‘อนุทิน’ แถลงนโยบายรบ. ลั่นยุบสภา 31 ม.ค. ด้าน ‘ชลน่าน’ ซัด4เดือนหายนะ ‘บวรศักดิ์’ แย้มประชามติแก้รธน.-เลิก ‘เอ็มโอยูเขมร’
เมื่อวันที่ 29 กันยายน ที่รัฐสภา ในการประชุมร่วมกันของรัฐสภา ครั้งที่ 1 (สมัยสามัญประจำปีครั้งที่ 1) เป็นพิเศษ มี นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานรัฐสภา ทำหน้าที่เป็นประธานการประชุม เพื่อให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) แถลงนโยบายต่อรัฐสภา ตามมาตรา 162 ของรัฐธรรมนูญ โดย นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย นำทีม ครม.เข้าแถลงนโยบายรัฐบาล โดยระบุว่า ครม.ขอแถลงหลักการบริหารราชการแผ่นดิน และนโยบายสำคัญของรัฐบาล จะยึดหลักสำคัญ 3 ประการ ได้แก่
1.พิทักษ์รักษาไว้สถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ 2.ยึดมั่นการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข 3.ยึดมั่นหลักนิติธรรม บังคับใช้กฎหมายเป็นธรรม บริหารราชการแผ่นดินบนพื้นฐานธรรมาภิบาล รัฐบาลเข้าบริหารราชการภายใต้สถานการณ์ที่ประเทศไทยเผชิญความไม่แน่นอนรอบด้าน ทั้งเศรษฐกิจ สังคม การเมือง ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ และภูมิรัฐศาสตร์โลกที่ส่งผลกระทบต่อความสามารถการแข่งขันประเทศ
ด้วยระยะเวลาที่มีจำกัด งบประมาณที่รัฐบาลนี้ไม่ได้จัดทำ และเป็นรัฐบาลเสียงข้างน้อย จำเป็นต้องเร่งแก้ปัญหาประเทศได้แก่ ภัยเศรษฐกิจ ภัยความมั่นคง ภัยสังคม และภัยสิ่งแวดล้อม ควบคู่การวางรากฐานประเทศ การพัฒนาความสามารถการแข่งขัน การสร้างระบบเศรษฐกิจโปร่งใส สร้างความมั่นคง ความสงบเรียบร้อยและสันติสุข รัฐบาลจะสนับสนุนการจัดทำประชามติ การแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ รับฟังเสียงประชาชน สร้างการมีส่วนร่วมทุกภาคส่วนให้สอดคล้องคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ
จากนั้น นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ ส.ส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคประชาชน (ปชน.) ในฐานะผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร อภิปรายว่า วันนี้นอกจากจะเป็นหมุดหมายแรก ที่รัฐบาลได้เข้าทำหน้าที่ภายใต้กรอบระยะเวลา 4 เดือนอย่างเป็นทางการแล้ว ยังถือว่าเป็นหมุดหมายแรกของตนและพรรค ปชน.ในการทำหน้าที่ฝ่ายค้าน เพื่อนับถอยหลังสู่การยุบสภา มุ่งหน้าสู่การทำประชามติ การจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ซึ่งความสำคัญของการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่
นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า สิ่งที่พรรค ปชน.จะทำหน้าที่ในช่วง 4 เดือนต่อจากนี้ในสภาวะรัฐบาลเสียงข้างน้อย หรือฝ่ายค้านเสียงข้างมาก คือ 1.การเปิดประตูสู่การจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ภายใน 4 เดือนนี้ต้องผลักดันการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญหมวด 15/1 ให้แล้วเสร็จก่อนการยุบสภา โดยผู้ยกร่างรัฐธรรมนูญจะต้องจะต้องมีความยึดโยงกับประชาชนมากที่สุดเท่าที่จะทำได้
ต่อมา นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว ส.ส.น่าน พรรคเพื่อไทย (พท.) อภิปรายว่า ขอมุ่งเน้น 3 ด้าน คือ 1.นโยบายทำได้หรือไม่ 2.เรื่องของบุคคลที่เข้ามาบริหารนโยบาย นโยบายอาจไม่สำเร็จ อาจเป็นโมฆะ เพราะผู้บริหารมีความไม่เหมาะสม ไม่มีคุณสมบัติ มีลักษณะต้องห้ามที่ไม่สามารถทำนโยบายนี้ได้ และ 3.เรื่องของโอกาสของประชาชนที่สูญเสียไปจากการดำเนินนโยบายของรัฐบาลชุดนี้ 4 เดือนที่สัญญาว่าจะยุบสภามั่นใจว่ายุบสภาแน่นอน เพราะถ้าไม่ยุบ จะเสียหายเยอะมาก แต่ถ้ายุบสภา คิดว่าจะได้คะแนนอย่างมหาศาล ยุบแน่นอน เราจะเปลี่ยนจาก 4 เดือน ที่ยุบสภาว่าสิ่งที่จะเกิดขึ้นจะใช้เวลา 4 เดือนดึง ถ่วงและยุบคดีที่เป็นปัญหาอยู่หลังจากนั้นจะเป็น 4 เดือนหายนะให้กับประเทศ
จากนั้น นายอนุทิน ชี้แจงว่า ขออนุญาตนายณัฐพงษ์ว่าขอให้นับวันที่ 1 ตุลาคมเป็นวันแรกแล้วนับไป 4 เดือน คือวันที่ 31 มกราคมยุบสภาแน่นอน ถือเป็นพันธะระหว่างพรรคที่ลงนามในเอ็มโอเอ กับพรรค ปชน.ว่าความมุ่งหมายของเราเป็นอย่างไร เมื่อถึงเวลาอันสมควรต้องคืนอำนาจให้กับประชาชน
ต่อมา นายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ รองนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ในการเลือกตั้ง ส.ส.ที่จะเกิดขึ้นหลังจากยุบสภา ประชาชนจะได้บัตร 4 ใบ คือ 1.บัตรเลือก ส.ส.เขต 2.บัตรเลือก ส.ส.บัญชีรายชื่อ 3.บัตรการลงประชามติเรื่องรัฐธรรมนูญ และ 4.บัตรที่จะสอบถามประชาชนว่าจะให้ยกเลิกเอ็มโอยูไทย-กัมพูชาหรือไม่ การที่รัฐบาลต้องถามความเห็นประชาชนก่อนในเรื่องของการยกเลิกเอ็มโอยู เพราะเห็นว่า เรื่องสำคัญแบบนี้กับประเทศเพื่อนบ้าน รัฐบาลเฉพาะกิจไม่ควรตัดสินใจด้วยตัวเอง แต่ควรขอฉันทานุมัติจากประชาชน ถ้าประชาชนบอกเลิกก็ต้องเลิก แต่หากให้เก็บไว้รัฐบาลนี้ก็ต้องเก็บไว้ เพราะประชาชนเป็นเจ้าของอำนาจอธิปไตย

