หน้าแรก การเมือง อนุทิน ยันให้...

อนุทิน ยันให้อำนาจกองทัพ ตัดสินใจปมชายแดน เมินโทรเคลียร์ผู้นำเขมร จ่อประชามติ MOU43-44

26.09.25 | 16:06 น.

‘นายกฯ’ ยันให้อำนาจกองทัพตัดสินใจสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา รับมีการยั่วยุ ตลอด เมินยกหูคุย ‘ฮุน มาเนต’ มอบ กต.ใช้ช่องทางการทูต ย้ำไม่เปิดด่านจนกว่าภัยจากกัมพูชาจะหมดไป ส่วนจุดยืนเอ็มโอยู43-44 อยู่ในนโยบาย เตรียมเสนอทำประชามติ

เมื่อเวลา 14.40 น. วันที่ 26 กันยายน ที่ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย กล่าวถึงสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา ตั้งแต่เมื่อวาน (25 ก.ย.) ที่มีการปะทะกันเล็กน้อยว่า มีการยั่วยุอยู่ตลอดเวลา แต่ฝ่ายกองทัพของเรามีความอดทนอดกลั้น และมีความพร้อมตรึงกำลังไม่ให้มีการล่วงล้ำใดๆ

เมื่อถามว่า ให้กองทัพตัดสินใจได้เลย ไม่ใช่ให้หยุดตอบโต้ก่อนใช่หรือไม่ นายอนุทินกล่าวว่า ใช่ ตนได้ยืนยันกับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมและรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหมถึงท่าทีของรัฐบาลของตน ซึ่งทั้ง 2 ท่านได้รับทราบแล้ว และได้มีโอกาสคุยโทรศัพท์กับผู้บัญชาการทหารบก (ผบ.ทบ.) เมื่อสักครู่ เข้าใจว่ามีความเข้าใจในการทำงาน และการปฎิบัติงานที่ตรงกัน ส่วนรายละเอียดในการตอบโต้ขอให้กองทัพเป็นผู้อธิบาย

เมื่อถามว่า หลังแถลงนโยบายจะสามารถปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างเต็มที่ จะมีการยกหูคุยกับนายฮุน มาเนต นายกรัฐมนตรีกัมพูชา และนายฮุน เซน ประธานวุฒิสภากัมพูชา เองเลยหรือไม่เพื่อคลี่คลายปัญหา ไม่เช่นนั้นก็จะยืดเยื้ออยู่อย่างนี้ นายอนุทินกล่าวว่า เรื่องการรักษาดินแดน รักษาอธิปไตย ความปลอดภัยของประเทศและประชาชนเป็นเรื่องของกองทัพที่จะมีอำนาจอย่างเต็มที่ ส่วนเรื่องเปิดด่านยืนยันว่าไม่มี จนกว่าความเป็นภัยของประเทศกัมพูชาต่อประเทศไทยจะหมดไป

ส่วนการดำเนินการทางการทูต นายกฯกล่าวว่า ตนมีนโยบายให้กับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ซึ่งท่านมีความเชี่ยวชาญเรื่องการต่างประเทศการทูตอยู่แล้ว ทั้งการบริหารราชการในสถานการณ์มีความสัมพันธ์ที่ดีต่อกัน หรือในสถานการณ์ที่มีความขัดแย้งกัน ก็จะมีการหารือกับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ เพื่อใช้ดุลพินิจในการตัดสินใจเป็นช่วงๆ ไป

Advertisement

เมื่อถามถึงจุดยืนของรัฐบาลต่อกรณีเอ็มโอยู43-44 นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า อยู่ในนโยบาย เราคิดว่าเพื่อไม่ให้มีข้อขัดแย้งเพิ่มขึ้น ขณะนี้จึงให้สภาผู้แทนราษฎร ที่มีการตั้งคณะกรรมาธิการศึกษาอยู่แล้ว แต่ในนโยบายรัฐบาลก็จะมีการเสนอให้ทำประชามติเกี่ยวกับเรื่องนี้ เพื่อที่จะไม่ต้องมีความเห็นต่างใดๆ