนวน 9 คนนั้น มีดังนี้ 1.นายกรัฐมนตรีหรือผู้ได้รับมอบเป็นประธาน 2.รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม หรือผู้ได้รับมอบเป็นรองประธาน 3.ปลัดกระทรวงยุติธรรม 4.เลขาคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) 5.ผู้ทรงคุณวุฒิด้านกฎหมายยุติธรรมจากคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมรัฐบาล (วิปรัฐบาล) 6.ผู้ทรงคุณวุฒิด้านกฎหมายยุติธรรมจากคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมฝ่ายค้าน (วิปฝ่ายค้าน) 7.ผู้ทรงคุณวุฒิด้านกฎหมายยุติธรรมจากที่ประชุมอธิการบดีแห่งประเทศไทย (ทปอ.) 8. ตัวแทนจากองค์ภาคประชาชนจากประธานสภาผู้แทนราษฎร และ 9.ปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี เป็นกรรมการและเลขานุการ ขณะที่ มาตรา 5 อำนาจคณะกรรมการ กำหนดให้ 1.วินิจฉัยชี้ขาดนิรโทษกรรม 2.รับเรื่องร้องขอจากผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง 3.กำหนดแผนแก้ไขฟื้นฟูตามมาตรา 9/1 คือ กรณีที่เยาวชนที่ไม่ได้นิรโทษกรรมตามประมวลกฎหมายมาตรา 112 ให้เข้าแผนแก้ไขฟื้นฟูแทนดำเนินคดี 4.เรียกเอกสารหรือมาให้ข้อมูล 5.จัดทำผลการประเมินสถานการณ์ รายงานต่อรัฐสภา คณะรัฐมนตรี (ครม.) และเผยแพร่ 6.สื่อสารสร้างความเข้าใจต่อสาธารณะ 7.แต่งตั้งอนุและคณะทำงาน 8.ออกระเบียบ ประกาศ ตามร่างพ.ร.บ.นี้ และ 9.ดำเนินการอื่นใดตามพ.ร.บ.นี้คำวินิจฉัยตาม (1) ของคณะกรรมการให้ถือเป็นที่สิ้นสุด ทุกหน่วยงานต้องรับไปดำเนินการ

