หน้าแรก การเมือง ชวน ร่ายยาว ห...

ชวน ร่ายยาว หนุนนโยบายมั่นคง ท้า อนุทิน พิสูจน์คนรวยเป็นนักการเมืองไม่โกง ชี้ 4 เดือนไม่มาก แต่มีค่า

30.09.25 | 12:17 น.

ชวน ร่ายยาว หนุนนโยบายมั่นคง ท้า อนุทิน พิสูจน์คนรวยเป็นนักการเมืองไม่โกง ชี้ 4 เดือนไม่มาก แต่มีค่าถ้าทำประโยชน์ให้ปท. ระบุผ่านนายกฯมา 3 คน ล้วนแตกต่างกัน

เมื่อเวลา 10. 40 น. วันที่ 30 กันยายน ในการแถลงนโยบายรัฐบาลอนุทิน ชาญวีรกูล เป็นวันที่ 2 นั้น นายชวน หลีกภัย ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ อภิปรายนโยบายรัฐบาล ว่า ตนจะอภิปรายนโยบายรัฐบาลทั้งในส่วนที่เห็นด้วยและไม่เห็นด้วย และข้อสงสัยที่ขอให้รัฐบาลช่วยชี้แจง แต่สิ่งแรกถ้านายกฯอยู่ ก็กรุณาฟังไว้ คือในช่วง 2 ปีเศษ เรามีโอกาสได้พิจารณานโยบายรัฐบาล 3 ชุด ตนได้มีโอกาสอภิปรายทั้ง 3 ครั้ง เกี่ยวกับปัญหาความปลอดภัยในชีวิต แต่เมื่อพิจารณานโยบาย 4 เดือนของรัฐบาลชุดนี้ ถ้าเปรียบเทียบรัฐบาลชุดก่อนนี้มีข้อเหมือนกันแตกต่างกันเป็นรายละเอียดที่น่านำมาชี้แจง ซึ่งข้อที่เหมือนกันมีอยู่หลายเรื่องที่เป็นประโยชน์ ตนเห็นด้วยว่าอะไรที่รัฐบาลก่อนทำไว้แล้วเป็นประโยชน์ก็ควรจะทำต่อ อะไรที่เห็นว่ามีปัญหาก็งดไปก็เป็นเรื่องที่ดี แต่เรื่องหนึ่งที่เห็นได้ชัดคือเรื่องของ นโยบายที่ความจริงถ้าไม่เขียนก็ไม่มีปัญหา คือเรื่องของสถานบันเทิงครบวงจร เห็นได้ชัดว่ารัฐบาลชุดที่แล้วเขียนชัดเจนว่าสนับสนุนสถานบันเทิงครบวงจร แต่รัฐบาลชุดนี้ถ้าไม่เขียนก็ไม่แปลกอะไร แต่ก็อุตส่าห์เขียนซึ่งแสดงให้เห็นว่าต่อต้านนโยบายนี้ชัดเจน เพียงแต่รัฐบาลชุดนี้ใช้ภาษาอังกฤษว่าไม่สนับสนุนเอ็นเตอร์เทนเมนตคอมเพล็กซ์ ซึ่งก็แปลกที่ใช้ภาษาต่างประเทศ ความจริงแล้วคำนี้มีอยู่คือสถานบันเทิงครบวงจร

นายชวน กล่าวต่อว่า ประเด็นที่ตนคิดว่าเป็นนโยบายที่น่าจะสนับสนุนคือเรื่องความมั่นคง นโยบายความมั่นคงเขียนไว้ 2 เรื่องคือกัมพูชา แต่เรื่องที่2 คือปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ ตนได้พูดเรื่องนี้มาทุกครั้ง เพราะถือเป็นเรื่องที่สำคัญที่สุดเรื่องหนึ่งถ้าเราให้ความสำคัญกับความปลอดภัยของชีวิตเหมือนกับที่เกิดในภาคตะวันออกเฉียงเหนือกรณีของกัมพูชา คือมีการสูญเสีย แต่ถ้าเทียบแล้วความรุนแรงในพื้นที่ชายแดนภาคใต้นั้นต้องถือว่าต่อเนื่องมายาวนาน ถ้าเกิดขึ้นโดยธรรมชาติ น้ำท่วม อุทกภัย ก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง แต่นี่เกิดด้วยฝีมือมนุษย์และเกิดด้วยความผิดพลาดนโยบายของรัฐบาล ตนจึงเอาเรื่องนี้มาทักท้วงตั้งแต่สมัยนายเศรษฐา ทวีสิน ว่าทำไมนโยบายทั้งเล่มไม่มีเรื่องภาคใต้เลย ต่อมารัฐบาล น.ส.แพทองธาร ชินวัตร ก็เขียนไว้ 1 บรรทัดในหน้า 12

นายชวน กล่าวต่อว่า ที่ตนให้ข้อสังเกตเรื่องนี้เพราะช่วงเวลา 1 ปีของรัฐบาลเศรษฐา มีผู้เสียชีวิตประมาณ 112 คน ช่วงเกือบ 1 ปีของนายกแพทองธาร ก็มีผู้เสียชีวิตประมาณ 121 คน ซึ่งถือว่าเพิ่มขึ้น ยังไม่ทันที่นายกอนุทิน จะแถลงนโยบายก็มีผู้เสียชีวิตทั้งที่เป็นคนร้ายและเจ้าหน้าที่ประมาณ 3-4 คน เพราะฉะนั้นปัญหานี้ถือว่าเราจะเสียหายกับเศรษฐกิจเท่าไหร่ก็ตาม ก็ไม่รุนแรงเท่ากับเสียหายชีวิตของคน ผมถึงย้ำเรื่องนี้ว่านโยบายความมั่นคงในจังหวัดชายแดนภาคใต้มีความสำคัญ จึงขอเรียนว่าจำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องอธิบายในเรื่องเร่งรัดแก้ไขปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ ความหมาย คืออะไรเพราะ 4 บรรทัดที่เขียนไว้นั้นอ่านแล้วยากที่จะเข้าใจ โดยรัฐบาลจะเร่งรัดแนวทางการดำเนินงานเพื่อให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรมในด้านการสร้างสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัยต่อชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน คู่ขนานไปกับการพัฒนาด้านเศรษฐกิจและยกระดับคุณภาพชีวิตของคนในพื้นที่อย่างยั่งยืน

“ความจริงอยากจะขอให้ รมว.กลาโหม อธิบายเรื่องนี้เพราะเข้าใจว่านายกฯอาจจะไม่ลึกซึ้งเรื่องพวกนี้มากนัก แต่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เคยเป็นเลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ(สมช.) อาจเข้าใจเรื่องนี้ได้ดีเพราะผมเชื่อว่าเรื่องนี้ถ้าเราหลีกเลี่ยง หนี ไม่อยากพูดถึง กลัวว่าจะเหมือนไปตำหนิตัวเอง เราจะแก้ปัญหายาก แต่ถ้าเรายอมรับความเป็นจริง มีบุคคลที่ให้ข้อมูล เช่นอดีตรองแม่ทัพภาคที่4 ที่ยังมีชีวิตอยู่ ขอให้รีบไปขอข้อมูลท่าน เพราะท่านอายุมากแล้ว เพราะเป็นคนเดียวที่คัดค้านเมื่อตอนที่รัฐบาลในสมัยนั้นใช้นโยบายจัดการให้เดือนละ 10 คน 2 เดือนก็หมด พูดง่ายๆใช้นโยบายโดยไม่ผ่านกระบวนการฝ่ายอำนาจอธิปไตยทางศาล ไม่ให้ศาลตัดสิน ฝ่ายบริหารตัดสินเอง ผลจากเรื่องนี้ทำให้เกิดความรุนแรงขึ้น มีองค์กรใหม่เกิดขึ้นที่เราเรียกว่าอาร์เคเค และเหตุการณ์นั้นคือเหตุการณ์ของนโยบายที่ก่อให้เกิดปัญหาต่อมา จึงอยากให้รมว.กลาโหม จำวันที่ 8 เมษายน 2544 ไว้ว่า อดีตรองแม่ทัพภาค4 เป็นคนเดียวที่กล้าไม่เห็นด้วยกับนโยบายจัดการเดือนละ 10 คน ซึ่งถ้าเชื่อท่านผมเชื่อว่าวันนี้ขวานทองของเราจะไม่มีความรุนแรงเกิดขึ้น จึงอยากให้รัฐบาลเอาใจใส่เรื่องนี้ เพราะชีวิตหนึ่งชีวิตมีความหมายมากกว่าเงิน 8 ล้าน 10 ล้านบาท หรือกี่ล้านก็ตามที่เราให้กับผู้เสียหาย”นายชวน กล่าว

Advertisement

นายชวนกล่าวอีกว่า เรื่องสำคัญอีกเรื่องหนึ่งที่อยากจะเสริมคือในกรณีเดียวกันเกี่ยวข้องกับหลักนิติธรรมที่รัฐบาลให้ความสำคัญไว้ในนโยบายที่ว่าจะรักษาหลักนิติธรรมอย่างเคร่งครัดนั้น ก็เป็นเรื่องจริงเพราะเราถ้าเราทำเรื่องนี้มาตั้งแต่ต้นเช่นกรณีในภาคใต้ ถ้าเรายึดหลักนิติธรรม คือเราเป็นฝ่ายผู้รักษากฎหมาย ฝ่ายบริหารเป็นผู้ดำเนินการจับคนร้ายฝ่ายศาลตัดสิน ถ้าเราใช้กระบวนการนี้วันนี้เราก็ไม่มีปัญหา เพราะเมื่อเราไปรัฐขั้นตอนให้ฝ่ายบริหารเป็นผู้จัดการตัดสินเองว่า คนนี้ควรตาย คนนี้ควรประหารชีวิต ก็เลยทำให้เป็นปัญหาออกมาเช่นนี้ ซึ่งตนเตือนตั้งแต่สมัยรัฐบาลนายเศรษฐา ว่ารัฐบาลสามารถเลือกรักษาหลักนิติธรรม หรือเลือกพวก ตนยังบอกในวันนั้นว่าเสียดายที่รัฐบาลเลือกพวก รัฐบาลนั้นก็เลยมีอันเป็นไป ต้องล้มไป

“ฉะนั้นการรักษาหลักนิติธรรมอย่างเคร่งครัดที่พูดถึงวันนี้ที่เขียนไว้ในนโยบายผมจึงสนับสนุนนโยบายนี้ เพียงแต่ในภาคปฏิบัติท่านต้องทำ ไม่ใช่เราพูดแต่เพียงนโยบายแต่ภาคปฏิบัติมีการละเลย ไม่ยึดหลักกฎหมาย ไม่ทำให้ผิดเป็นผิด ไม่ทำให้ถูกเป็นถูก เพราะฉะนั้นหลายเรื่องที่เผชิญหน้ากับปัญหาที่นายกฯต้องพบอยู่ในข้อกล่าวหาอะไรก็ตาม ผมคิดว่าเมื่อเรารักษาหลักนิติธรรมอย่างเคร่งครัด แน่นอนที่สุดเราก็ต้องยึด โดยอย่าไปแทรกแซงอย่างที่นายกฯ ประกาศชัดเจนว่าท่านไม่ทำ ท่านใช้คำว่าอย่างที่กังวล ท่านคงรู้ว่ามีการกังวลเรื่องนี้ ซึ่งเกิดจากพฤติกรรมที่ผ่านมา ที่มีการแทรกแซงในหลายเรื่องทำให้เกิดปัญหาเกิดขึ้น อย่างที่พวกเราถ้าไม่หนีความจริงก็ต้องยอมรับในเรื่องเหล่านี้”นายชวนกล่าว

นายชวนกล่าวต่อว่า เรื่องที่เป็นประเด็นได้อยากจะถามรัฐบาลหากนายกรัฐมนตรีอยู่ก็ขอความกรุณาชี้แจงที่ท่านให้สัมภาษณ์หลายครั้งเกี่ยวกับนโยบายในหน้า2 ที่บอกว่าจะทำควบคู่กันไปคือต้องการวางรากฐานของประเทศขับเคลื่อนการพัฒนาความสามารถและหน้าสุดท้าย ก็ยังเขียนย้ำว่าจะริเริ่มวางรากฐานประเทศเพื่อนำประเทศให้ก้าวไปข้างหน้าอย่างเต็มกำลังความสามารถ ตรงนี้ไม่มีรายละเอียดว่าคืออะไรเมื่อตนดูวาระของรัฐบาลท่านอยู่ 4 เดือน ต้องแลกกับเวลาของสภาฯ ที่หายไป 1 ปี เมื่อยุบสภาแล้ว ภารกิจของรัฐบาลคือจัดการเลือกตั้ง แม้มีคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) จัดการเลือกตั้ง แต่บทบาทของรัฐบาลจะทำให้การเลือกตั้งเป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรมหรือไม่ เมื่อตนมองปฏิทินของระยะเวลาแล้ว นโยบายที่ระบุว่าวางรากฐานให้ประเทศก้าวไปข้างหน้า นายกฯ น่าจะยึดเอาเงื่อนเวลาในฐานะที่เป็นรมว.มหาดไทยด้วย ที่บำบัดทุกข์บำรุงสุข ส่งเสริมการปกครอง ในระบอบรัฐสภาอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขที่เป็นประชาธิปไตย เพื่อทำให้เป็นกลไกนำพาความก้าวหน้า หากมาด้วยความชอบธรรม

“ผมขอเสนอให้นายกฯ ในเรื่องนี้ว่าความประสงค์ที่จะวางรากฐานเพื่อมีผลต่อไปในอนาคต เรามีทำการเลือกตั้งครั้งต่อไปที่นายกฯต้องรับผิดชอบ ให้สุจริตเที่ยงธรรมดีหรือไม่ เพื่อให้ได้นักการเมืองที่มาด้วยความสุจริต ได้รัฐบาลสุจริต ทั้งนี้เงื่อนไขที่เป็นวิกฤตบ้านเมือง คือ การทุจริตคอร์รัปชัน อย่างรู้ว่าเหยียบไปทางไหนก็มีทุจริตทุกหย่อมหญ้า อย่างที่เขารู้สึกกันอยู่ในขณะนี้ เพราะที่มาของการบริหารบ้านเมือง คือ ฝ่ายการเมือง เป็นเริ่มต้นที่มาโดยไม่สุจริต ถ้านักการเมืองมาโดยสุจริตเราก็ได้รัฐบาลสุจริตรัฐบาลสุจริตจะตั้งข้าราชการสุจริตแต่ถ้าเราได้นักการเมืองที่ไม่สุจริตมาแต่ต้นโกงเลือกตั้งมาซื้อเสียงมา เมื่อมาตั้งข้าราชการก็เลือกคนที่มีความคิดแบบเดียวกันคือมาหาผลประโยชน์ และตั้งปลัดที่หาผลประโยชน์ ปลัดก็ตั้งอธิบดีที่หาผลประโยชน์ อธิบดีก็ตั้งผู้อำนวยการกองที่หาผลประโยชน์ เราจึงได้ที่มาที่ไม่สุจริต อย่างไรก็ตามในรัฐธรรมนูญ มาตรา 164(1) รัฐบาลต้องบริหารบ้านเมือง ด้วยความซื่อสัตย์สุจริต เสียสละ เปิดเผย รอบคอบ ข้อนี้นายกฯกล่าวย้ำตั้งแต่วันได้รับโปรดเกล้าฯ เพียงแต่คำพูดจะไม่มีผลอะไรถ้าไม่ปฏิบัติ ผมจึงขอย้ำว่าแม้ 4 เดือนเวลาไม่มาก แต่สามารถทำอะไรได้มากเพราะเวลาที่มีค่าทำประโยชน์ให้บ้านเมืองได้มาก หาก 4 เดือนเปิดบ่อนทั่วประเทศ ตั้งข้าราชการทุจริต ขายตำแหน่ง แก้อะไรไม่ได้ อย่างที่ประชาชนเบื่อหน่าย ยาเสพติดแก้ไม่ได้ จึงเป็นโจทย์ที่เผชิญหน้า และในอนาคตเราจะต้องลบล้างสิ่งเหล่านี้ได้เราก็ต้องเริ่มด้วยพื้นฐานที่สุจริต” นายชวน กล่าว

นายชวน กล่าวด้วยว่า ตนสนับสนุนนโยบายวางแผนเพื่อการพัฒนา ผ่านการวางแผนเลือกตั้งหลังยุบสภา ให้เกิดการเลือกตั้งสุจริต อย่าหวังกับ กกต. ทั้งหมด เพราะเลือกตั้งที่ผ่านมา 400 เขต จับได้ที่เดียว คือ เขต8 นครศรีธรรมราช ดังนั้นต้องเสริม กกต. ทั้งนี้ตนทำหนังสือถึงประธานกกต. เขาวิจารณ์ท่านอย่างหนัก แต่ตนขอให้กำลังใจ ขอให้กล้าทำสิ่งที่ถูกต้อง อย่ายอมเป็นเครื่องมือของพรรคการเมืองใด เพื่อให้การเมืองสุจริตเที่ยงธรรม เป็นโจทก์ได้รัฐบาลเที่ยงธรรม พัฒนาประเทศได้

“เราเปลี่ยนนายกฯ 3 คนความเห็นต่างกัน เหมือนกันอย่างเดียว คือ รวยเหมือนกัน แต่สวนทางกับชาวบ้านที่ยากจนลง รายได้ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยนับล้านคน และผมคิดว่าเมื่อมีรัฐบาล3 ชุดในช่วงเวลา 2 ปีกว่า อายุสภาสั้นลงไปปีกว่า การบ้านของรัฐบาลที่ต้องทำงานตามที่พูดไว้ ไม่เฉพาะตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 164(1) แต่ต้องยึดในคำถวายสัตย์ปฏิญาณด้วย ความซื่อสัตย์สุจริตเราก็ไม่ได้ยินว่าใครออกเสียงดังอย่างไร เพราะหากใครไม่เคารพเรื่องดังกล่าว บุคคลผู้นั้นจะมีอันเป็นไป ทั้งนายกฯ มีโอกาสพิสูจน์ให้เห็นว่าคนรวยไม่โกงก็มี ความเชื่อแต่เดิมว่าต้องสนับสนุนคนรวยเพราะนักการเมืองต้องดูแลงบมหาศาล ไปเลือกคนไม่มีเงินไม่มีบ้านอยู่เดี๋ยวจะคอร์รัปชันโกง แต่ในที่สุดเวลาพิสูจน์ว่ารวยที่สุดก็ทุจริต โกง โคตรโกงก็มี นายกฯมีโอกาสพิสูจน์ว่าไม่จริง เป็นเรื่องตัวบุคคล ในฐานะที่ท่านเป็นคนหนึ่งที่อยู่ในกลุ่มคนรวยต้องพิสูจน์ให้เห็นว่าคนรวยมาเป็นนักการเมืองไม่โกงก็มี”