⦁…เหมือนจะคลี่คลาย อย่างที่ ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ บอกว่ามองเห็น “ความอ่อนล้า” ของทุกฝ่าย และเชื่อว่าจะเกิด “การประนีประนอมใหญ่-Grand Compromise” ที่จะใช้เวลาประมาณ 2 ปี ทำให้ทุกฝ่ายหันหน้าเข้าหาทางอยู่ร่วม อย่างเปิดที่ทางให้กันและกันมากขึ้น แต่นั่นดูจะเป็น “ความฝันที่ยังห่างไกลความเป็นจริง” และดูจากฟากฝ่ายตรงกันข้าม กลับมามองเห็นทั้ง “เกมรุก” ที่แหลมคม และ “เกมต้าน” ที่หวังผลสูงในประสิทธิภาพ
⦁…การลงทุนสูง ที่ดู “คุ้มทุน” ได้ยาก หรือถึงขั้น “ขาดทุน” ของ “พรรคประชาชน” ที่ทำให้ ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ คิดกระบวนท่ารับมือ “ความไม่พอใจ” ของ “มิตรรักแนวร่วม” จากการนำ “พรรคประชาชน” ให้ อนุทิน ชาญวีรกูล เป็นนายกฯ เพื่อแลกกับ “โอกาสแก้รัฐธรรมนูญ” ซึ่งที่สุดแล้วน่าจะได้แค่ทำประชามติว่า “ประชาชนเห็นด้วยกับการมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่” เมื่อ “พรรคภูมิใจไทย” เสนอทำ “ยกเลิก MOU ไทย-กัมพูชาหรือไม่” พ่วงเข้ามา ย่อมเบี่ยงเบนความสนใจ “วาระแก้ไขรัฐธรรมนูญ” ให้เบาหวิว ง่ายต่อ “ล้มเหลวตั้งแต่เริ่มต้น”
⦁…ขณะเดียวกับการโหมกระแส “ชาตินิยม” โดยอาศัย “ไทยแม้รักสงบ แต่ถึงรบไม่ขลาด” ประสานมือกับ “กองทัพ” เคลียร์พื้นที่ชายแดนที่เป็น “ชุมชนเขมร” คืนมาให้เป็นของไทยอย่างเด็ดขาด ในช่วง “หาเสียงเลือกตั้ง”พอดี ย่อมทำให้ อนุทิน ชาญวีรกูล โดดเด่นขึ้นมาในฐานะ “ผู้นำที่มีความเด็ดขาดต่อการรักษาอธิปไตยของชาติ” ซึ่งเป็น “ปฏิบัติการจุดกระแสรวมใจอนุรักษนิยม” ให้ท่วมท้น ทวีคูณ
⦁…เป็นการระดมพลระดับ เอกนัฏ พร้อมพันธุ์ ขนทัพ “กปปส.” อันเกรียงไกรมาผสมกับ “แนวร่วมพลังสูง” อย่าง “เสี่ยเฮ้ง” สุชาติ ชมกลิ่น ขยายฐานเสียงกันเอิกเกริก ท่ามกลางข้อมูล “ชายแดนไทย-เขมร” ถูกปล่อยปละละเลยในสมัย “บูรพาพยัคฆ์” ของ “3 ป.” ครองอำนาจอยู่ชายแดน จนเกิดความเชื่อกันว่า อนุทิน ชาญวีรกูล จะเก็บกวาด “คะแนนปาร์ตี้ลิสต์” จากครั้งที่แล้วของ “รวมไทยสร้างชาติ” ที่เทให้ “ลุงตู่” มาได้
⦁…สำหรับ “พรรคประชาชน” ที่ควรจะได้รับการเชิดชูอย่างเอกฉันท์ ในความมุ่งมั่นให้ “ร่างรัฐธรรมนูญใหม่” เป็น “วาระแห่งชาติ” คลี่คลาย “วิกฤตการบริหารประเทศ” กลับกลายเป็นว่า “กระแสต่อต้าน” โดยทำให้ “การแก้ไขรัฐธรรมนูญ” เป็นเป้าหมายของ “พวกไม่รักชาติ” มุ่งแต่คิดเปิดช่องทางให้ “นักการเมือง” ที่เห็นแก่ประโยชน์ส่วนตัวและพวกพ้อง เข้ามาโกงกิน เป็น “กระแสที่ดูจะจุดติด” ขึ้นมา ซึ่งหากที่สุดแล้ว “ควรมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่” ผล “ประชามติ” ออกมาว่า “ไม่ควร” ความเสียหายที่เกิดจาก “เลือกอนุทิน” จะทำให้ “เท้ง ณัฐพงษ์” ต้องรับผลกระทบที่เกิดกับ “พรรคประชาชน” ได้ยากยิ่ง
⦁…แม้ยิ่งนับวันจะเชื่อกันว่า “ราบรื่น” อย่างยิ่งสำหรับปฏิบัติการ “ทวงคืนประชาธิปัตย์” มาให้ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ถือธงนำ แต่ภารกิจอีกขั้น คือทำให้ “ประสบความสำเร็จ” ในระดับหนึ่ง อันหมายถึง “ได้ ส.ส.เพิ่มขึ้นหลังเลือกตั้ง” ไม่ง่ายเลย เพราะ “ฐานเสียงของพรรคเก่าแก่” นี้ ถูกฉีกแบ่งจนเละไปแทบทุกจังหวัด “ฐาน กทม.” ที่บอกกันว่าเป็นความหวัง แท้จริงแล้ว เป็น “ฐานกระแส” เปิดรับทุกพรรคตามสถานการณ์ คำถามคือ ถึงวันนี้ “อภิสิทธิ์” จะเอาอะไรมาส่ง “ประชาธิปัตย์” สู่กระแสนิยมได้
⦁…ความหวังที่จะเดินหน้าต่อไปได้ของ “เพื่อไทย” อยู่ที่ในสายตา “ทักษิณ” และ “ครอบครัวชินวัตร” มองเห็นอะไรที่เป็นประโยชน์จาก “ประคองให้อยู่ต่อ” หรือไม่ ที่น่าคิดคือ “ความคิดของมวลสมาชิกพรรค” ต่อ “ปรากฏการณ์ พ.ร.บ.อากาศสะอาด” ทั้ง “ความรู้เท่าทันผลทางการเมืองจากความไม่ใส่ใจ” และ “ปฏิกิริยาจากการตอบโต้เพื่อแก้ต่าง” ว่า “เหลืออะไรให้เป็นความหวัง”พอที่จะสร้างพลังให้คิด “สนับสนุนต่อบ้าง”







