เมื่อวันที่ 24 เมษายน นางมัลลิกา บุญมีตระกูล มหาสุข ในฐานะประธานมูลนิธิมัลลิกาเพื่อประชาชน www.mallikafoundation.com กล่าวว่า สงสารเกษตรกรมากที่ราคาพืชผลเกษตรตกต่ำ ถ้าเป็นเช่นนี้ต่อไปแม้รัฐบาลอยู่ได้แต่ประชาชนจะแย่ เพราะขณะนี้พืชเกษตรราคาตกต่ำมาก อยากให้นายกฯได้แก้ไข และเชื่อว่ายังแก้ไขได้ ตัวอย่างจังหวัดภาคเหนือกำลังเผชิญปัญหาคนทิ้งร้างที่ดินบางส่วนเพราะลงทุนพาะปลูกแล้วขายได้ไม่คุ้มทุน ชาวบ้านเดือดร้อนจริงจนบางพื้นที่ระงับการปลูกพืชเศรษฐกิจ เช่น ลงทุนไถ หว่าน ใส่ปุ๋ย ดูแลแต่เวลาขายก็ขาดทุนด้วยซ้ำ
“ท่านนายกฯจะไม่ปรับทีมเศรษฐกิจก็ไม่มีใครทำอะไรได้แต่ก็ควรปรับนโยบาย แก้ปัญหาปากท้องให้ประชาชนเชิงรุก” นางมัลลิกากล่าว และว่า ขอเสนอมาตรการให้นายกรัฐมนตรีระงับการนำเข้าข้าวโพดสาลีทั้งหมดนับตั้งแต่ตอนนี้ หลังจากรับซื้อข้าวโพดภายในประเทศทั้งหมดแล้ว หากพ่อค้ารายใหญ่จะนำเข้าเพิ่มเติมก็ค่อยทำเรื่องเสนอขอการอนุมัติเป็นครั้งคราวไป แต่การเสนอขอนำเข้าจะต้องผ่านฤดูกาลเก็บเกี่ยวซื้อขายข้าวโพดภายในประเทศเสร็จสิ้นไปก่อนทุกปี ถ้าหากการทำงานนโยบายเชิงรุกของกระทรวงพาณิชย์ปฏิบัติวันนี้โดยทันทีจะทันกับช่วงเวลาที่ข้าวโพดฤดูกาลหน้าอีก 3-4 เดือนข้างหน้า แต่ถ้านายกรัฐมนตรีและกระทรวงพาณิชย์ไม่มีเทคนิคไม่มีมาตรการที่จะถ่วงดุลกับพ่อค้ารายใหญ่ในประเทศนี้ก็จะทำให้ประชาชนเดือดร้อนและเมื่อจวนเวลาเก็บเกี่ยวแล้วมาออกคำสั่งก็จะทำให้มาตรการไม่ได้ผล เหมือนฤดูกาลที่ผ่านมาราคาข้าวโพดและพืชเกษตรตกต่ำสุดขีดเพราะพ่อค้าคนกลางที่มารับซื้อส่วนใหญ่ก็ซื้อไปขายให้กลุ่มอาหารสัตว์ของยักษ์ใหญ่รายเดียวนั้นเอง ขณะเดียวกันชาวบ้านที่เลี้ยงสัตว์โดยเฉพาะเลี้ยงหมูก็ซื้ออาหารสัตว์จากเครือยักษ์ใหญ่ในราคาที่แพง ทั้งนี้นายกรัฐมนตรีสามารถส่งทีมเสนาธิการถอดเครื่องแบบปลอมตัวลงไปสำรวจตลาดอาหารสัตว์ได้เลย
นางมัลลิกา กล่าวว่า รัฐบาลจะอยู่ยาวเท่าไหร่ไม่มีใครว่าเพราะใครๆก็คาดเดาไม่ได้ แต่อยู่แล้วประชาชนจะลืมตาอ้าปากได้อย่างไรอันนี้คือโจทก์ อย่าโกรธกันหรือหงุดหงิดใส่กันถ้าจะเตือน เพราะประชาชนอยากบอกนายกฯด้วยตัวเองเหลือเกินแต่ไม่มีโอกาสและไม่มีตัวแทน และถ้าเป็นไปได้ก็จะส่งคลิปสัมภาษณ์ชาวบ้านไปให้นายกรัฐมนตรีฟัง

