หน้าแรก การเมือง อนุทิน ขีดเส้...

อนุทิน ขีดเส้นยุบสภา 31 ม.ค.69 ยกคำสอนทักษิณ สวนชลน่าน ยันเห็นทางออกทุกปัญหา

29.09.25 | 12:34 น.

‘อนุทิน’ โต้ ‘หมอชลน่าน’ ทุกดอก ยันมาถึงตำแหน่งนายกฯใช้เวลาเป็นสิบๆ ปี ต้องทำดีที่สุดเป็นเกียรติประวัติ ไม่ให้ใครบงการเบื้องหลัง ลั่น 1-2 พัน ตัวเลขอัปมงคล ยกคำ ‘ทักษิณ’ โต้ เห็นทางออกในทุกปัญหา เชื่อมือ ครม.ทำงานเต็มที่ใน 4 เดือน บอกจ่อปรับ รมว.สธ. หากนำนโยบายฟอกไตฟรีกลับมาไม่ได้ใน 2 เดือน จะไปเป็นเอง เย้ย ‘ชลน่าน’ เป็นแค่เลขา รมต.แต่ตัวเองเป็นรัฐมนตรี ยัน 30 บาทรักษาทุกที่ อนุทิน ไม่ใช่ชลน่าน ทำ ‘หมอชลน่าน’ สวนทันควัน

เมื่อเวลา 10.50 น. วันที่ 29 กันยายน ที่รัฐสภา ในการประชุมร่วมกันของรัฐสภา ครั้งที่ 1 (สมัยสามัญประจำปีครั้งที่ 1) เป็นพิเศษ เพื่อให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) แถลงนโยบายต่อรัฐสภา ตามาตรา 162 ของรัฐธรรมนูญ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและ รมว.มหาดไทย ชี้แจงว่า สิ่งที่ นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว ส.ส.น่าน พรรคเพื่อไทย ตั้งคำถามแรกว่ารัฐบาลของตนทำได้หรือไม่ ทำเป็นหรือไม่ ทำดีหรือเปล่า คำตอบคือทำได้ สิ่งที่ถูกเขียนอยู่ในคำแถลงนโยบายเป็นสิ่งที่ได้ผ่านการกลั่นกรองมาแล้วว่าพวกเราทุกคนต้องทำได้ เพราะวิธีการทำงานของตนนั้น เราใช้คำว่า “ทำได้เร็วและต้องทำเลย” ฉะนั้น ขอชี้แจงให้สมาชิกได้เกิดความมั่นใจตลอดจนพี่น้องประชาชนด้วย

นายอนุทินกล่าวว่า ส่วนทำเป็นหรือเปล่า ก็ทำเป็น ในคณะรัฐมนตรี (ครม.) ที่ตนได้คัดสรรมาล้วนแล้วแต่เป็นผู้ที่มีประสบการณ์ ในวิชาชีพทุกๆ ด้านที่ท่านมีอยู่ แม้กระทั่งผู้ที่ไม่เคยดำรงตำแหน่งเป็นรัฐมนตรีมาก่อน ตนก็ได้ทำการตรวจสอบประวัติการทำงาน ประวัติการศึกษา พฤติกรรม สามารถยืนยันได้ว่าทุกท่านมีคุณสมบัติครบถ้วนในการมาดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีบริหารราชการแผ่นดินให้เกิดประโยชน์สูงสุดกับประเทศไทยที่รักของเรา และพี่น้องประชาชนผู้ที่ตนคำนึงถึงอยู่ตลอดเวลาว่าคือผู้ที่มีพระคุณต่อตนและรัฐบาลนี้

นายอนุทินกล่าวอีกว่า ส่วนทำดีหรือเปล่า ขอยืนยันว่าคนเราถ้ามาถึงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีแล้วมาถึงจุดนี้ได้ใช้เวลาเป็นสิบๆ ปีก็ต้องถือโอกาสนี้ทำดีที่สุด ให้เป็นเกียรติประวัติ และให้เกิดประโยชน์สูงสุดกับประเทศและประชาชน ที่คนที่เป็นนายกรัฐมนตรีต้องรับผิดชอบ

Advertisement

“ดังนั้น ใน 4 ประเด็นที่ท่านบอกไว้ต่อเนื่องมาถึงเรื่องของการขาดโอกาส ซึ่งผมคิดว่านี่คือโอกาสที่ดีที่สุด ที่รัฐบาลจะได้แสดงผลงาน เพราะรัฐบาลนี้ ผมได้ทำความเข้าใจกับรัฐมนตรีทุกคนแล้วว่าไม่มีคำว่าคนละพรรคนี่คือพรรครัฐบาล ไม่มีขัดแข้งขัดขา ไม่มีความกังวลใดๆ ที่จะเห็นว่าพรรคไหนทำอะไรแล้วจะได้รับความนิยมชมชอบจากพี่น้องประชาชนมากกว่า ผมอาจจะโชคดีที่ผมถูกสั่งสอนมาให้เป็นคนใจกว้าง อะไรก็ตามที่เป็นวงศ์วานว่านเครือ เป็นเครือข่ายการทำงานที่มีผมไปเกี่ยวข้องด้วย แล้วใครทำอะไรแล้วประสบความสำเร็จแล้วเป็นประโยชน์ ผมมักจะอนุโมทนาสาธุ แล้วก็ชื่นชมและสนับสนุนทุกคนที่ทำงานร่วมกันกับผมได้ประสบความสำเร็จสูงสุด” นายอนุทินกล่าว

นายอนุทินกล่าวต่อว่า ส่วนที่ท่านพูดว่ารัฐบาลนี้ขาดคนมีฝีมือ ต้องยืนยันว่าตนให้ความเชื่อมั่นว่าทุกคนที่อยู่ในรัฐบาลของตน ตนคัดเลือกเอง และสิ่งที่สำคัญที่สุด นอกจากเรื่องของคุณงามความดีที่แต่ละคนมี ความไว้เนื้อเชื่อใจจากประชาชน และผลงานความรู้ประสบการณ์ ตนขอให้ความมั่นใจว่ารัฐบาล 4 เดือนของตนเต็มไปด้วยบุคลากรที่มีฝีมือ มีความรู้ความสามารถ ประสบความสำเร็จในชีวิต ท่านกังวลเรื่องความโปร่งใส ขอให้ นพ.ชลน่านสบายใจ เพราะตนรับฟังทุกคำ จดทุกความกังวล และยินดีมาชี้แจง ความโปร่งใสเกิดจากการที่เราจะต้องทำให้ทุกอย่างเป็นไปตามกระบวนการถูกต้องตามกฎหมาย ถูกต้องตามระเบียบ และที่สำคัญคือต้องใจกล้า ให้ทุกคนมาตรวจสอบได้ ยืนยันว่ารัฐบาลของตนจะต้องโปร่งใสและมีการตรวจสอบได้ในทุกขั้นตอน

นายอนุทินกล่าวด้วยว่า ส่วนที่ นพ.ชลน่านระบุว่าดูแล้วขาดอนาคตประชาธิปไตย ซึ่งประชาธิปไตยคือการเคารพเสียงส่วนใหญ่ ไม่เอาแต่ใจมาเป็นข้อตัดสิน มีความเป็นตัวของตัวเอง ซึ่งตนมองเห็นต่างกับ นพ.ชลน่าน ตนมองว่าจากนี้ไปรัฐบาลนี้จะวางรากฐาน วางแนวทางแบบอย่างที่ดี ในการที่จะเป็นรัฐบาลที่จะทำให้อนาคตของประชาธิปไตยมีความสดใส อย่างน้อยนายกฯคนนี้จะไม่มีใครบงการได้ ตัดสินใจเอง คิดเอง แล้วหารือกับ ครม. และสมาชิกรัฐสภาทั้งหมด ในการตัดสินใจทำประโยชน์สูงสุดให้ประเทศและประชาชน

นายอนุทินชี้แจงต่อว่า ที่กล่าวหารัฐบาลชุดนี้เป็นรัฐบาลเฉพาะกิจ ท่านพูดไม่ผิด เวลา 4 เดือนก่อนยุบสภา ขออนุญาต นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน ว่าขอให้นับวันที่ 1 ต.ค.เป็นวันแรกแล้วนับไป 4 เดือน คือวันที่ 31 ม.ค. ยุบสภาแน่นอน ถือเป็นพันธะระหว่างพรรคที่ลงนามใน MOA กับพรรคประชาชนว่าความมุ่งหมายของเราเป็นอย่างไร ตนเห็นพ้องกับทางพรรค เมื่อถึงเวลาอันสมควรเเราต้องคืนอำนาจให้กับพี่น้องประชาชน ดังนั้น รัฐบาลชุดนี้เป็นรัฐบาลเฉพาะกิจแต่มีติ่งท้าย ที่ตนขอกระทำและทำให้สำเร็จ คือจะเป็นรัฐบาลเฉพาะกิจที่ต้องเข้ามาแก้ไขความเสียหายของประเทศที่เกิดขึ้นจากรัฐบาลที่แล้วมา ตนยอมรับในสภานี้และ ครม.ของตนอีก 35 คน จะทำทุกอย่างเพื่อเรียกความเสียหาย ความสูญเสีย ทั้งเรื่องเกียรติภูมิของประเทศ เศรษฐกิจ ขวัญกำลังใจ ความปลอดภัยของประชาชน กลับมาสู่ประเทศไทย และคนไทยให้ได้ในระยะเวลาทำงาน 4 เดือน มั่นใจว่าทำได้ เพราะได้เตรียมการในเรื่องนี้มามากพอสมควรแล้ว

“บางทีการทำงานนั้น ทุกคนมีความรู้ ความสามารถ แต่ต้องไม่เปรียบกัน บางทีพอท่านทำไม่ได้ แล้วไปคิดว่าคนอื่นทำไม่ได้ด้วย มันก็ไม่ถูก ผมก็ไปดูว่าตอนที่ท่านมาอยู่กระทรวงสาธารณสุขประมาณ 7 เดือน กับผมก็อยู่ที่กระทรวงสาธารณสุข 7 เดือน ผมมั่นใจว่าผมได้ทำอะไรเยอะมาก ทั้งโควิด-19 เหตุการณ์วิกฤตด้านสาธารณสุข ผมจึงอาจมีบทบาทมากกว่าที่ท่านดำรงตำแหน่งอยู่ แต่เราไม่ว่ากัน ผมเคารพท่านอยู่เสมอ ท่านมีความรู้สามารถในวิชาชีพโดยตรง ยังมั่นใจว่าท่านมีความเสียสละ และความทุ่มเทให้กับบ้านเมืองไม่น้อยไปกว่าสมาชิกคนอื่นๆ ในรัฐสภา

ท่านพูดถึงเรื่องผลประโยชน์ส่วนใหญ่ในนโยบายของรัฐบาลนี้ไม่ตรงกับความต้องการของประชาชน ผมมองต่างนิดนึงคือรัฐบาลนี้ยกเลิกกาสิโน เรายกเลิกเอ็นเตอร์เทนเมนต์คอมเพล็กซ์ ไม่เอาเงินดิจิทัล 10,000 บาทไปให้ประชาชนเฉยๆ แต่เราใช้วิธีการมีส่วนร่วม เราไม่มอมเมาพี่น้องประชาชนด้วยการพนัน เราไม่ขยายตัวทางเศรษฐกิจด้วยธุรกิจการพนัน ผมมั่นใจว่าพี่น้องประชาชนส่วนใหญ่เห็นตรงกับรัฐบาลชุดนี้ ซึ่งเป็นเหตุผลหนึ่งที่พรรคภูมิใจไทยถูกเชิญออกจากการร่วมรัฐบาลเมื่อเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา เพราะพวกเราไม่เห็นด้วยกับแนวทางของรัฐบาลในขณะนั้น” นายอนุทินกล่าว

นายกฯกล่าวต่ว่า ขอเคลมว่าตนเคารพศรัทธาเสมอกับนโยบาย 30 บาทรักษาทุกโรค แต่ 30 บาทรักษาทุกที่ อนุทินครับ ไม่ใช่ชลน่าน ผมทำมาตั้งแต่กระทรวงสาธารณสุข 4 ปี เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขยาวนานที่สุดในการทำงานของรัฐมนตรีหลาย 10 คน ที่ผ่านมาเรื่องเหล่านี้ตนได้ใช้เวลาทั้ง 4 ปี ใช้เวลาประสานงานกับสำนักงานประกันสุขภาพแห่งชาติ ฟอกไตฟรี แต่เสียดายรัฐบาลชุดที่แล้วเอาฟอกไตฟรีทั้งหมดออกไป เหลือบางส่วน ใน 4 เดือนนี้ตนจะเอากลับมาและเป็นสิ่งที่ รมว.สาธารณสุขจะต้องทำให้ตนเห็นภายใน 2 เดือน จริงๆ ต้องสั้นกว่านั้น ไม่เช่นนั้นตนจะต้องไปเป็น รมว.สาธารณสุขเอง

นายกฯชี้แจงต่อว่า ส่วนประเด็นผลประโยชน์ส่วนใหญ่ไม่ตรงความต้องการของประชาชน ขอมองต่างเพราะรัฐบาลยกเลิกกาสิโน เอ็นเตอร์เทนเมนต์คอมเพล็กซ์ เงินดิจิทัลให้ประชาชน เราไม่มอมเมาประชาชนด้วยการพนัน หรือใช้ธุรกิจการพนันขยายตัวเศรษฐกิจ ซึ่งความเห็นต่างนั้นเป็นเหตุผลที่พรรคภูมิใจไทยถูกเชิญออกจากการร่วมรัฐบาลสมัยนั้น มีความพยายามหลายเรื่อง ไปแตะความมั่นคง เสียหายประเทศ ตนตัดสินใจไม่ร่วมนโยบายนี้ ถือเป็นเกียรติที่ถูกเชิญออกมา

“ที่ท่านบอกว่ามีการพยายามดึง ซื้อ ตัวเลข 1,000-2,000 รวมกันแล้วหลายล้าน ตัวเลขเหล่านี้สำหรับผมถือเป็นตัวเลขอัปมงคล มีความพยายามมีตัวเลขนี้ มาทำให้คนในพรรคฝ่ายค้านหลายคนสมัยนั้นไขว้เขว แต่โชคดีที่ทุกคนเห็นว่าไม่เป็นมงคล เป็นตัวเลขที่เอาไปแล้ว ไปทำให้อนาคตของประชาธิปไตยมืดมน แต่คนที่ทำเป็นคนในฝั่งรัฐบาลตอนนั้น ไม่มาจากพรรคภูมิใจไทยแน่นอน ผมขอให้มั่นใจ ทีมงานพร้อมพิสูจน์ทุกคน ผมเคยอยู่ในรัฐบาลเดียวกับท่าน นโยบายต่างๆ ผมพยายามสนองทุกเรื่อง ยกเว้นเรื่องที่ไปเตะความมั่นคงของประเทศ ความเสียหายของประเทศ และคุณภาพชีวิตของประชาชน ผมจึงต้องตัดสินใจที่ไม่ร่วมนโยบายกับท่านจึงเป็นเหตุที่ถูกเชิญออกมา ทำให้ประชาชนรับทราบว่าพรรคไหนที่คิดถึงประโยชน์ของพี่น้องประชาชนอย่างแท้จริง” นายอนุทินกล่าว

นายกฯกล่าวต่อว่า ส่วนที่บอกว่านโยบายของรัฐบาลนี้เป็นปัญหามากกว่าทางออก ตนและ ครม.ทั้ง 36 คน ตอบแทนได้ว่าไม่ใช่ นโยบายและการกระทำของรัฐบาลชุดนี้ ครม.ทุกคนจะต้องทำงานอย่างหนัก ผลักดันทุกนโยบายให้เป็นทางออกประเทศ

“ขอย้อนคำพูดว่า เราเคยอยู่ด้วยกัน 20 กว่าปีก่อน ผมอยู่ในรัฐบาลที่มี นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ เมื่อให้ก็ตามที่มีการประชุม ครม. มีการพูดถึงปัญหา ทั้งที่เป็นสิ่งที่ต้องทำ ตอนนั้นผมเป็นรัฐมนตรีแล้ว ขณะที่ นพ.ชลน่านเป็นเลขานุการ รมว.สาธารณสุขอยู่ เราทำงานด้วยกัน และผมจำมาถึงวันนี้ว่านายทักษิณมักไม่พอใจกับ ครม.ที่นำเอาปัญหามาเป็นข้อแก้ตัวในการทำงาน ตั้งแต่วันนั้นผมบอกกับตนเองว่าจะไม่มีวันให้สิ่งเหล่านั้นเกิดขึ้นกับผม หากผมทำงานที่ไหน เมื่อใดก็ตามถ้ามีปัญหาเช่นนี้ ท่านจะปิดไมค์คนนั้น แล้วพูดว่า ‘จำไว้นะ’ ผู้แพ้จะเห็นปัญหาในทุกทางออก และผู้ชนะจะเห็นทางออกในทุกปัญหา ทั้งนี้ ตัวผมและ ครม.ทั้ง 36 คนเป็นอย่างหลัก ชนะไม่ชนะไม่รู้ แต่พวกผมเห็นทุกทางออกในทุกปัญหา” นายกฯกล่าว

ทำให้ นพ.ชลน่านลุกขึ้นโต้ว่า นายกฯพาดพิงมาถึงตน โดยเฉพาะเรื่องการทำหน้าที่ในฐานะรัฐมนตรี ท่านบอกว่า 7 เดือนของท่านดีกว่าของตน เราจะไม่เถียงกันตรงนี้ ซึ่งประเด็นที่ตนจะชี้แจงคือท่านบอกว่า 30 บาทรักษาทุกที่ อนุทินไม่ใช่ชลน่าน ขอใช้หลักฐานเชิงประจักษ์เพื่อชี้แจงในเรื่องนี้ ไม่เข้าใจว่านายกฯหมายถึงอย่างไร แต่นโยบาย 30 บาทรักษาทุกที่ เป็นนโยบายของพรรคเพื่อไทย สมัยรัฐบาลที่ผ่านมาของ นายเศรษฐา ทวีสิน และ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร อดีตนายกฯ ซึ่งตนเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ดำเนินนโยบายนี้ตามนโยบายที่แถลงต่อรัฐสภา เป็นข้อเท็จจริง

นพ.ชลน่านกล่าวว่า ส่วนที่ท่านพูดถึงนายทักษิณ นำสิ่งที่ได้ให้ไว้มาเป็นแนวทางปฏิบัติ และกล่าวชื่อตนในฐานะเลขารัฐมนตรี ตนอาจจะสติปัญญาไม่ถึง ตีความหมายไม่ถูกว่าตนไปเกี่ยวข้องกับการประชุม ครม.ได้อย่างไร เพราะตนเป็นเพียงเลขารัฐมนตรี ไม่มีสิทธิเข้าไปนั่งในห้องประชุมรัฐมนตรี