ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากกรณีหมุดคณะราษฎร ซึ่งเป็นหลักฐานสำคัญทางประวัติศาสตร์ หายไปจากลานพระบรมรูปทรงม้า โดยถูกมือดีนำหมุดใหม่ ที่มีข้อความไม่เกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลงการปกครอง 2475 มาเปลี่ยน จนถึงขณะนี้ยังไม่สามารถหาตัวผู้กระทำความผิดได้ หลังจากนั้น ได้เกิดผลสะเทือนทางประวัติศาสตร์ มีการถกเถียงทางวิชาการ เกี่ยวกับอดีตที่ผ่านมาของการเปลี่ยนแปลงการปกครอง จาก สมบูรณาญาสิทธิราชย์ หรือ Absolute Monarchy มาเป็นระบอบประชาธิปไตยแบบรัฐสภา เกิดการพยายามค้นคว้าข้อมูลทางประวัติศาสตรเรื่องดังกล่าวอย่างไม่เคยมีมาก่อน
จากจุดยืนทางประวัติศาสตร์ที่ต่างกัน ทำให้ล่าสุด “หนังสือเบื้องแรกประชาธิปตัย” ได้รับการสอบถามถึงเป็นอย่างมาก จนไม่สามารถหาซื้อได้ จนล่าสุดจะมีการพิมพ์เป็นครั้งที่ 3 เพื่อจำหน่าย หลังเพิ่งมีการเปิดตัวหนังสือดังกล่าวฉบับพิมพ์ครั้งที่ 2 เมื่อช่วงเดือนมกราคมที่ผ่านมา โดย สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย และการจัดพิมพ์ครั้งแรก ตั้งแต่ พ.ศ.2516
ทั้งนี้ สาระสำคัญของ “หนังสือเบื้องแรกประชาธิปตัย” คือการรวบรวมบทสัมภาษณ์และบันทึกของบุคคลสำคัญทางการเมืองไว้ได้ค่อนข้างครบถ้วน ถือเป็นหนังสือประวัติศาสตร์การเมืองที่สมบูรณ์ที่สุดเล่มหนึ่ง โดยบทแรกเป็นการนำเรื่องที่ “สมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี” พระราชินีใน “พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว” ได้พระราชทานสัมภาษณ์กับคณะกรรมการบริหารสมาคมนักข่าวฯ ซึ่งได้ตรัสถึงการเมืองช่วงก่อนเปลี่ยนแปลงการปกครอง เหตุการณ์ในวันที่ 24 มิถุนายน 2475 ก่อนการพระราชทานรัฐธรรมนูญฉบับ 27 มิถุนายน กระทั่งวันที่ทั้งสองพระองค์ตัดสินพระทัยเสด็จไปประยังประเทศอังกฤษ จนในหลวงรัชกาลที่ 7 ทรงสละราชสมบัติในที่สุด
นอกจากบทพระราชทานสัมภาษณ์แล้ว ยังมีข้อเขียนและบันทึกทรงคุณค่าด้านประวัติศาสตร์การเมืองไทยของบุคคลสำคัญอีกหลายท่าน เช่น นายปรีดี พนมยงค์, พล.ท.ประยูร ภมรมนตรี, พระยาทรงสุรเดช, นายควง อภัยวงศ์, จอมพล ป.พิบูลสงคราม, นายทวี บุณยะเกตุ, นายป๋วย อึ๊งภากรณ์, พล.ต.อ.เผ่า ศรียานนท์, จอมพลผิณ ชุณหะวัน, น.ต.มนัส จารุภา, ม.ร.ว.นิมิตรมงคล นวรัตน, พล.ต.อ.ชุมพล โลหะชาละ, ท่านผู้หญิงละเอียด พิบูลสงคราม เป็นต้น ทั้งหมดได้เล่าเรื่องราวและแง่มุมการต่อสู้ทางการเมืองที่มีชีวิตเป็นเดิมพัน เล่าถึงการขึ้นสู่อำนาจและวัตถุประสงค์ของคณะราษฎรในการก่อการ ๒๔๗๕ กระทั่งถึงฉากสุดท้ายที่ จอมพล ป.ฯ ต้องถูก จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ลูกน้องที่ใกล้ชิดทำการยึดอำนาจในปี ๒๕๐๐ ซึ่งถือเป็นการสิ้นสุดอำนาจของคณะราษฎรโดยสมบูรณ์
ในการเสวนาที่จัดโดย สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย ผศ. ดร. ประจักษ์ ก้องกีรติ อาจารย์คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวถึงหนังสือ เบื้องแรกประชาธิปตัย ว่า เป็นเอกสารชั้นต้น มีคุณค่าทางประวัติศาสตร์ และไม่ได้ตัดสินว่า ใครถูกหรือผิด เนื่องจากเป็นบันทึกส่วนตัว ความเห็นบางเรื่องมาจากการสัมภาษณ์ เป็นมุมมองของแต่ละฝ่าย เช่น จากสมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี จอมพลป.พิบูลสงคราม นายควง อภัยวงศ์ เมื่ออ่านแล้วสะท้อนว่า ประวัติศาสตร์มีชีวิต ทุกเรื่องเราด่วนตัดสินไม่ได้ เพราะการเมืองมันซับซ้อน
ทั้งนี้ ทุกเหตุการณ์ จะมีมุมมองมากกว่า 1 มุม บางครั้งถึง 3 มุม ถ้าเข้าใจมุมเดียว มันง่ายที่ถูกกล่อมเกลาจากอีกฝั่ง อย่างเหตุการณ์ เปลี่ยนแปลงการปกครอง 2475 ก็มีสองมุมว่า ชิงสุกก่อนห่ามหรือเพราะความจำเป็น
นายประจักษ์ กล่าวว่า บทที่สนุกในหนังสือ คือ บทสัมภาษณ์ สมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี หรือ เรื่องราวของ พล.ท.ประยูร ภมรมนตรี ที่สนุก คือ พล.ต.ท. ชุมพล โลหะชาละ เล่าเรื่องหนีไปกับจอมพล โดยพล.ต.ท.ชุมพลเป็นนายตำรวจติดตาม อารักขา จอมพล.ป. ได้บรรยายว่า จอมพล ป.หนีลี้ภัยไปนอกประเทศอย่างไรหลังถูกรัฐประหาร เช่น จอมพลป. ขับรถซีตรองเอง ไปยัง จ.ระยอง ตราด โดยทั้งเนื้อตัวมีเงินแค่ 2 หมื่นบาท
อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวว่า ประวัติศาสตร์การเมืองไทยที่สำคัญอยู่ในช่วงปี 2475-2500 ซึ่งอยู่ในเนื้อหาหนังสือเล่มนี้ บทสุดท้ายจบที่ บันทึกความทรงจำของท่านผู้หญิงละเอียด พิบูลสงคราม ที่เล่าถึงชะตากรรมของจอมพล ป.สามี ช่วงที่ถูกปฏิวัติ ทั้งนี้ประวัติศาสตร์การเมือง 25 ปีช่วงนั้นเป็นช่วงที่คนเข้าใจน้อยที่สุด เพราะหลังจากนั้น เช่น เหตุการณ์ 14 ตุลา 2516 หรือ สมัยรัฐบาลพล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ก็มีคนเข้าใจและรู้เยอะแล้ว
“ถ้าจะเข้าใจการเมืองไทยว่า เรามาถึงจุดนี้ได้อย่างไร ประวัติศาสตร์ช่วงนี้สำคัญที่สุด 2475-2500 แต่จุดเปลี่ยนการเมืองไทยจริงๆ คือ การปฏิวัติของจอมพลสฤษดิ์ ปี 2500 เพราะเป็นการปิดฉากยุคคณะราษฎร ช่วงนั้นแม้คณะราษฎร จะขัดแย้งอย่างไร แต่ก็เป็นทางความคิด อุดมการณ์พัฒนาชาติบ้านเมืองที่เห็นต่างกัน แต่หลังจากปี 2500 นายทหารอย่างจอมพลสฤษดิ์ ถนอม ประภาส ก็ขึ้นมา การเมืองไทยเปลี่ยนไป เหตุการณ์ 2475 ถูกทำให้ลืม กลายมาเป็นเผด็จการทหารจริงๆ ยุคจอมพลสฤษดิ์” นายประจักษ์ กล่าว
นายประจักษ์ กล่าวว่า เรื่องราวในหนังสือสะท้อนความเป็นอนิจจังของการเมืองไทยว่า ไม่มีใครอยู่ในอำนาจได้นานเหมือนในต่างประเทศถึง 30 ปี และที่เราพบ คือ คนที่เรืองอำนาจที่สุดในหนังสือเล่มนี้ สุดท้ายบั้นปลายชีวิตก็ไม่ได้อยู่ในประเทศไทย
และยังชี้ว่า เราแก้ปัญหาผิดทางมาตลอด ทุกครั้งที่เรามีวิกฤตทางการเมือง ก็จะแก้ด้วยการเอาอำนาจนิยมมาแทนที่ เพราะเชื่อว่า อำนาจนิยมมาปรับปรุงประชาธิปไตย ซึ่งมันขัดแย้งในตัวเอง สุดท้ายเมื่อเอาเผด็จการมาแทนที่มันยิ่งซ้ำเติมประชาชน จึงวนเวียนเป็นลักษณะ วงจรอุบาทว์ อย่างที่เห็น
สำหรับ การสอนวิชาการเมืองไทยแทนที่อาจารย์จะสอนการเมืองและตัดสินเรื่องบางเรื่องให้กับนักศึกษา ควรให้นักศึกษาอ่านเล่มนี้ก่อน
“การเมืองไทยเป็นเหมือนลูกตุ้ม เหวี่ยงไปมา ไม่มีใครครองอำนาจได้เบ็ดเสร็จเพราะสังคมไทยไม่มีชนชั้นนำกลุ่มใด รวบอำนาจได้ต่อเนื่องยาวนาน ชนชั้นนำเราก็ไม่เป็นเอกภาพตั้งแต่อดีต เพราะมีหลายก๊ก แล้วหักหลังกันเอง เปลี่ยนข้าง การเมืองเปลี่ยนบ่อยทุก 4-5 ปี จนถึงทุกวันนี้ น่าเสียดายยุคที่เรามีมวลชนนำตอน 14 ตุลา 2516 หรือ พฤษภา 2535 น่าจะเปลี่ยนแปลงอะไรได้มาก แต่ปัจจุบัน ชนชั้นนำยังเป็นคนกำหนดทิศทางอยู่ดีทั้งที่พศ.นี้ไม่ควรเป็นอย่างนี้แล้ว ประชาชนควรเข้ามีส่วนร่วมกำหนดทิศทางประเทศ แต่เรากลับถูกกำหนดให้เป็นผู้อยู่อาศัย วิจารณ์อะไรก็ไม่ได้ ตอนนี้เราอยู่ในยุคเซ็นเซอร์ตนเองเพราะไม่มีใครอยากติดคุก สุดท้ายคนที่เสียผลประโยชน์คือ ประชาชน ที่ไม่ได้รู้ข้อมูลข่าวสารที่หลากหลาย ถ้าเป็นอย่างนั้น ก็ปรองดองไม่ได้ เพราะมันต้องทำให้เกิดบรรยากาศที่มีเสรีภาพในการพูดก่อน” นายประจักษ์ กล่าว

