‘ธาริต’ หมดสิทธิอุทธรณ์ ‘วิษณุ’ ชี้ ผิดตามมติ ป.ป.ช. (คลิป)

24.04.17 | 11:40 น.

เมื่อเวลา 10.00 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณีเลขาธิการนายกรัฐมนตรีไล่ออกจากราชการ นายธาริต เพ็งดิษฐ์ อดีตที่ปรึกษาประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ตามมติคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ว่า การไล่ออกมี 2 อย่างคือ 1.ไล่ออกเพราะมีการดำเนินการทางวินัยก็อุทธรณ์ไปที่คณะกรรมการพิทักษ์ระบบคุณธรรม (ก.พ.ค.) ได้ 2.คือลงโทษทางวินัยตามที่ ป.ป.ช.ได้แจ้งมา ซึ่งกรณีนี้ไม่สามารถไปอุทธรณ์ที่ไหนต่อไปได้ ถือว่ายุติที่คำสั่ง ป.ป.ช. แต่ตนไม่ทราบว่าในกรณีของนายธาริต ลงโทษด้วยเรื่องใด แต่เข้าใจว่าลงโทษตามที่ ป.ป.ช.แจ้งความผิดมา

ด้าน พล.อ.วิลาศ อรุณศรี เลขาธิการนายกรัฐมนตรี ชี้แจงกรณีการมีคำสั่งลงโทษนายธาริต เพ็งดิษฐ์ ที่ปรึกษาประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ไล่ออกจากราชการว่า เรื่องนี้เป็นการดำเนินการตามที่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) แจ้งว่า คณะกรรมการป.ป.ช.ไต่สวนข้อเท็จจริงและมีมติว่านายธาริตร่ำรวยผิดปกติเมื่อครั้งดำรงตำแหน่งอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) โดยมีทรัพย์สินมากผิดปกติ หรือมีทรัพย์สินเพิ่มขึ้นมาผิดปกติ และมีหนี้สินลดลงผิดปกติ รวมมูลค่า 346,652,588 บาท ซึ่งเป็นการดำเนินการตามมาตรา 80 (4) แห่ง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามทุจริต พ.ศ.2542 ที่กำหนดว่า เมื่อคณะกรรมการ ป.ป.ช.ไต่สวนข้อเท็จจริงและมีมติแล้ว ให้ประธาน ป.ป.ช.แจ้งให้ผู้บังคับบัญชาของผู้ถูกกล่าวหาดำเนินการสั่งลงโทษไล่ออก หรือปลดออก โดยถือว่ากระทำความผิดฐานทุจริตต่อหน้าที่

พล.อ.วิลาศกล่าวว่า แต่เดิมนายธาริตดำรงตำแหน่งอธิบดีดีเอสไอ ต่อมาเมื่อวันที่ 24 พฤษภาคม 2557 คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ได้มีคำสั่งให้ย้ายมาปฏิบัติหน้าที่ที่สำนักนายกรัฐมนตรี และเมื่อวันที่ 27 มิถุนายน จึงได้มีคำสั่งแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งที่ปรึกษาประจำสำนักนายกรัฐมนตรี สังกัดสำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ตามลำดับ เรื่องนี้จึงเป็นอำนาจของเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ในฐานะผู้บังคับบัญชาที่จะเป็นผู้ออกคำสั่ง

เลขาธิการนายกฯ กล่าวว่า สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรีได้รับเรื่องดังกล่าวจากสำนักงาน ป.ป.ช.ในช่วงปีที่ผ่านมา และได้ตรวจสอบประเด็นที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินการกรณีดังกล่าว โดยมีการหารือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งสำนักงาน ป.ป.ช. สำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน (ก.พ.) และสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกามาโดยตลอด เพื่อให้เกิดความชัดเจนในข้อกฎหมาย และเพื่อให้เกิดความเป็นธรรมกับผู้ถูกกล่าวหา ทั้งนี้ หน่วยงานดังกล่าวข้างต้นได้ให้ความเห็นสอดคล้องไปแนวทางเดียวกันว่า กรณีนี้เป็นอำนาจของผู้บังคับบัญชาในการลงโทษตามที่กำหนดในมาตรา 80 (4) โดยไม่ต้องดำเนินการตามกฎหมายอื่น ประกอบกับที่ผ่านมาได้มีมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) กำหนดไว้ว่าการทุจริตต่อหน้าที่ราชการเป็นความผิดร้ายแรง ควรลงโทษไล่ออกจากราชการ จึงได้มีคำสั่งลงโทษไล่ออกจากราชการเมื่อวันที่ 3 เมษายน 2560 ที่ผ่านมา

Advertisement