‘รักชนก’ จี้ ‘อนุทิน-ตรีนุช’ สาง 4 ปม ฉาวประกันสังคม ลั่น ‘ประชาชนกินข้าว ไม่ได้กินหญ้า’ ก่อนยกผังรัฐนตรี เอี่ยวปัญหาก.แรงงาน บอก ยกมือโหวตอนุทินมาเป็นนายกรัฐมนตรี ให้ยุบสภา-แก้ไขรัฐธรรมนูญ ลั่น ไม่ได้เลือกให้แต่งตั้งคนที่ เฮงซวย คดโกงมาเป็นรัฐมนตรี ด้านพัฒนา ลุกแจ้งไม่เกี่ยวข้องบริษัทซื้ออาคาร-ไม่เคยติดต่อสำนักงานประกันสังคม
เมื่อวันที่ 29 กันยายน ที่รัฐสภา ในการประชุมร่วมกันของรัฐสภา ครั้งที่ 1 (สมัยสามัญประจำปีครั้งที่ 1) เป็นพิเศษ เพื่อให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) แถลงนโยบายต่อรัฐสภา ตามาตรา 162 ของรัฐธรรมนูญ โดย นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย นำทีม ครม.เข้าแถลงนโยบายรัฐบาล ระบุว่า ครม.ขอแถลงหลักการบริหารราชการแผ่นดิน และนโยบายสำคัญของรัฐบาล จะยึดหลักสำคัญ 3 ประการ ได้แก่ 1.พิทักษ์รักษาไว้สถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ 2.ยึดมั่นการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข 3.ยึดมั่นหลักนิติธรรม บังคับใช้กฎหมายเป็นธรรม บริหารราชการแผ่นดินบนพื้นฐานธรรมาภิบาล

เมื่อเวลา 22.00 น. วันที่ 29 กันยายน ที่รัฐสภา น.ส.รักชนก ศรีนอก ส.ส.กทม. พรรคประชาชน กล่าวอภิปรายนโยบายรัฐบาล ว่า แม้ว่าเวลารัฐบาลจะไม่นาน แต่ก็พอที่จะสะท้อน ซึ่งตอนนี้กรณีประกันสังคมได้ แม้ว่าตอนนี้จะมีคนได้รับกรรมไปบางส่วน แต่บางคนก็ยังเสพสุขกองเงิน รัฐบาลชุดนี้มีคนที่เกี่ยวข้องกับตึก SKYY9 อย่าง นายพัฒนา พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข เคยเป็นอดีตเจ้าของตึก SKYY9 แต่เมื่อวันนี้มาเป็น ครม.จึงควรจะให้ความเห็นได้ดีที่สุดว่าราคาควรจะเป็นราคาเท่าไหร่ การที่ นายสุชาติ ชมกลิ่น อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ออกมาระบุว่าใสซื่อ มือสะอาดอยู่คนเดียว ทั้งที่รอบตัวสกปรกประชาชนกินข้าว ไม่ได้กินหญ้า มีกลิ่นทุจริตแรงมาก หากท่านบอกว่าไม่เกี่ยวข้อง สิ่งที่ควรจะทำคือต้องให้ความร่วมมือและพร้อมที่จะเข้าสู่กระบวนการสืบสวนสอบสวน
น.ส.รักชนกกล่าวว่า การยกมือโหวตในอนุทินมาเป็นนายกรัฐมนตรีคือให้ยุบสภาใน 4 เดือนและริเริ่มแก้ไขรัฐธรรมนูญวางหมุดหมายแรกไม่ได้เลือกให้แต่งตั้งคนที่ เฮงซวย คดโกงมาเป็นรัฐมนตรี ก่อนขึ้นแผนผังรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องกับตึก SKYY9 จึงกังวลว่าจะเกิดความเตะถ่วงด้วยความสัมพันธ์ส่วนตัวจึงไม่มั่นใจว่ากระบวนการสืบสวนสอบสวนจะตรงไปตรงมา เพราะกระบวนการสอบวินัยถูกขัดขวางอย่างหนัก

ขณะที่การเลือกตั้งบอร์ดประกันสังคม จะมีการเลือกตั้งเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ ถ้าไม่มีการเลือกตั้งสิทธิต่างๆ จะวนเวียนอยู่ที่เดิม ไม่มีวันได้รู้ว่าใครได้ทำอะไรไว้ในสำนักงานประกันสังคม หรือโครงการใดต่อคอร์รัปชั่นหรือถูกชงมาอย่างไร จึงมีความพยายามล้มการเลือกตั้งบอร์ดประกันสังคม เพราะคนรู้เยอะก็แฉเยอะ การแก้ระเบียบการเลือกตั้งจึงไม่มีตัวแทนของผู้ประกันตน นำมาซึ่งข้อสงสัยว่าในเดือนกุมภาพันธ์นี้จะได้เลือกตั้งบอร์ดประกันสังคมหรือไม่ จึงมีการตั้งข้อสังเกตว่าการเสนอแนวทางการเลือกมาจากกรรมาธิการของ ส.ว. จึงมีความพยายามใช้โมเดลเดียวกับ ส.ว. พร้อมขอให้ น.ส.ตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการตอบคำถามในการตรวจสอบการซื้อตึก SKYY9 และแนวทางการเลือกตั้งบอร์ดประกันสังคม
ขณะเดียวกัน น.ส.รักชนก ยังได้วิจารณ์การบริหารกองทุนประกันสังคมที่มีมูลค่ากว่า 2.2 ล้านล้านบาท โดยใช้ระบบราชการ ซึ่งพิสูจน์แล้วว่าไม่สามารถสร้างผลตอบแทนได้ดีเท่าที่ควร พร้อมเปิดเผยเหตุผลที่เคยได้รับว่าที่ไม่จ้างมืออาชีพระดับโลกมาบริหารเพราะ “คนในประกันสังคมอ่านภาษาอังกฤษไม่ออก ฟังไม่รู้เรื่อง” เธอจึงเรียกร้องให้มีการผลักดันกรอบการลงทุนใหม่ที่อ้างอิงมาตรฐานสากล ซึ่งจะป้องกันการลงทุนที่ส่อทุจริตแบบกรณีตึก SKYY9 ได้ โดยระบุว่ากรอบการลงทุนใหม่นี้ได้จัดทำเสร็จแล้ว แต่ถูกข้าราชการระดับบริหารขัดขวางไม่ให้ผ่าน

โดย น.ส.รัชนก ยังเรียกร้องไปยังนายกรัฐมนตรีและ น.ส.ตรีนุช ว่า 4 เดือน 4 งาน ที่อยากให้เร่งรัดกระบวนการสอบวินัยกรณีลงทุนซื้อตึก SKYY9 และลงโทษคนผิดใน 3 เดือน ต้องไม่มีการเปลี่ยนรูปแบบการเลือกตั้งบอร์ดประกันสังคมและต้องไม่มีการเตะถ่วงเวลาให้ล่าช้าเกินกว่ากำหนด พร้อมผลักดันกรอบการลงทุนใหม่ ปราบผีตึกสกายนายไม่ให้เกิดขึ้นอีก รวมไปถึงนโยบายโปร่งใสเปิดเผยข้อมูลประกันสังคมให้เจ้าของเงินได้รับทราบ
นายชินโชติ แสงสังข์ ส.ว. กล่าวช่วงหนึ่งว่า การเลือกตั้งครั้งสุดท้ายมีผู้สมัคร 280 คนตนเป็น 1 ใน 280 คน บอร์ดปัจจุบันสมัครในนามกลุ่มก้าวหน้าของพรรคการเมืองหนึ่ง และมีผู้นำของพรรคนี้มาช่วยกันหาเสียงทั่วประเทศ ซึ่งตนยืนยันถึงเจตนาว่าไม่ได้มีการล้มการเลือกตั้งบอร์ดผู้ประกันตน
ทำให้ นายสหัสวรรษ คุ้มคง ส.ส.ชลบุรี พรรคประชาชน กล่าวยืนยันว่า กลุ่มก้าวหน้าไม่ได้ลงในนามของพรรคการเมืองใดๆ และทีมประกันสังคมก้าวหน้า ไม่ได้อยู่เกี่ยวข้องกับพรรคการเมืองที่ตนสังกัด เพียงแต่เป็นพันธมิตรทำงาน
ขณะที่ นายพัฒนา ขอใช้สิทธิแจ้งบริษัทที่ตนเคยร่วมบริหาร ได้ซื้ออาคาร ปี 2560 ในสภาพอาคารร้าง และปี 2562 ขายในราคา 2,000 ล้านโอนกรรมสิทธิ์ในปีเดียวกัน มีการปรับปรุงอาคาร ยืนยันว่าในส่วนที่ตนกับบริษัทที่เคยร่วมบริหารไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกันกับผู้ซื้อคือบริษัท I.C.E. แต่อย่างใดและไม่เคยติดต่อกับสำนักงานประกันสังคมหรือกระทรวงแรงงาน


